บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบแบ่งปันผลผลิต ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการผลิตและผู้บริโภคยังได้ใช้ก๊าซในราคาเดิม

คอลัมน์ : รอบรู้ปิโตรเลียม

โดย Mr. Fact 

 

ต้องบอกว่าเป็นเพราะกระแสสังคมในช่วงนั้น ที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจ แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ Production Sharing Contract  (PSC) และระบบจ้างผลิต หรือ Service Contracts (SC) มาไว้เป็นทางเลือกใหม่ นอกเหนือจากระบบสัมปทาน (Concession System) ที่มีอยู่เดิม

และในที่สุด รัฐก็ตัดสินใจ ที่จะให้แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ในอ่าวไทย ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัมปทานใน ปี2565-2566 เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต  ที่เป็นการบริหารจัดการปิโตรเลียมระบบใหม่ ที่ไทยยังไม่เคยใช้มาก่อน ( ยกเว้นในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย)  ด้วยวิธีการให้เอกชนประมูลแข่งขันยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับรัฐพิจารณา

โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561ได้รับทราบในหลักการที่จะกำหนดไว้ใน TOR ประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช  คือ แหล่งเอราวัณ (สัญญาสัมปทาน เลขที่ 1/2515/5 และ เลขที่ 2/2515/6 ) ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เมษายน 2565  ให้รวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา หรือเรียกว่า แปลง G1/61 และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 800 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี

ส่วนแหล่งบงกช (สัญญาสัมปทาน เลขที่ 5/2515/9 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เมษายน 2565 และสัญญาสัมปทาน เลขที่ 3/2515/7 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 7 มีนาคม 2566)  ก็จะรวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา หรือแปลง G2/61 และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 700 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50% และให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคาก๊าซธรรมชาติ โดยอ้างอิงราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่จะกำหนดในเอกสารเงื่อนไขการประมูล

หลักการสำคัญดังกล่าว จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยส่วนรวม คือทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติมีความต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับกำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพราะก๊าซฯส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ในรูปภาษีให้กับรัฐ ( จากเดิมที่มีก๊าซฯ บางส่วนประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งตรงไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า โดยที่ไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซ  ได้มูลค่าเพิ่มที่น้อยกว่า ) และประโยชน์อีกประการ ก็คือ การที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ก๊าซในราคาที่ไม่แพงไปกว่าปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นจากกลุ่มคัดค้าน ที่มองว่าภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตที่รัฐจะนำมาใช้นั้น ทำให้รัฐได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันผลผลิตน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา  พร้อมเสนอให้รัฐรับส่วนแบ่งเป็นปิโตรเลียมจากผู้ผลิต แล้วขายตรงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเลย ไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง ปตท. เพราะเชื่อว่าจะทำให้ราคาก๊าซฯ ถูกลง

อยากจะทำความเข้าใจว่า ศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ในช่วงหลังสิ้นสุดอายุสัมปทาน นั้น เหลือกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจาย เพราะกระเปาะใหญ่ถูกผลิตไปตั้งแต่ต้นอายุสัมปทานแล้ว จะไปเปรียบเทียบกับแหล่งของเมียนมาที่เป็นแหล่งใหญ่กว่าไม่ได้  เพราะถ้าต้นทุนสูงกว่าแล้วยังไปขอส่วนแบ่งร้อยละ 80 เท่ากับเมียนมา คงจะไม่มีใครอยากจะลงทุน

ข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนระหว่าง แหล่งยาดานา ของเมียนมา กับแหล่งบงกชเหนือ ในอ่าวไทย ว่า แหล่งยาดานา นั้นมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่าไทยมาก โดยในการผลิตก๊าซฯ ให้ได้ปริมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ของยาดานานั้น ใช้จำนวนหลุมผลิตเพียง 12 หลุม ในขณะที่แหล่งบงกชเหนือ การรักษาอัตราผลิตเอาไว้ 650 ล้านลูกบาศก์ นั้น ต้องใช้จำนวนหลุมผลิตมากถึง 300 หลุม

ที่มา: ภาพจำลองการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและแหล่งบงกชเหนือ โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน

 

ส่วนข้อเสนอที่จะให้รัฐรับส่วนแบ่งผลผลิตเป็นปิโตรเลียม แล้วขายตรงให้ กฟผ. แทนที่จะขอแบ่งเป็นรายได้หลังการขายให้ ปตท. นั้น ก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐ เพราะการรับแบ่งปิโตรเลียมมานั้น รัฐต้องมีภาระในการดำเนินการในการปรับปรุงคุณภาพก่อนส่งขาย แล้วถ้าหากส่งขายไปให้ กฟผ. โดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซฯของ ปตท. ก็เป็นการเสียโอกาสที่จะนำทรัพยากรของประเทศไปสร้างมูลค่าเพิ่ม และอย่าลืม ว่า ปตท.    ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นไกล แต่เป็นองค์กรที่รัฐถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม มากกว่าร้อยละ 65

ในขณะที่ข้อเสนอจะให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติหรือ NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อมาบริหารจัดการประโยชน์ ในแหล่งเอราวัณ และบงกช โดยเฉพาะ แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นั้น ก็ดูจะเป็นการดำเนินการที่ซ้ำซ้อน เป็นการถอยหลังกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพราะระยะเวลาสำหรับเอราวัณและบงกชที่จะผลิตก๊าซฯ จะต่อเนื่องไปอีกประมาณ 10 ปีเท่านั้น การตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะยุบทิ้งในอีก 10 ปี ข้างหน้า จึงได้ไม่คุ้มเสีย อีกทั้ง รัฐมีพัฒนาการเรื่อง NOC ที่ไกลกว่าหลายประเทศแล้ว โดยแปรรูป ปตท. ให้มีความคล่องตัวในการลงทุนทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯ และเอาไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการตั้ง ปตท.สผ. ที่ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ ลงทุนเป็นเจ้าของแหล่งผลิต ก็เป็นดอกผลที่รัฐได้รับ ทั้งในรูปของค่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินปันผลในส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องของ NOC  จึงถูกปิดเกมไปตั้งแต่ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี2559

ประเด็นที่น่าจะช่วยกันคิด ช่วยกันนำเสนอ จากนี้ จึงควรจะเป็นเรื่องว่าจะทำอย่างให้การเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ดำเนินลุล่วงไปได้ตามแผน และเกิดการกำกับดูแลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างที่ควรจะเป็นมากกว่า

กลับสู่บทความทั้งหมด