บทความที่เกี่ยวข้อง

วงเสวนาถ่านหินในงานSETA2018 จี้รัฐทบทวนการชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

เวทีเสวนาวิชาการ “โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นความหวังหรือเป็นปัญหาของภาคใต้” ซึ่งจัดขึ้นในงาน SETA 2018 เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและกระบี่ หวังให้ประเทศไทยมีพลังงานหลักเป็นของตัวเอง ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับย้ำว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่ และไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่มีกลุ่มคัดค้านพยามยามบิดเบือนข้อมูล 

ในงาน SETA 2018 ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง "โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นความหวังหรือเป็นปัญหาของภาคใต้"ขึ้นเมื่อวันที่23มี.ค2561 เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเท็จจริงจากภาควิชาการและคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ได้ไปลงนามข้อตกลง (MOU) ร่วมกับเครือข่ายปกป้องต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ที่มีผลทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และให้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) แทน จนทำให้ทั้ง 2 โครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ในปี 2562-2564 กลายเป็นข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านซึ่งยังไม่มีข้อยุติ

นายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งร่วมวงเสวนา ยืนยันว่าชาวบ้านในพื้นที่ต่างสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง ซึ่งที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เร่งรัดโครงการพร้อมกับยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 15,000 ราย แต่ก็มีกลุ่มคัดค้านพยายามบิดเบือนข้อมูลและยัดเยียดข้อกล่าวหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษในพื้นที่มาโดยตลอด จึงขอย้ำว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างในอนาคต จะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีทันสมัย สามารถป้องกันปัญหามลพิษและไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่เคยตรวจพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของคนพื้นที่ว่าเกิดจากปัญหามลพิษจากโรงไฟฟ้า 

ขณะที่นายวิฑูรย์ หวัดหวัง ชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ต้องการให้นายกรัฐมนตรี อนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยเร็ว เพื่อช่วยสร้างความมั่นคง ความเจริญ และอนาคตให้กับคนในพื้นที่ แต่การที่ รมว.พลังงาน ไปลงนาม MOU กับกลุ่มต่อต้านที่ข้างถนนนั้น จนต้องยกเลิกโครงการ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รับไม่ได้กับการตัดสินใจครั้งนี้ และถือเป็นการกระทำที่ไม่บริสุทธิใจ เพราะไม่มีการหารือ 3 ฝ่าย ทั้งนี้ ยอมรับว่าเกือบ 1 เดือนที่เดินทางมาเรียกร้องรัฐบาลให้เดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยได้พบหรือเห็นหน้า รมว.พลังงาน เลยสักครั้งเดียว   

นายหลี สาเมาะ อดีตกำนันตำบลปากบาง และประธานชมรมคนเทพาพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นเป็นนโยบายของรัฐบาล แต่วันนี้ รัฐบาลกลับไปทำ MOU กับกลุ่มคนที่คัดค้านเพียง 4-5 คน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการโรงไฟฟ้า ถือเป็นความล้มเหลวในการบริหารงาน เพราะความจริงแล้วควรไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน และฝ่ายรัฐบาล การไปลงนามดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมกับชาวกระบี่และเทพาที่สนับสนุนโรงไฟฟ้า และเชื่อว่ารัฐบาลอาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการทำสัญญาครั้งนี้ นอกจากนี้ คำสั่งให้ถอนรายงาน EIA และ EHIA ก็เหมือนเป็นการยกเลิกรายงานทั้งสองฉบับที่ทำเสร็จแล้ว ซึ่งรัฐบาลควรชี้แจงว่าดำเนินการผิดในขั้นตอนไหนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่การเดินถอยหลังเพื่อมาเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ทำให้รัฐต้องสิ้นเปลืองงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน  

ส่วนประเด็นที่ รมว.พลังงาน การันตีว่า 5 ปีจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคใต้เพิ่ม แต่จะใช้วิธีขยายสายส่งจากภาคกลาง และใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น อดีตกำนันตำบลปากบางและประธานชมรมคนเทพาพัฒนาอย่างยั่งยืน มองว่างบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างสายส่งกับการสร้างโรงไฟฟ้า รวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้างคงไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่กังวลคือสเถียรภาพของสายส่ง หากเกิดปัญหา ภาคใต้ก็คงต้องรับกรรมเหมือนที่ผ่านมา ขณะที่พลังงานจากชีวมวล ก็ยังมีปัญหาเรื่องความสเถียรในการจ่ายไฟฟ้า โดยเมื่อเทียบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลัก ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลถึง 231 โรง และใช้งบประมาณมากขนาดไหน เพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการ เช่นเดียวกับการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะต้องใช้ที่ดินในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถึง 66,000 ไร่ มีต้นทุนการผลิต 8 บาทต่อหน่วย แต่ต้องขายไฟเพียง 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งเริ่มทำก็ขาดทุนแล้ว

“คนเทพา-กระบี่ สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศไทย ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากในอนาคตไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว มาเลเซีย ไม่ขายไฟฟ้าให้ไทย จะเป็นอย่างไร และการมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จะสร้างความเจริญในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานมีงานทำ เมื่อมีงาน มีเงิน ก็จะมีคุณภาพตามมา รัฐบาลจึงไม่ควรเอาคนเพียง 4-5 คน มาเป็นเกณฑ์ตัดสินคนส่วนใหญ่ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร” อดีตกำนันตำบลปากบาง กล่าว 

นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ยอมรับว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่นั้น ดูจะเป็นความหวังที่ริบหรี่ลงทุกที ซึ่งเกิดจากวิกฤตของความไม่รักชาติ ความไม่รู้จริง เพราะทุกวันนี้ NGO บางคนก็คัดค้านไปทุกเรื่องโดยไม่เข้าใจบริบทสถานะของความเป็นจริง ส่วนรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย สั่งให้จัดทำ SEA แต่ก็ควรต้องคิดให้รอบคอบก่อน และถามความต้องการจากคนในพื้นที่ เพราะตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้จังหวัดกระบี่มีสเถียรภาพด้านไฟฟ้า รัฐบาลจึงต้องพยายามสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่นในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นายประเสริฐ สันหาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า โรงไฟฟ้าจะทำให้ชุมชนได้รับการพัฒนาทั้งด้านสังคมและการศึกษา เพราะนำเงินจากกองทุนรอบโรงไฟฟ้ามาช่วยเหลือ หากระงับหรือชะลอโครงการจะทำให้ชุมชนเสียประโยชน์ พร้อมยืนยันประชาชนในพื้นที่ อ.เหนือคลอง ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปสอบถามความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงจากคนในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมา มีแต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงมาโดยตลอด หากชุมชนไม่ต้องการโรงไฟฟ้าจริง ก็พร้อมที่จะเลิกสนับสนุนการก่อสร้าง  

ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตอาจารย์และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์พิเศษสอนวิชาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยืนยันไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ และไม่แน่ใจกลุ่มคนที่คัดค้านเคยเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ แต่เหตุใดกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ขณะที่การตั้งคณะกรรมการ SEA กลับไม่มีนักวิชาการด้านถ่านหินร่วมเป็นคณะกรรมการ จึงรู้คำตอบว่า SEA ที่ออกมาสุดท้ายจะไม่เอาถ่านหิน และทุกโครงการจะมีปัญหา เพราะปล่อยให้คนแค่หยิบมือเดียวสามารถล้มโครงการมูลค่าเป็นแสนล้านบาทได้ ดังนั้น จึงเสนอทางออกที่เหมาะสม ด้วยการทำประชามติอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไม่ได้  

ปิดท้ายที่ ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ให้ข้อมูลว่าความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ในความเสี่ยง เพราะมีกำลังการผลิตน้อยกว่าความต้องการใช้ ต้องพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง ขณะที่ก๊าซฯ จากแหล่ง JDA-A18 หากหยุดจ่ายก๊าซฯ ก็จะต้องหันไปใช้น้ำมันดีเซลเดินครื่องผลิตไฟฟ้าทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพง หากไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่ อาจต้องถามประชาชนในพื้นที่ว่าสามารถยอมให้ไฟฟ้าดับได้บางช่วงเวลา หรือเวียนดับตามตำบล หรือบางอำเภอ ได้หรือไม่ เพื่อลดผลกระทบกรณีเกิดวิกฤต  

ทั้งนี้ จากสถิติความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ พบว่า ปี 2530 อยู่ที่ 363 เมกะวัตต์ , ปี 2540 อยู่ที่ 1,179 เมกะวัตต์ , ปี 2550 อยู่ที่ 1,800 เมกะวัตต์ และปี 2560 เพิ่มขึ้นมาถึง 2,600 เมกะวัตต์ โดยช่วง 10 ปีหลัง ประชากรในภาคใต้เพิ่มจาก 8.6 ล้านคน เป็น 9.3 ล้านคนเท่านั้น และเมื่อดูปริมาณไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ในพื้นที่ภาคใต้ พบว่าปี 2550 อยู่ที่ 10,327 ล้านหน่วย เพิ่มเป็น 16,123 ล้านหน่วย ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี สะท้อนการใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ในปี 2560 อยู่ที่ 3 ล้านหน่วยต่อวัน คาดว่าปี 2561 จะเพิ่มเป็น 4 ล้านหน่วยต่อวัน  

“เมื่อปี 2551 ที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ Unit1 ตอนนั้นก็มีการคัดค้านอย่างหนัก และผู้คัดค้านก็เสนอให้รัฐบาลใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม เหมือนเช่นข้อเสนอในวันนี้ ซึ่งกลุ่ม NGO ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้นึกถึงว่ามีนักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสถาบันที่ทำงานภายใต้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ คชก. ได้ทำการศึกษาอย่างรอบคอบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้สร้างปัญหามากอย่างที่ NGO นำเสนอ ซึ่งเรื่องของไฟฟ้านั้น คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากไม่เอาโรงไฟฟ้า การพัฒนาก็จบ” ดร.อุริช กล่าว

กลับสู่บทความทั้งหมด