บทความที่เกี่ยวข้อง

NEDAให้กู้2,000ล้านบาทปรับปรุง R12เพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุน อุตฯ พลังงาน

สำรวจ เส้นทาง R12  เชื่อมไทย -สปป.ลาว -เวียดนาม-จีนตอนใต้  ถนนการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และพลังงาน ทั้งโรงงานปูนซิเมนต์ของเอสซีจี  โรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 และกิจการขุดแร่โปแตสของออสเตรเลีย โดย สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (NEDA) เตรียมวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2,000 ล้านบาท ให้สปป.ลาวใช้ในการปรับปรุงเส้นทางเพื่อให้มีความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าระหว่าง 4 ประเทศ ให้มากขึ้น

ช่วงระหว่างวันที่ 11-14 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (NEDA) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจเส้นทางโครงการพัฒนาเส้นทางหมายเลข 12 (R12) นครพนม ประเทศไทย - ท่าแขก/นาเพ้า สปป.ลาว - จาลอ ฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประตูการค้าและการส่งออกสินค้าไปสู่จีนตอนใต้ ระยะทาง 147 กิโลเมตร  โดยผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center) มีโอกาสได้ร่วมทริปไปในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ จากการสำรวจเส้นทาง R12 พบว่าบนถนนเส้นนี้เป็นถนนที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม และพลังงาน โดยในส่วนของนักลงทุนไทย  คือเครือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตปูนซิเมนต์แล้วในเมืองมะหาไซ แขวงคำม่วน สปป.ลาว เพื่อผลิตซีเมนต์เทาสำหรับขายใน สปป.ลาว และส่วนหนึ่งส่งกลับมาขายในประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวม 1.8 ล้านตันต่อปี  ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ 

นอกจากนี้ แขวงคำม่วนยังให้สัมปทานในการขุดแร่โปแตสแก่บริษัทเอกชนของออสเตรเลีย รวมทั้งยังมีการลงทุนเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเทิน 2” ซึ่งมีกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ต่อปี โดยมีสัญญาสัมปทานกับรัฐบาล สปป.ลาว เป็นเวลา 25 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ของไทย

ทั้งนี้ รัฐบาล สปป.ลาว นั้นมียุทธศาสตร์ด้านพลังงานโดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “แบตเตอรี่ของเอเชีย” พร้อมกับส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น  จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเปิดรับนักลงทุนให้เข้าไปลงทุนในธุรกิจด้านพลังงาน โดยที่ผ่านมาในส่วนของการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า มีนักลงทุนไทยเข้าไปร่วมลงทุน ในหลายโครงการและส่งไฟฟ้ากลับมาขายให้กับประเทศไทย  โดยมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่ง รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในลาว ที่เพิ่มมากขึ้นจาก เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวด้วย

นายเพชรสมัย โชติวงศ์ หัวหน้าพนักงานต้อนรับ โรงแรมริเวอร์เรีย เมืองท่าแขก สปป.ลาว บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สปป.ลาว มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติ คนไทย และคนลาว เพราะมีการเปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้มีลูกค้าเข้าพักเต็มตลอดทั้งปี ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าของโรงแรมเพิ่มขึ้น ส่วนการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนนั้น จากการสอบถามพบว่าอัตราค่าไฟฟ้าใน สปป.ลาว ใกล้เคียงกับประเทศไทย โดยมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่หน่วยละ 3.76 บาท ส่วนไทยมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3.59 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เช่น ครอบครัวของ “เพชรสมัย” ซึ่งมีสมาชิก 3 คน มีโทรทัศน์ 3 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พัดลมอีก 2 เครื่อง มีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าต่อเดือนประมาณ 71,000 กีบ หรือเป็นเงินไทยประมาณ 280 บาท แต่หากบ้านไหนมีเครื่องปรับอากาศด้วย ค่าไฟจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 400 บาท

พีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ รองผู้อำนวยการปฎิบัติการ NEDA

 

ในขณะที่การช่วยเหลือจากประเทศไทย ในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน นั้น นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ รองผู้อำนวยการปฎิบัติการ NEDA กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ NEDA กำลังว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการดังกล่าว พร้อมกับเสนอวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ให้แก่ สปป.ลาว เพื่อดำเนินการปรับปรุงเส้นทางถนนบางช่วงในลาว ซึ่งมีสภาพผิวทางชำรุด เสียหาย ไม่ได้มาตรฐาน เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าเชื่อมต่อ 3 ประเทศ คาดว่าปี 2562 การศึกษาปรับปรุงสภาพถนนจะแล้วเสร็จ และก่อสร้างเสร็จในปี 2564  

ทั้งนี้การปรับปรุงเส้นทาง R12 ให้เข้าสู่กรอบข้อตกลงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (Greater Mekong Sub-Region Cross -Border Transport Agreement: CBTA) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าจากการใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้าจากไทยวิ่งเข้าสู่เวียดนามได้โดยตรง

มงคล ตันสุวรรณ ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 

 

นายมงคล ตันสุวรรณ ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 กล่าวว่า ปัญหาถนนเส้นทาง R12 ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาในการขนส่งและต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น เช่น R9 คือ มุกดาหาร - สปป.ลาว – เวียดนาม แทน  ซึ่งทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น จึงอยากให้ NEDA เร่งรัดการปรับปรุงถนนให้เสร็จในปี 2562 แทนที่จะเป็นในปี 2564  เพราะปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้ในปีงบประมาณ 2560 มูลค่าการค้าชายแดนลดเหลือ 80,000 ล้านบาท ลดลงต่อจากช่วงปี 2558-2559 ที่มีมูลค่าปีละกว่า 1 แสนล้านบาท

วัชรินทร์ เจียวิริยะบุญญา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม 

 

นายวัชรินทร์ เจียวิริยะบุญญา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จังหวัดนครพนม มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภาคอีสานโดยผ่านเส้นทาง R12 เชื่อมต่อจากนครพนมไปถึงท่าเรือน้ำลึกหวุ่งอ่าง จังหวัดฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อส่งออกสินค้าไปยังตลาดจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพราะมีระยะทางเพียง 280 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบัง มีระยะทาง 760 กิโลเมตร ทำให้ผู้ประกอบการใน 19 จังหวัดภาคอีสาน มีต้นทุนการขนส่งสินค้าลดลงกว่าร้อยละ 40 ขณะที่เส้นทางเดินเรือจากท่าเรือหวุ่งอ่างไปตลาดจีนยังใกล้กว่าท่าเรือแหลมฉบัง โดยใช้เวลาขนส่งเพียง 1 วัน ต้นทุนการขนส่งสินค้าจากภาคอีสานไปท่าเรือหวุ่งอ่าง อยู่ที่ 15,000 - 20,000 บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเทียบกับการขนส่งสินค้าไปท่าเรือแหลมฉบัง มีต้นทุนถึง 30,000 บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์ โดยจะเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ศึกษาแนวทางพัฒนาการขนส่งสินค้าในท่าเรือหวุ่งอ่าง รองรับการขนส่งสินค้าของภาคเอกชน

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า จังหวัดฮาติงห์ มีศักยภาพมาก เพราะอยู่ระหว่างพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ อาทิ บริษัท ฟอร์มูซ่ากรุ๊ป จำกัด เข้ามาลงทุนโรงงานถลุงเหล็ก กำลังผลิต 500 ล้านตัน รวมทั้งมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 1,600 เมกะวัตต์

 ในส่วนของโรงงานคำม่วนซีเมนต์ ซึ่งเป็นโรงงานปูนซิเมนต์แห่งแรกของเอสซีจี ใน สปป.ลาว นั้น  ผู้บริหารของโรงงาน ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า โรงงานดังกล่าว มีมูลค่าการลงทุน 1 หมื่นล้านบาท  สามารถรองรับความต้องการปูนซิเมนต์ในลาวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2560 มีกำลังการผลิตกว่า 1.8 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นร้อยละ 20 ใช้ในลาว และร้อยละ 80 ส่งมายังประเทศไทย โดยใช้เส้นทาง R12 ในการขนส่ง นอกจากนี้ยังใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนเหลือใช้ (Waste Heat Recovery Power Generation) ขนาด 9 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ร้อยละ 25-30 นอกเหนือจากการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว รวมการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 30 เมกะวัตต์ โดยปี 2560 สามารถขายปูนซิเมนต์ได้ 1 ล้านตัน 

สำหรับความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ของ สปป.ลาว ในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 3.0 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ประมาณร้อยละ 2 และคาดว่าปี 2561 จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-6 ต่อปี เนื่องจากมีโครงการเขื่อนที่ยังรอการก่อสร้าง

ต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังการปรับปรุงเส้นทางR12 เสร็จสิ้นตามแผน ภาพของการค้า การลงทุนทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคพลังงาน ตลอดแนวเส้นทาง ที่เชื่อมโยงระหว่าง4 ประเทศ ทั้งไทย สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ จะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไร

กลับสู่บทความทั้งหมด