บทความที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลจะทำอย่างไรกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9โรง7,400เมกะวัตต์ ที่อยู่ในแผนพีดีพี2015

  • Date : 2018-02-27 08:47:16

รัฐบาลจะทำอย่างไรกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9โรง 7,400เมกะวัตต์ ที่อยู่ในแผนพีดีพี 2015

ข้อตกลง 4 ข้อที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ไปเซ็นชื่อ ตกลงกับกลุ่ม เครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งนำโดยแกนนำอย่าง นายบรรจง นะแส  นายประสิทธิชัย  หนูนวล  นายมัธยม ชายเต็ม  นายอัครเดช ฉากจินดา และนาย ธีระพจน์ กษิรวัฒน์  เมื่อวันที่20 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา  แม้ว่าจะมีคนในแวดวงพลังงานอีกฝั่งไม่เห็นด้วย  แต่ก็ต้องยอมรับว่านั่นคือความรับผิดชอบ ของ ดร.ศิริ อย่างเต็มตัว ในฐานะที่ผันตัวจากนักวิชาการมาเป็นข้าราชการการเมือง  ซึ่งประชาชนต้องติดตามดูว่า รัฐมนตรีพลังงานท่านนี้ จะแก้ปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ได้จริง อย่างที่บอกเอาไว้หรือไม่

 ผลจากข้อตกลงนั้น ทำให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ต้องไปดำเนินการทำเรื่องขอถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และ ยุติกระบวนการจัดทำ EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ (ฉบับใหม่) ทั้งๆที่เพิ่งจะผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนหรือ ค.1 ไปเมื่อไม่นานมานี้

 โดยการจะได้สร้างหรือไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และกระบี่ นั้นจะขึ้นอยู่กับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment หรือ SEA ) ที่รัฐมนตรีพลังงานจะตั้งคณะกรรมการที่เป็นคนกลาง มาดำเนินการศึกษา ให้แล้วเสร็จภายใน9เดือน    

ดูตามรูปการณ์ ณ ขณะนี้ คนในแวดวงพลังงาน และสื่อมวลชนส่วนหนึ่ง นั้นฟันธงกันไปก่อนล่วงหน้าแล้ว ว่า โอกาสที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และกระบี่ จะแจ้งเกิดได้ นั้นคงยาก

ดร.ศิริ แถลงต่อสื่อมวลชน ที่ทำเนียบรัฐบาล ในงาน Meet The Press ถึงกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ว่า ตัวเขายังเห็นถึงความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง ที่ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ แต่โรงไฟฟ้าถ่านหิน นั้นไม่จำเป็นจะต้องไปตั้งอยู่ที่ กระบี่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือที่ เทพา ซึ่งมีปัญหาการใช้ที่ดินสาธารณะ  ก็ได้ โดยอาจจะไปตั้งในที่อื่นๆที่มีความเหมาะสมและประชาชนให้การยอมรับ  แต่ทั้งนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับการศึกษาSEA

โดยมองว่า ปัญหาไฟฟ้าภาคใต้ ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่ระบบสายส่งที่มีขนาดเล็กเป็นเหมือนคอขวด  ดังนั้น การแก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน จึงต้องเร่งสร้างสายเพิ่มจากโรงไฟฟ้าจะนะและขนอม ที่อยู่ฝั่งอ่าวไทย ข้ามไปเชื่อมกับฝั่งอันดามัน โดยตรง เพื่อให้ ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ 

รัฐมนตรีพลังงานเชื่อมั่นว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปีจากนี้ จะยังไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้ และ รัฐมีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาพื้นที่อื่นๆ อย่างรอบคอบควบคู่ไปกับพื้นที่เดิม คือกระบี่และเทพา  ทั้งนี้จะต้องรอดูแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือแผนพีดีพี ที่กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างการจัดทำขึ้นใหม่ แทนแผนพีดีพี 2015 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่านโยบายด้านพลังงานที่ไม่ชัดเจน ทั้งๆที่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. เช่นเดียวกันนั้นค่อนข้างสร้างความสับสนให้กับข้าราชการประจำ  หน่วยงานปฎิบัติอย่าง กฟผ. รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ ที่ให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กระบี่ และที่เทพา เป็นอย่างมาก

เพราะเมื่อย้อนไปเมื่อช่วงต้นรัฐบาลที่ กระทรวงพลังงาน จัดทำแผนพีดีพี 2015 (ใช้ตั้งแต่ ปี2558-2579)  ก็มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน มาแล้วทั้ง4 ภาค ทั่วประเทศ  และแผนดังกล่าว ก็ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  จึงทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลนั้นชัดเจน  ที่จะเดินหน้าตาม แนวคิดหลักสำคัญของแผนพีดีพี ว่าจะต้องมีการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงจากแหล่งเดียวหรือชนิดเดียว  ซึ่งหมายถึงการ ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง จากปัจจุบันที่ใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนกว่า65%   โดยแนวทางที่จะต้องดำเนินการตามแผนคือ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด  การจัดหาไฟฟ้าจากต่างประเทศให้มากขึ้น  การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน  และการกำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อยู่ในปลายแผน

โดยเมื่อลงไปดูในรายละเอียดของแผนพีดีพี 2015 ก็พบว่า จะต้องมีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในช่วงปี2558-2579 รวมจำนวน 7,400 เมกะวัตต์ หรือจำนวน 9โรง (รวมโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเทพา) และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อีก 2,000 เมกะวัตต์ หรือจำนวน 2 โรง   ดังนั้นกระทรวงพลังงาน จึงมีการให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงความจำเป็นที่ภาคใต้จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน   

แต่พอมาถึงช่วงปลายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีพลังงาน มาเป็นดร.ศิริ  และมีการไปทำข้อตกลงกับม็อบต้านถ่านหิน มาทั้ง4ข้อแบบนี้  ก็เลยต้องติดตามกันต่อว่า  ในแผนพีดีพี ฉบับใหม่ ที่จะมาแทน แผนพีดีพี 2015  รัฐจะยังคงใส่หลักการการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงจากแหล่งเดียวหรือชนิดเดียว เอาไว้อยู่หรือไม่   ถ้ายังมีอยู่ จะมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด  แค่ไหน จะยังคงกำลังการผลิตไว้ 9โรง รวม 7,400 เมกะวัตต์  เช่นเดิม หรือจะลดจำนวนลงไปเหลือเท่าไหร่  แล้วโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จะสร้างนี้  จะต้องมีการจัดทำรายงาน SEA  กันก่อนในทุกพื้นที่ เช่นเดียวกับที่กระบี่และเทพา ใช่หรือไม่ แล้วถ้ารัฐดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนทุกอย่างตามที่ตกลงแล้ว  ม็อบต้านถ่านหิน กลุ่มเดิม หรือเครือข่ายกลุ่มต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคต่างๆ ยังตามไปประท้วง โดยใช้วิธีการแบบเดิม ที่พวกเขาเห็นแล้วว่า สามารถกดดันการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลได้   รัฐบาลจะต้องส่งรัฐมนตรีพลังงานไปเซ็นเอ็มโอยู ข้อตกลงกับม็อบอีกหรือไม่

เพราะเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ ก็ชัดเจนว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ในยุคนี้นั้นเปลี่ยนแนว ที่หันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่มีจำนวนน้อยกว่า แต่เสียงดังกว่า ประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ เป็นกลุ่มสนับสนุน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า และถูกรัฐมองว่าเป็นม็อบจัดตั้ง

อนาคตของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในแผนพีดีพี ฉบับใหม่ จะเดินหน้าได้อย่างไร จึงยังเป็นคำถาม ที่ผู้ลงทุนและประชาชนที่สนับสนุนให้มีโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ยังคงต้องการคำตอบ   

-ENC staff writer 

กลับสู่บทความทั้งหมด