บทความที่เกี่ยวข้อง

ขอประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างไรให้ถูกต้อง

  • Date : 2018-02-20 00:57:46

กกพ.ออกคู่มือแนะนำการขอประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า(EV) หวังให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาในรายละเอียดก่อนดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ระบุปั๊มชาร์จขนาด 1,000 kVA ขึ้นไปเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตจาก กกพ. ส่วนขนาดต่ำกว่า 1,000 kVA ได้รับการยกเว้นแต่ต้องแจ้งประกอบกิจการกับ กกพ.แทน

หลังจากที่ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้รายงานสถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2560 และความก้าวหน้าการดำเนินโครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน รอบที่ 1-4 ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ขอรับการสนับสนุนติดตั้ง Charging Station รวมทั้งสิ้น 98 หัวจ่าย โดยเปิดให้บริการแล้ว 16 หัวจ่าย  และยังได้มีการหารือแนวทางการเปิดรับสมัครผู้สนใจขอรับการสนับสนุนรอบที่ 5 ซึ่งจะประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 นั้น

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center-ENC รายงานว่า ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้จัดทำ “คู่มือแนะนำการขอประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า(EV)”ขึ้น เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาในรายละเอียดก่อนดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้อง และเป็นไปตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เนื่องจาก“ระเบียบการขออนุญาตการประกอบกิจการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ” ยังอยู่ระหว่างจัดทำ ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นในระหว่างนี้จึงให้ใช้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานฯ ไปพลางก่อน

โดยการขออนุญาตติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย แบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1.สถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีขนาดการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าขนาดรวมตั้งแต่ 1,000 kVA ขึ้นไป เข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา 47 ซึ่งต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายไฟฟ้าจาก กกพ. และ กรณีที่2. สถานีอัดประจุไฟฟ้ามีขนาดการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดต่ำกว่า 1,000 kVA ถือว่าได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตดังกล่าว แต่ต้องแจ้งการประกอบกิจการจำหน่ายไฟฟ้ากับสำนักงาน กกพ.

โดยทั้ง 2 กรณีจะต้องยื่นเอกสารกับ กกพ. ดังนี้ 1.ต้นทุนการดำเนินการ 2. เอกสารหลักฐานแสดงรายละเอียดการเชื่อมต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้า 3.มาตรฐานด้านเทคนิคและความปลอดภัย และ4.หนังสือยินยอมให้เชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานกับผู้รับในอนุญาตรายอื่น

ทั้งนี้การจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าไม่มีลักษณะเป็นโรงงานจึงไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(ร.ง.4) และไม่มีลักษณะเป็นการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการรับไฟฟ้ามาแปลงกระแสเพื่อจำหน่ายให้กับยานยนต์ไฟฟ้า จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม(พค.8)เว้นแต่มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม แต่กรณีการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ามีการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคาร จะเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตการควบคุมอาคาร โดยสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตกับสำนักงาน กกพ.ได้ แต่หากมีการต่อเติมดัดแปลงสถานีบริการน้ำมันหรือก๊าซเพื่อติดตั้งแท่นอัดประจุไฟฟ้า จะต้องยื่นขอรับใบอนุญาตกับหน่วยงานท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดในบันทึกความร่วมมือ(MOU) ระหว่าง กกพ. กับกระทรวงมหาดไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมันนั้นมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นกำหนดให้มีระยะห่างจากหัวจ่ายไฟฟ้าและหัวจ่ายน้ำมันต้องไม่น้อยกว่า 5 เมตร (อุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณนี้ต้องเป็นแบบ Explosion proof) และระยะห่างจากหัวจ่ายไฟฟ้าและหัวจ่ายน้ำมันต้องไม่น้อยกว่า 12 เมตร เว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันการเกิดประกายไฟจากหัวจ่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ต้องจัดทำสัญลักษณ์สถานีอัดประจุไฟฟ้าและสัญลักษณ์บริเวณติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าทุกเครื่อง และต้องมองเห็ฯได้ชัดเจนในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดให้เตรียมระบบไฟฟ้าขนาดแรงดันไฟฟ้า 380-416 โวลต์ 3 เฟส เพื่อรองรับเครื่องอัดประจุไฟฟ้าโดยมีเงื่อนไขดังนี้ 1.เครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบธรรมดา Normal Charge(ใช้เวลาในการชาร์จ 4-6 ชั่วโมง ) ต้องมีระบบไฟฟ้ารองรับได้ไม่ต่ำกว่า 45kVA ต่อ 1 หัวจ่ายอัดประจุไฟฟ้า และ2.เครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว Quick charge(ใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 15-20 นาที ) ต้องมีระบบไฟฟ้ารองรับไม่ต่ำกว่า 100 kVA 1 หัวจ่ายเพื่ออัดประจุไฟฟ้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตามคู่มือดังกล่าวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน กกพ. และดาวน์โหลดคู่มือดังกล่าวได้ที่http://www.erc.or.th

กลับสู่บทความทั้งหมด