บทความที่เกี่ยวข้อง

ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนภาคใต้เพียงพอเป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าหรือไม่?

ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันถึงความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ว่าแท้จริงแล้ว พื้นที่ภาคใต้จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือไม่? หรือสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้มากเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่ช่วงพีคนั้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดพุ่งขึ้นไปถึงเกือบ 2,700 เมกะวัตต์ สร้างความกังวลต่อความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับ เพราะความต้องการใช้ใกล้เคียงกับกำลังการผลิตติดตั้งที่มีอยู่ราว 3,000 เมกะวัตต์

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการกล่าวถึงศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ ว่ามีอยู่มากถึงกว่า 7.5 หมื่นเมกะวัตต์ ทั้งในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม  และชีวมวล  และสามารถที่จะนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) ที่กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยกล่าวว่ามีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ถึงประมาณ 2.8 หมื่นเมกะวัตต์ พลังงานลม 3.5 หมื่นเมกะวัตต์ และชีวมวลมีอีกประมาณ 9.5 พันเมกะวัตต์  

อย่างไรก็ตาม นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาอย่างไร แต่ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะจากข้อมูลที่ กกพ. ที่ได้รับจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงานนั้น ภาคใต้ไม่ได้มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ทั้งหมด จึงยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในขณะที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

นายวีระพล ยกตัวอย่าง ข้อมูลที่ กกพ. ที่ได้รับจาก พพ. ระบุว่า ศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  (โซลาร์เซลล์) ทั่วประเทศ มีประมาณ 5 หมื่นเมกะวัตต์ และปัจจุบันขายเข้าระบบ (COD) แล้วประมาณ 2,565 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ ไม่ได้หมายถึงศักยภาพที่นำมาผลิตไฟฟ้าได้จริงทั้งหมด เนื่องจากไม่อาจนับเอาศักยภาพที่มีอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ปฏิรูปเพื่อใช้ในการเกษตร หรือ ส.ป.ก. มารวมด้วยได้ เพราะไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนผลิตไฟฟ้าได้จริงในพื้นที่เหล่านั้น นอกจากนั้น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องใช้พื้นที่จำนวนมากเพื่อให้ได้กำลังผลิตไฟฟ้าเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 1 โรง

สำหรับศักยภาพพลังงานลมนั้น พิจารณาข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ว่า กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้ต้นละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งหากภาคใต้มีศักยภาพผลิตได้ถึง 3.5 หมื่นเมกกะวัตต์ดังที่กล่าวอ้าง ก็จะต้องติดตั้งกังหันลมกว่า 3 หมื่นต้นในภาคใต้ ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าอุทยาน และติดปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก. ด้วย ในขณะที่การระบุถึงศักยภาพของโรงไฟฟ้า ชีวมวลที่ภาคใต้ว่ามีศักยภาพสูงถึง 9.5 พันเมกะวัตต์นั้น ก็เป็นตัวเลขที่สูงเกินความเป็นจริง 

“ในข้อเท็จจริงของศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่นำมาผลิตไฟฟ้าได้จริง จะมีไม่เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการในภาคใต้  อีกทั้งพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทุกๆวัน ดังนั้น ภาคใต้ จึงจะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นโรงไฟฟ้าหลักในการผลิตไฟฟ้าก่อน แล้วค่อยนำพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมจึงจะเหมาะสม ส่วนการจะเลือกโรงไฟฟ้าหลักประเภทใดนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล"  นายวีระพลกล่าว

ทั้งนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ภาคใต้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2559 เวลา 20.30 น. ที่ประมาณ 2,697 เมกะวัตต์  โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้มีอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ดังนั้น ในอนาคตข้างหน้า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จากเชื้อเพลิงฟอสซิลในพื้นที่ เพื่อให้มีความแน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ

กลับสู่บทความทั้งหมด