บทความที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณถูกทาง ไม่ตั้งเพดานราคาดีเซล 30บาท

กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณถูกทาง ไม่ตั้งเพดานราคาดีเซล 30บาท

การตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ของรัฐมนตรีพลังงาน “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านว่า เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับราคาน้ำมันที่จะทรงตัวในระดับสูงในปี2561นี้ โดยที่รัฐบาล จะไม่เข้าไปกำหนดเพดานราคาตรึงดีเซล เอาไว้ไม่ให้เกินที่ 30บาทต่อลิตร เหมือนเช่นในอดีต  ถือว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกทาง  ด้วยการปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศนั้นสะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง  โดยการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ควรมีไว้เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคา ไม่ให้มีความผันผวนคือปรับขึ้น หรือปรับลง เร็วเกินไปเท่านั้น

เกี่ยวกับนโยบายเรื่องราคาน้ำมันที่รัฐบาลยุคก่อนๆ พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล นั้นวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อรักษาฐานเสียงคะแนนนิยมของตัวเองเอาไว้ และส่งผลดีด้านจิตวิทยาสำหรับประชาชนในระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ กองทุนน้ำมันต้องไปกู้เงินมาอุดหนุนราคา กลายเป็นหนี้สินก้อนโตเกือบแสนล้าน และมีภาระดอกเบี้ย ที่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องมาตามจ่ายในภายหลัง

ผลกระทบที่สำคัญอีกประการคือ เกิดการบิดเบือนปริมาณการใช้ ระหว่างกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน โดยการแทรกแซงราคาให้น้ำมันดีเซลมีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากจะส่งผลให้คนหันมาใช้น้ำมันดีเซล กันมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รัฐยังสูญเสียรายได้จากการที่ต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง   ทั้งๆที่ในราคาเนื้อน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่น ที่เป็นจริงนั้น ดีเซลและเบนซิน มีราคาที่ใกล้เคียงกัน   

ดร.ศิริ บอกกับสื่อมวลชนในการแถลงข่าว ว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent โลกในปี 2561 จะขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากราคา ณ วันที่ 18 ม.ค. 2561อยู่ที่ระดับ 69.53 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในต่างประเทศ เป็นสำคัญ

การคาดการณ์ของรัฐมนตรีพลังงาน นั้นถือเป็นระดับราคาที่สูงกว่าที่ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่มบริษัท ปตท. (Petrochemicals  and Refining Integrated Synergy Management หรือ PRISM) เคยประเมินเอาไว้ ที่ระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

“ ยืนยันว่าจะไม่ใช้แนวทางการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯไม่ได้มีเงินมากถึงขนาดจะตรึงราคาระยะยาวเหมือนในอดีต อีกทั้งยังไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ  โดยกองทุนน้ำมันฯ มีไว้เพื่อรองรับปัญหาความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น “ นี่เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีพลังงาน ที่ส่งสัญญาณ ถึงประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ

ต้องบอกว่านับตั้งแต่ที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ  เรื่องที่น่าจะเป็นผลงานที่โดดเด่น ด้านพลังงาน ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง ช่วยเคลียร์ปัญหาเก่าๆที่หมักหมมให้หมดไป    โดยในประเด็นที่มีผู้เปรียบเทียบว่าราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของไทย นั้นแตกต่างและแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา นั้น  แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของโครงสร้างการจัดเก็บภาษีและ เงินกองทุน 

ดังนั้น ความพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง มีหนทางที่ทำได้เพียงไม่กี่ทาง  นั่นคือ การลดการจัดเก็บเงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมัน  และมาตรการการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งก็รู้ทั้งรู้ว่ามาตรการการลดภาษีนั้นส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ที่นำเงินส่วนนี้ไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

การส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง โดยในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นก็วางแผนการใช้ให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการประหยัด เพื่อลดรายจ่าย(ดูอินโฟกราฟฟิก มาตรการช่วยประหยัด น้ำมัน ด้านล่าง )  แทนการไปบิดเบือนราคาที่ส่งผลต่อการบิดเบือนปริมาณการใช้   จึงน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่เดินมาถูกทางแล้ว  และประชาชนที่เข้าใจเรื่องของพลังงานอย่างแท้จริง ไม่เล่นการเมือง ควรที่จะปรบมือให้ 

กลับสู่บทความทั้งหมด