บทความที่เกี่ยวข้อง

เสียงสะท้อน 7 นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดมุมมองใหม่ หลังดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินจิมาห์ ที่มาเลเซีย

ท่ามกลางกระแสการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ทั้งที่กระบี่ และเทพา หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ใต้ลงไปอย่างมาเลเซียนั้น มีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ติดทะเล ที่เดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไปแล้ว 1,400 เมกะวัตต์ และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าได้ ในเดือน ธ.ค. 2562

ในแง่ของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ถือว่ามาเลเซียมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆในอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย  เพราะถึงแม้จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบมากกว่าประเทศไทย แต่มาเลเซียกลับเลือกที่จะส่งออกก๊าซและน้ำมันที่มีราคาสูงกว่า เพื่อเป็นรายได้เข้าประเทศ  และเลือกนำเข้าถ่านหิน ที่มีต้นทุนต่ำกว่าก๊าซฯ มาใช้เป็นเชื้อเพลิง แทน ทำให้ค่าไฟฟ้าของมาเลเซียมีราคาถูก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในมาเลเซีย

โรงไฟฟ้าถ่านหินจิมาห์ของมาเลเซีย กำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียประมาณ 60 กม. และที่น่าสนใจก็คือ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ถมทะเลขนาด 864 ไร่ และเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน ใกล้ชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังสามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน รวมทั้งเป็นแหล่งจับปลาสำคัญของชาวประมงพื้นบ้านเอาไว้ได้ โดยที่ไม่มีปัญหาการคัดค้านของคนในพื้นที่ จากการยอมรับของคนในชุมชน ทำให้การไฟฟ้ามาเลเซียสามารถที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกแห่ง คือ  จิมาห์ อีส เพาเวอร์ ขนาดกำลังการผลิต  2,000 เมกะวัตต์ ได้ในพื้นที่ที่อยู่ถัดไป ซึ่งพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าในเดือน ธ.ค. 2562  นี้

ความสำเร็จในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินติดชายฝั่งทะเลของมาเลเซีย ขนาดรวมกำลังการผลิต 3,400 วัตต์ นี้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจต่อการศึกษาดูงานของคณะนักวิชาการสิ่งแวดล้อมจากประเทศไทยจำนวน 30 คน ที่เดินทางไปเยือนโรงไฟฟ้าจิมาห์ เมื่อกลางเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา และร่วมรับฟังการบรรยาย จากนาย อัมรอน วาฮิดี อับดุลลาห์  (Amran wahidi Abdullah) ผู้จัดการโรงไฟฟ้าแห่งนี้

โดยตัวแทนนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย 7 คน จากคณะที่ร่วมเดินทางไปทั้ง 30 คน  ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจหลังจากการดูงาน ดังนี้

ผศ.ดร.ภศิชา ไชยแก้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แสดงความเห็นภายหลังการดูงาน ว่า ได้เห็นความแตกต่างในการดำเนินการและบริบทของชุมชนที่แตกต่างกัน   ดังนั้น การจะไปสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ก็ต้องดูความเป็นมาของวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ  ของพื้นที่จะไปดำเนินการนั้นว่าเป็นอย่างไร ซึ่งกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เรื่องของเทคโนโลยีไม่ได้เป็นปัญหา แต่ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้นรัฐอาจจะต้องเพิ่มในเรื่องของความเชื่อใจ  ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นพัฒนาการของความพยายามที่จะประชาสัมพันธ์และสื่อสารกับชุมชน แต่ก็ยังอยากเห็นการดำเนินการที่มากขึ้นและแข็งแรงมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อใจ 

ดร.วรพจน์ กนกกันฑพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ได้เห็นมุมมองความแตกต่างของวัฒนธรรม โดยเห็นว่าสิ่งที่จะก่อสร้างอาจจะมีมุมมองที่ไม่ดีในอีกที่หนึ่ง แต่ อีกที่หนึ่งกลับไม่มีปัญหา

รศ.ดร. สมเกียรติ สายธนู อธิการบดี สำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า โรงไฟฟ้าจิมาห์ ตั้งอยู่ติดทะเล  มีสภาพแวดล้อมที่ดี ประชาชนที่อาศัยอยู่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็มีความสุข ไม่มีใครที่จะออกมาคัดค้าน โดยกรณีที่จะมีผลกระทบ รัฐบาลก็ดูแลประชาชนเป็นอย่างดี เชื่อว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะก้าวหน้าทั้งรัฐและประชาชน และภาคอุตสาหกรรม

ดร.สิทธิโชค พวงทองทับ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวยืนยันว่าเทคโนโลยีการควบคุมมลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าจิมาห์ ไม่แตกต่างจากที่ประเทศไทยจะใช้ จึงอยากให้ประชาชนยอมรับเปิดใจ และให้โอกาสว่าเป็นการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์กลับคืนมาสู่ลูกหลานของเรา

ดร.พรไสว ไพรพิภัช  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ          ดร. นุชนาพร พิจารณ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวในมุมมองคล้ายกันว่า  ก่อนมาดูงาน ก็มองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นน่ากลัว แต่พอได้มาดูของจริงซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ทะเลแล้ว ก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอย่างที่คิด

ดร.ธีรธร ยูงทอง อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การจัดการในส่วนของน้ำเสียนั้น เห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งกระบี่และเทพา จะมีการจัดการที่ดีกว่าที่โรงไฟฟ้าจิมาห์ โดยโรงไฟฟ้าจิมาห์นั้น ก่อนจะปล่อยน้ำเสียออกมาจะทำให้มีอุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส ตามกฎหมายมาเลเซีย แต่ในกรณีของ โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา จะมีการจัดการน้ำเสียที่เข้มงวดกว่า โดยจะปล่อยออกมาให้มีอุณหภูมิประมาณ 1 องศาเซลเซียส  

เสียงสะท้อนของ 7 นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีโอกาสไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่มาเลเซีย และได้รับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีการจัดการที่ดีและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา และน่าจะเป็นข้อมูลให้รัฐบาล ได้พิจารณาในเชิงเปรียบเทียบว่าคู่แข่งขันของไทยในเวทีอาเซียนนั้น สามารถที่จะผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้นได้ โดยที่ไม่มีปัญหากับทั้งชุมชน การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างไร

กลับสู่บทความทั้งหมด