บทความที่เกี่ยวข้อง

ฟังเหตุผลของคนเอาถ่าน “ภิญโญ มีชำนะ” นักวิชาการแกนนำหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน

  • Date : 08/12/2017, 13:40.

การรวมตัวกันของนักวิชาการที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 40 คน ในนาม “ชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ลงชื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา นั้น ทำให้เห็นว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งที่ จ.กระบี่ และ ที่ อ.เทพา จ.สงขลา ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มที่คัดค้านที่กำลังกดดันการตัดสินใจของรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีกลุ่มที่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะจากกลุ่มนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงพลังงาน และศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพื่อใช้สอนนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง

แน่นอนว่าในบรรดาแกนนำนักวิชาการ ที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในระดับเบอร์ต้นๆ นั้นต้องมีชื่อของ “รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ” อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมอยู่ด้วย 

อาจารย์ภิญโญ ให้เหตุผลของการที่ต้องออกมานำทัพคนสนับสนุนถ่านหิน เพราะเห็นว่าหากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และที่ เทพา ไม่สามารถที่จะก่อสร้างได้ จะทำให้ภาคใต้มีความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงด้านไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่ปัจจุบันนั้น มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเป็นระยะทางไกล ทำให้เกิดความสูญเสีย (lost) และความเสี่ยงหากสายส่งมีปัญหา อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ก็ยังเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเป็นหลัก ทำให้เกิดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียวมากเกินไป

 

“ชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” นำโดย อ. ภิญโญ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี                                                                                                                                             ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา

 

อาจารย์ภิญโญ ให้มุมมองอย่างนักวิชาการ ว่า การจะพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ นั้นควรจะต้องพิจารณาจากหลัก 4 E ให้มีความสมดุล คือ 1. Environment   2.Economy 3.Energy Security Risk และ 4. Engineering  โดยหากให้ความสำคัญในเรื่อง Environment  หรือสิ่งแวดล้อม เพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้ความสำคัญกับ E ด้านอื่นๆ โดยหากเอาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมาแทนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ก็คือค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่อหน่วย ยังแพงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมยังไม่มีความแน่นอนในการผลิตไฟฟ้า  ซึ่งเมื่อมีการลงทุนพลังงานหมุนเวียน ก็ต้องมีการลงทุนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก คู่ขนานกันไปในปริมาณกำลังการผลิตที่ใกล้เคียงกัน  เนื่องจากในช่วงที่ไม่มีแสงแดด หรือลม โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือจากพลังงานลม ก็ผลิตไฟฟ้าป้อนระบบไม่ได้ และรัฐก็ไม่สามารถที่จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับได้

นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียน อย่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ ที่ต้องมีพื้นที่ตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากนั้น หากจะให้ได้กำลังการผลิตเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 870 เมกะวัตต์ จะต้องใช้พื้นที่มากถึง 20 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ใช้เพียง 1 ตารางกิโลเมตร

รวมทั้งยังมีประเด็น Engineering ที่เป็นเรื่องทางเทคนิคด้วย โดยโรงไฟฟ้าที่จะมาทดแทนพลังงานแสงอาทิตย์ หรือลม ที่กำลังการผลิตจะหายไปอย่างรวดเร็ว (เมื่อไม่มีแสงแดดและลม) ก็ต้องเป็นโรงไฟฟ้าประเภทกังหันก๊าซ หรือก๊าซเทอร์ไบน์ เพราะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ทันที เท่านั้น  ซึ่งจะทำให้การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงขึ้น จากปัจจุบันที่ประเทศมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ในสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 อยู่แล้ว ความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงจึงยังคงมีอยู่  นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็มีปริมาณสำรองลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ก๊าซฯ จากเมียนมาในแหล่งพัฒนาใหม่ๆ  ก็ไม่ได้มีสัญญาซื้อขายให้กับไทย

อาจารย์ภิญโญ บอกด้วยว่า ข้อเสนอที่จะให้ใช้โรงไฟฟ้าจากก๊าซ LNG นำเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องยอมรับด้วยว่าราคา LNG ที่เปลี่ยนไป 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อค่าความร้อนล้านบีทียูนั้น จะกระทบต่อค่าไฟประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย อีกทั้ง LNG ส่วนใหญ่ยัง ขนส่งมาจากตะวันออกกลาง ในกรณีที่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง และขนส่งLNG ไม่ได้ เราพร้อมที่จะให้ไฟดับทั้งประเทศหรือไม่ 

อาจารย์ภิญโญยังให้เหตุผลสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า ว่า เพราะไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน สามารถจัดการปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ดี ด้วยระบบหม้อต้มไอน้ำแบบ Ultra-supercritical

ในกรณีของเยอรมัน อาจารย์ภิญโญบอกว่า ถึงแม้จะมีการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากขึ้น แต่หลักๆ ก็ยังต้องมีโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน เพราะพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถมาทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเทคโนโลยีไม่สามารถเปลี่ยนได้ข้ามคืน  ดังนั้น เยอรมันจึงยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วน 40% ซึ่งมากกว่าไทย

ที่มีการกล่าวอ้างถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง นอร์เวย์  สวีเดน  เบลเยี่ยม  ฝรั่งเศส ว่าจะเลิกใช้ถ่านหินนั้น  อาจารย์ภิญโญอธิบายว่า เพราะแต่ละประเทศมีบริบทไม่เหมือนกัน  กรณีนอร์เวย์ ที่ประกาศยกเลิกได้ เพราะไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนกว่า 90% เนื่องจากนอร์เวย์มีเขื่อนเยอะ ในขณะที่ไทยไม่สามารถเขื่อนได้แบบนอร์เวย์ หรือฝรั่งเศสที่จะยกเลิกถ่านหิน เพราะจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาทดแทน  ส่วนสหรัฐอเมริกาเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากค้นพบก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (เซลล์แก๊ส) ที่มีต้นทุนถูก ทำให้หันมาใช้โรงไฟฟ้าก๊าซฯแทน ในขณะที่ประเทศอังกฤษ ก็เจอแหล่งก๊าซฯ ในทะเลเหนือ

“นอกจากนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความอิ่มตัวในการใช้ไฟฟ้า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็อยู่ในอัตราต่ำที่ 2-3% การใช้ไฟฟ้าของประเทศเหล่านั้นจึงแทบไม่เพิ่มขึ้น เขาเป็นเหมือนคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในขณะที่ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา เหมือนเป็นวัยรุ่น ที่ยังต้องทานอาหารหลักก่อน โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเหมือนอาหารหลัก ส่วนพลังงานหมุนเวียนเหมือนเป็นอาหารเสริม  ดังนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา จึงยกมาเทียบกันไม่ได้”

อาจารย์ภิญโญ กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่าปัจจุบันมี 62 ประเทศ ทั้งประเทศแถวหน้าในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในอาเซียนอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ต่างก็มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รวมเป็นการผลิตไฟฟ้ากว่า 1 ล้านเมกะวัตต์ และเมื่อดูตามสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงของโลก พบว่ามีการใช้ถ่านหินถึง 40% ใช้ก๊าซธรรมชาติ 20% ใช้พลังน้ำจากเขื่อน 15% ใช้นิวเคลียร์ 15% ส่วนพลังงานทดแทนใช้ไม่ถึง 5%

และนี่คือเหตุผลของคนที่เอาถ่านหิน ที่ชื่อ ภิญโญ มีชำนะ

กลับสู่บทความทั้งหมด