บทความที่เกี่ยวข้อง

เผยประโยชน์ 9 ข้อจากแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี ของ กฟผ.

แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ในระยะ 20 ปี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับความสนใจจากคนในแวดวงพลังงานค่อนข้างมาก ว่าเหตุใด กฟผ. จึงมาให้ความสำคัญกับเรื่องของพลังงานหมุนเวียน

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว คนที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นก็จะเข้าใจดีว่า กฟผ. มีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมานานพอสมควรแล้ว เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ลำตะคอง และล่าสุด โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

สำหรับแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ในระยะ 20 ปี ซึ่งเป็นแผนล่าสุดของ กฟผ.นั้น ก็เพื่อเสริมให้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศบรรลุผลสำเร็จ มีประโยชน์อย่างน้อย 9 ข้อที่สังคมส่วนใหญ่ หรือคนในแวดวงพลังงานเอง อาจจะยังไม่รู้  โดยทางศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) ได้สรุปจากข้อมูล ที่กฟผ. เคยเขียนอธิบายเอาไว้ ดังนี้

ประโยชน์ข้อ ที่1 ของแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี คือ ก่อให้เกิดการใช้ศักยภาพของเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์ ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผน จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้เฉลี่ย 560 KTOE ต่อปี

ข้อ2. เป็นการตอบโจทย์นโยบายประชารัฐของรัฐบาล เนื่องจากภายใต้แผนดังกล่าวจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งประเมินว่าจะสร้างรายได้ให้ชุมชนไม่ต่ำกว่า 23,000 ล้านบาท ตลอด 20 ปี

ข้อ3. พลังงานหมุนเวียนที่ กฟผ. ดำเนินการ ถือเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.8 ล้านตันต่อปี

ข้อ4. การลงทุนพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง เพราะสามารถควบคุมหรือสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้

ข้อ5. เป็นการสร้าง Value Chain โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ข้อ6. เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของ กฟผ. จะมีส่วนที่ดำเนินการบนพื้นที่ผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำกรมชลประทาน ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางด้านพลังงาน

ข้อ7. ช่วยให้เกิดราคาค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม โดยโครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จะเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และจะไม่ได้รับการส่งเสริมค่าไฟในรูปของ Feed-in tariff เหมือนการลงทุนของภาคเอกชน

ข้อ8. การติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage Systems - BESS) ควบคู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จะช่วยให้ กฟผ. สามารถบริหารความมั่นคงและคุณภาพไฟฟ้าได้

และข้อ 9. เป็น Frontier ในการบริหารเชื้อเพลิง โดย กฟผ. จะเป็นผู้นำหลักในการเปิดรับซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลจากชุมชน โดยมีการกระจายไปให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค

โดยความสำคัญของแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี (2558-2579) นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan - PDP) ที่กำลังจะมีการปรับปรุงใหม่แทน PDP2015 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน โดย กฟผ. จะมีโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวม 2,000 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด 900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือพลังงาน ชีวมวลที่เน้นวัตถุดิบจากไม้โตเร็ว จำนวน 595 เมกะวัตต์ พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 169 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ/พืชพลังงาน 56 เมกะวัตต์ และจากขยะ 50 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จำนวน 2,000 เมกะวัตต์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วน 90% ของการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดของประเทศ 19,684 เมกะวัตต์ตามแผน PDP 2015

จากข้อมุูลข้างต้น จึงเห็นได้ชัดว่า การที่ กฟผ. หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นการแย่งสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนอย่างที่ผู้ประกอบการมีความกังวล  แต่เป็นไปเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ เท่านั้น

กลับสู่บทความทั้งหมด