บทความที่เกี่ยวข้อง

1ปี กฟผ. สืบสานต่อ 9 พระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9

1 ปี กฟผ. สืบสานต่อ 9 พระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9
 
ในรอบ 1 ปี หลังวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยการนำของ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการ กฟผ. เป็นหนึ่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจ สืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน จึงเกิดเป็นโครงการ “กฟผ. น้อมสืบสานปณิธานงานของพ่อ ชวนชาวไทยร่วมสานต่อ 9 พระราชปณิธานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 
 
พระราชปณิธาน 9 ด้าน ที่ กฟผ. ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  2. ด้านการประดิษฐ์และนวัตกรรม  3. ด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ  4. ด้านความพอเพียงและด้านการเอาชนะความยากจน  5. ด้านการดูแลชาวนา  6. ด้านการศึกษา  7. ด้านการประหยัด  8. ด้านการเสียสละและการให้ทาน และ  9. ด้านการส่งเสริมให้เป็นคนดี
 
สำหรับพระราชปณิธานด้านที่ 1 การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน กฟผ. ได้จัดกิจกรรม ตามรอยเขื่อนพระราชา โดยการแปรอักษร แสดงความอาลัยด้วยแสงเทียน ณ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2559 ซึ่งเขื่อนภูมิพลนั้น ถือกำเนิดขึ้นจากการมีพระราชดำรัสเห็นชอบกับทางรัฐบาลในสมัยนั้น ว่าควรมีเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเพื่อทำการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และเมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 และพระองค์ได้มีพระราชดำรัสในวันประกอบพิธีเปิดไว้ดังนี้
 
"เราเห็นพ้องกับรัฐบาลว่า โครงการอเนกประสงค์โครงการแรกของประเทศไทยนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวใหม่ให้ไพศาลออกไป ปัจจุบันน้ำเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตและน้ำกับไฟฟ้า ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชีวิต เมื่อพลเมืองเพิ่มมากและเร็วก็ต้องเพิ่มน้ำและไฟฟ้าให้ทันความต้องการของพลเมือง"
 
เขื่อนภูมิพล นับเป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทยที่สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิง ที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,062 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง 
 
พระราชปณิธานด้านที่ 2 การประดิษฐ์และนวัตกรรม  กฟผ. จัดให้มีกิจกรรม "กล้าคิด กล้าทำ ตามรอยพ่อ" เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้เยาวชนไทยสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้านการประหยัดพลังงาน โดยมีการรวบรวม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ กฟผ. สนับสนุนให้ทุนวิจัย ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้า การประหยัดพลังงาน และการพัฒนาศักยภาพชุมชน จำนวน 89 ชิ้นงาน ที่สามารถพัฒนานำไปใช้งานได้จริงมาจัดแสดงเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเพื่อการศึกษาต่อไป
 
พระราชปณิธานด้านที่ 3 การดูแลรักษาป่าและน้ำ  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริในเรื่องของการดูแลรักษาป่าและน้ำ โดยทรงเน้นเรื่องของการปลูกป่าในใจคน ทรงให้ความสำคัญกับจิตสำนึกของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ ว่างานด้านอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำลำธารจะประสบผลดีมีความต่อเนื่อง และรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้ได้อย่างยั่งยืนเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและจิตสำนึกของชาวบ้านเป็นสำคัญ หากชาวบ้านในพื้นที่ไม่ร่วมใจ ไม่เห็นด้วยงานในพื้นที่นั้นก็ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จ ดังพระราชดำรัส ความว่า “ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง...”
 
กฟผ. จึงได้ดำเนินโครงการ “ปกป่า ป้องน้ำ ตามรอยพ่อ” โดยการเชิญชวนชุมชนและประชาชนร่วมให้สัตยปฏิญาณว่าจะสืบสานพระราชปณิธานดูแลรักษาป่าให้ลูกให้หลานสืบไป และปลูกป่าเพื่อเป็นการตามรอยพระราชปณิธาน จำนวน 9,000 ไร่ ในระยะเวลา 5 ปี โดยในปี 2560 จะดำเนินการปลูกที่ จังหวัดน่าน จังหวัดตาก จังหวัดจันทบุรี
 
พระราชปณิธานด้านที่ 4 ความพอเพียง/การเอาชนะความยากจน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วย 3 คุณสมบัติ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน โดยมีเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ตั้งอยู่บนหลักทางสายกลางที่ได้พระราชทานไว้ให้กับคนไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 
 
กฟผ. ได้จัดให้มีโครงการ “รักพ่อให้พอเพียง” โดยขยายผลเรื่องความพอเพียงตามพระราชปณิธานในการเอาชนะความยากจนตามแนวทางชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบหน่วยงาน กฟผ. ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน รวม 89 แห่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และการศึกษาดูงานของประชาชน ทั้งด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 
พระราชปณิธานด้านที่ 5 การดูแลชาวนา ในหลวงรัชกาลที่ 9  ทรงเป็นกษัตริย์เกษตร โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ทั่วประเทศให้อุดมสมบูรณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยกว่า 1 ใน 5 ให้กินดีอยู่ดี การพัฒนาการเกษตรอีกทฤษฎีหนึ่งที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถทางการเกษตร คือเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริฯ ซึ่งจะเน้นให้เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินน้อยลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำกรณีฝนทิ้งช่วง และสามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยเน้นการปลูกข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี 
 
กฟผ. จึงจัดให้มีกิจกรรม “ข้าวไทย 9 ไกล ยั่งยืน” โดยมีการอุดหนุนข้าวจากชาวนา และให้นำมาวางจำหน่ายข้าวในพื้นที่ กฟผ. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นอกจากนั้น ยังส่งเสริมให้ประชาชนหันมาบริโภคข้าวกล้องเบอร์ 5 ที่เป็นการลดการใช้พลังงานจากการที่ไม่ต้องสีข้าว เพียงแต่กะเทาะให้เปลือกหลุดเท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม “โรงสีของพ่อ” ซึ่งในระยะเร่งด่วน ได้จัดซื้อเครื่องสีข้าวพร้อมติดตั้งมอบให้แก่ชาวนาในพื้นที่เขื่อนสิรินธรเป็นโครงการต้นแบบ ส่วนระยะกลาง ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการสร้างหรือปรับปรุงโรงสีจำนวน 9 แห่ง ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อมอบให้ชุมชนในพื้นที่เขต เขื่อน โรงไฟฟ้า และใต้แนวสายส่ง 
 
พระราชปณิธานด้านที่ 6 การศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นครูของแผ่นดิน ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงกับการพัฒนาการศึกษาไทย มีพระบรมราโชบายส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท ดังนั้น กฟผ. จึงได้ทำโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม” เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา ด้วยการนำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านดิน น้ำ ระบบนิเวศป่าไม้ เกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระราชปณิธานด้านโครงการปลูกป่าและชีววิถี บนพื้นที่ Green Buffer Zone โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี ให้ประชาชนได้ศึกษาจนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง
 
รวมทั้งการแบ่งบันความรู้สู่สังคมผ่าน "ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ." อีกจำนวน 8 แห่งทั่วประเทศไทย  โดยมีศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. เปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ 1. พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติ จ.ลำปาง 2. ศูนย์การเรียนรู้ราชานุรักษ์ กฟผ. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 3. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ จ.สงขลา ในขณะที่อีก 2 แห่ง ที่เตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ ได้แก่ 4. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 5. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี ส่วนศูนย์การเรียนรู้อีก 3 แห่ง อยู่ในระหว่างการออกแบบและเตรียมก่อสร้าง ได้แก่ 6. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา 7. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 8. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน
 
พระราชปณิธานด้านที่ 7 การประหยัด ประชาชนชาวไทยได้ประจักษ์ด้วยสายตาแล้วว่า หลอดยาสีพระทนต์นั้นทรงใช้อย่าง  คุ้มค่าไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว ฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน บางตัวใช้นานร่วม 12  ปี หรือแม้แต่ฉลองพระบาท หากชำรุดก็จะส่งซ่อมและใช้อย่างคุ้มค่า 
 
กฟผ จึงจัดให้มี  โครงการ “เสื้อเบอร์ ๕” เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยสวมใส่เสื้อประหยัดพลังงาน  โดยแม้ว่า กฟผ. จะมีหน้าที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ยังรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันประหยัดและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา 
 
โครงการ “เสื้อเบอร์ ๕” แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การลงนามข้อตกลงระหว่าง กฟผ. กับผู้ประกอบการในการจัดทำ “เสื้อเบอร์ 5” โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเสื้อ ทั้งจากโรงงานผลิตเสื้อและบริษัทต่าง ๆ รวมจำนวน 22 ราย ในการปรับปรุงเนื้อผ้า เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในการรีด อันจะนำไปสู่การติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ในปี 2561 ซึ่งผู้ประกอบการเสื้ออาจจะนำไปผลิตและขายเสื้อเบอร์ 5 ต่อไป และ 2) การจัดประกวดการออกแบบเสื้อยับในระดับอุดมศึกษา ให้สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และมีความเหมาะสมในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวน 40 ทีม ทีมละไม่เกิน 3 คน โดยแต่ละทีมจะออกแบบเสื้อยับด้วยภาพกราฟฟิก สำหรับผู้ชาย 1 ชุดและผู้หญิง 1 ชุด หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกและให้คำแนะนำเพื่อนำไปผลิตผลงานจริง จนถึงวันนี้มีทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 9 ทีม ซึ่งได้นำผลงานจริงที่ออกแบบมาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ และในเวทีเดียวกันนี้ผู้บริหาร กฟผ. ก็ได้ร่วมเดินรณรงค์สวมใส่เสื้อยับด้วย 
 
พระราชปณิธานด้านที่ 8 การเสียสละ/ให้ทาน "การให้" เป็นหลักการทรงงานอย่างหนึ่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยพระองค์ทรงใช้ "หลักสังฆทาน" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง คือ "ให้เพื่อให้" เป็นการให้โดยไม่เลือก ให้เพื่อให้จริงๆ ไม่ได้ให้เพื่อคิดหวังผลตอบแทน
 
กฟผ. จึงจัดให้มีโครงการ “890,000 หยด ทดแทนพระคุณพ่อ” โดยดำเนินการรับบริจาคเลือดจากผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ภายในปี 2560 เป็นระยะเวลา 1 ปี ให้ได้ครบ 890,000 หยด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลซึ่งสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้
 
พระราชปณิธานด้านที่ 9 การส่งเสริมให้เป็นคนดี ใจความของพระบรมราโชวาททั้งหมด ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จะมุ่งเน้นให้คนในชาติ รู้รักสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความพอเพียง รู้จักตนเอง มีความขยันหมั่นเพียร ในการทำหน้าที่ของตนเอง หมั่นศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองและที่สำคัญจะต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงใคร 
 
กฟผ. จึงได้จัดให้มี “โครงการก่อสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมจารึก 9 คำสอนของพ่อ” ซึ่งดำเนินการออกแบบและก่อสร้างพระบรมรูปฯ พร้อมสิ่งก่อสร้างรายรอบ โดยปัจจุบัน อยู่ระหว่างขออนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร และหากได้รับอนุญาต จะใช้เวลาราว 2 ปี จึงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ 
 
กิจกรรมภายใต้ 9 พระราชปณิธาน ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ กฟผ. ริเริ่มดำเนินการนั้น จะยังมีออกมาอีกอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2561 เพื่อเป็นปฏิบัติบูชา ให้สังคมได้เห็นและเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธาน เป็นก้าวต่อไปของคนไทยทุกคน โดยที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
กลับสู่บทความทั้งหมด