บทความที่เกี่ยวข้อง

Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย

Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย 
 
ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่ยุค Thailand 4.0 โดยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศรายได้  ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ส่วนในภาคพลังงาน กระทรวงพลังงานได้วางนโยบาย และยุทธศาสตร์พลังงานฐานนวัตกรรม (Energy 4.0) ด้วยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับพลังงาน และหนึ่งในนโยบายที่สำคัญนั้นก็คือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) 
 
ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) หรือรู้จักกันในชื่อ "แบตเตอรี่"  นั้นมีความสำคัญต่อ ทิศทางการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ เพราะจะช่วยให้พลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงแดด และลม จากเดิมที่มีปัญหาในเรื่องความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้านั้นให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น  โดยจะมาช่วยตอบโจทย์พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่แสงแดดและลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ส่วนหนึ่งก็จะมีการเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ และในช่วงที่แสงแดด และลม ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ จึงจะนำไฟฟ้าที่เก็บไว้มาใช้  แต่ประเด็นปัญหาของระบบแบตเตอรี่ที่เราต้องการนั้น ปัจจุบันยังคงมีราคาแพง เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนข้างต้น ก็จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยแพงกว่าไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างเช่น ก๊าซ หรือถ่านหิน 
 
สำหรับความก้าวหน้าของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems )  ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เป็นประเทศที่ Energy Storage Systems ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว และได้ประกาศเปลี่ยนพื้นที่อดีตโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ย่าน Barrow-in-Furness, Cumbria ให้กลายเป็นหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานที่ฉลาดและใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยการออกแบบโครงการแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 49 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนจำนวน 50,000 ครัวเรือน กำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2561 นี้ 
 
ขณะที่ประเทศเยอรมัน ตั้งเป้าว่าภายในปีพ.ศ. 2593 หรืออีก 33 ปีข้างหน้า เยอรมันจะต้องมีพลังงานทดแทนถึง 80% ของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ จากปีพ.ศ. 2559 ที่มีสัดส่วนอยู่ 30% และ Energy Storage Systems จะเป็นพระเอกที่ทำให้ไปสู่เป้าหมาย โดยเยอรมันคาดการณ์การเติบโตของ Energy Storage Systems ว่าจะเกิดแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เมื่อปีพ.ศ. 2559 ที่ผ่านมามีอยู่ 60 เมกะวัตต์ ก็จะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหรือ 200 เมกะวัตต์ในปี 2560 นี้ และในอนาคตคาดว่าจะเติบโตถึง 11 เท่า เลยทีเดียว 
 
ส่วนประเทศออสเตรเลีย วางแผนลงทุนในโครงการ Energy Storage Systems ขนาดใหญ่ เก็บพลังงานได้ถึง  100 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดเสร็จในปีหน้านี้ (พ.ศ. 2561)
 
นอกจากนี้ทั่วโลกยังต้องตกตะลึง เมื่อนักวิจัยจาก Stanford โดยศาสตราจารย์ด้านเคมี Hongjie Dai และ นักศึกษาปริญญาเอก Michael Angell  จากมหาวิทยาลัย Stanford ร่วมกันคิดค้นแบตเตอรี่ตัวใหม่จาก "ยูเรี่ย" ซึ่งเป็นสารที่ใช้กันในวงการอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอยู่แล้ว และส่งผลให้กลายเป็นแบตเตอรี่ที่ราคาถูกที่สุดและเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายที่สุดในโลกแถมมีประสิทธิภาพสูงมีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถกักเก็บพลังงานทางเลือกและพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ซึ่งขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรแบตเตอรี่ดังกล่าวแล้ว และกำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อการค้า ซึ่งจากการทดลองพบว่าแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์จได้ 1,500 ครั้ง ในการชาร์จแต่ละครั้งใช้เวลา 45 นาที 
 
ในส่วนของประเทศไทย นั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้เริ่มสนับสนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีระบบ  Energy Storage Systems ไปแล้ว โดยปีงบประมาณ 2559 สนับสนุนไปจำนวน 31 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 313 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ งานวิจัยที่เน้นการประยุกต์ใช้ได้จริง และการวิจัยที่เน้นงานวิจัยและพัฒนา 
 
สำหรับด้านการผลิตไฟฟ้า นั้นกระทรวงพลังงาน มีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid Firm ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนแบบผสมผสาน จำนวน300 เมกะวัตต์  ที่ผู้เสนอขายไฟฟ้า จะต้องเสนอใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าหนึ่งประเภท โดยห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า และ ต้องมีความเสถียรในการผลิตไฟฟ้า ตามเกณฑ์ ที่กำหนด  ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะต้องมีการใช้ระบบ  Energy Storage Systems  เข้ามาช่วยซึ่งใน  วันที่ 16 ต.ค. 2560 ที่เป็นวันแรกของการเปิดรับข้อเสนอ มีผู้ประกอบการให้ความสนใจยื่นข้อเสนอเข้ามาถึง 541 เมกะวัตต์ ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  จุดนี้จะเป็นข้อพิสูจน์สำคัญ ว่า  พลังงานหมุนเวียน และระบบ Energy Storage Systems นั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออนาคตการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้มากน้อยเพียงใด เพราะในแนวทางการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2015 นั้น มีแนวนโยบายออกมาแล้วว่าอยากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น 
 
 นอกจากโครงการ SPP Hybrid  Firm  แล้ว กระทรวงพลังงานเตรียมจะออกนโยบายการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) แบบเสรี และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าได้  ซึ่งหากครัวเรือนมีระบบแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก็ผลิตไฟฟ้าใช้เอง จากแผงโซลาร์ที่ติดตั้ง  โครงการดังกล่าวเชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น และจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศลงไปได้ในตัวด้วย  และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงได้ 
 
จะเห็นว่า การที่กระทรวงพลังงาน ตั้งเรื่องของระบบกักเก็บพลังงาน เอาไว้เป็นนโยบาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้เราตกเทรนด์ของเทคโนโลยี เพราะเมื่อไหร่ที่จุดตัดของราคาพลังงานหมุนเวียน บวกด้วย ระบบกักเก็บพลังงาน ขยับลงมาใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐก็จะสามารถออกนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อนั้นเราจะได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการพลังงานไทย

 

กลับสู่บทความทั้งหมด