บทความทั้งหมด

Date : 18 / 04 / 2018

  • Date : 18 / 04 / 2018
    คำต่อคำ เปิดมุมมอง "ชาญศิลป์ ตรีนุชกร " ว่าที่ซีอีโอ ปตท.คนที่9

    เปิดมุมมอง “ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ. ซีอีโอคนที่ 9 ของ ปตท. ต่อจาก นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ในวันที่ 31 สิงหาคม 2561 โดยเป็นการให้สัมภาษณ์ถึงงานสำคัญที่จะเข้ามาดำเนินงานในตำแหน่ง ซีอีโอ เป็นครั้งแรกกับสื่อมวลชนสายพลังงานระหว่างการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ของปตท. ที่จัดขึ้น เมื่อเร็วๆนี้

    สิ่งที่จะทำหลังจากเข้ารับตำแหน่ง CEO ใหม่ปตท. คืออะไร?

    สิ่งที่ผมจะต่อยอดมากขึ้นก็คือเรื่อง ดิจิทัล เป็นเรื่องพื้นฐาน โดยปลายปีนี้(2561)จะมีแผนเรื่องการลงทุนด้านนี้ชัดเจนมากขึ้น ช่วงแรกที่ผมมา ก็คงต้องศึกษาข้อมูลเยอะหน่อย ดูว่าอะไรดีไม่ดีก่อน เราไม่กล้าถลำไปมาก เพราะดิจิทัลมาเร็วมาก ถ้าเข้าเร็วจะทำให้เสียโอกาสบางอย่าง ถ้าเข้าช้าก็ไม่ได้อีก ดังนั้นตรงนี้มีความสำคัญมาก

    ความท้าทายในธุรกิจยุคดิจิทัลคืออะไร?

    ความท้าทายมีสองด้าน ด้านแรกเป็นความท้าทายเรื่องการเรียนรู้ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และเรื่องของกระบวนการทางความคิด (Mindset) โดยเฉพาะคนที่เคยทำธุรกิจเดิมๆ แล้วสำเร็จ ก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลงมาก

    สำหรับเรื่องเทคโนโลยีนั้น โดยพื้นฐานคนของ ปตท.มาจากช่าง วิศวกร ดังนั้น การเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล ผมว่าไม่ยาก แต่การเปลี่ยนเรื่อง Mindset ไปทำธุรกิจอื่นที่ไม่เคยทำ ตรงนี้ต่างหากที่จะไม่กล้า แต่วันนี้ ปตท. ยังไม่ได้ลงไปทำอะไรที่ใหญ่เกินไป เราเพียงทดสอบ ทดลองและไปจับมือกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และเราเลือกหาทางที่เหมาะสมกับ ปตท.เช่น การทราบล่วงหน้าว่าอุปกรณ์ใดจะเสียและแก้ไขได้ก่อน ทำให้ไม่เกิดปัญหา การหยุดกระบวนการผลิตนอกแผน (Unplanned shutdown) ก็จะช่วยลดการสูญเสียลงได้มาก

    อีกเรื่องที่เราเริ่มเอาไปทำก็คือ เกี่ยวกับธุรกิจน้ำมัน ปตท.ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย นำหุ่นยนต์เข้าไปในท่อน้ำมันเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ แต่ก่อนเราตรวจสอบท่อน้ำมันจากข้างนอก ตอนนี้เรามองเข้าไปข้างในเลยว่าตรงไหนเป็นอย่างไร ถ้าอุปกรณ์ไหนไม่ดีสามารถซ่อมได้เลย

    อย่างกรณีปล่องโรงงานหรือปล่องหลุมขุดเจาะที่อยู่สูงมาก ปตท.ก็ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ทำโดรนขึ้นมาเพื่อสำรวจรอบๆ ถ้าตรงไหนเริ่มเสีย ก็เริ่มเข้าไปแก้ไข เหล่านี้คือเทคโนโลยีที่ ปตท. พยายามเอามาช่วยในธุรกิจ และตอนนี้มีหลายเรื่องที่จะนำมาช่วย หากถามว่ายากไหม ก็ต้องบอกว่ายาก ถามว่าสนุกไหมและทำได้ไหม ก็เรียกว่ามีโอกาสทำได้สูงและสนุกมาก และมีทีมด้านวิศวกร ที่คุณเทวินทร์กับคณะกรรมการ (บอร์ด) มีวิสัยทัศน์ตั้งทีมนี้มา โดยมีผมรับหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีอะไรน่าสนุก น่าติดตาม ตื่นเต้น และน่าจะเป็นโซลูชั่นของ ปตท. หลายเรื่อง และจะเริ่มออกดอกผลให้เห็นปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562 นี้

    นโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติจะมีผลกระทบต่อธุรกิจ ปตท.หรือไม่?

    เป็นธรรมดาของประเทศเจริญมากขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ ปตท.ก็เริ่มมาจากการต้องแข่งขันกับบริษัทน้ำมันระดับโลกต่างๆ ที่เข้ามาในไทยตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว ดังนั้น เราอยู่บนความแข่งขันมาโดยตลอด ปตท.ก็ต้องปรับตัว ซึ่งการเปิดเสรีก๊าซฯอาจทำให้มีผลกระทบต่อรายได้บ้าง แต่การปรับตัวของเราก็ต้องร่วมมือกับคนอื่น รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียกับ ปตท. และต้องตามนโยบายของภาครัฐด้วย ซึ่งสุดท้ายก็ต้องดูแลความต้องการลูกค้าให้ได้ หาโซลูชั่นที่ลูกค้าต้องการให้ได้ และดูว่าเราเหมาะตรงไหน เสียมาเก็ตแชร์บ้าง ก็ต้องเสีย แต่ต้องเลือกที่เหมาะสมและค่อยๆ เดินไป

    ในขณะเดียวกัน เราก็พยายามทำส่วนแบ่งการตลาดให้ใหญ่ขึ้น เหมือนหลายๆ ธุรกิจ แต่ก่อนเคยขายน้ำมันได้ 5 ล้านลิตรต่อวัน วันนี้เป็น 20 ล้านลิตร ค่อยเพิ่มปริมาณและส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น การเติบโตของคนชั้นกลาง ก็ทำให้ส่วนแบ่งตลาด ปตท. ใหญ่ขึ้น และผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ อันนี้คือเสน่ห์ของการแข่งขัน 

    จะมีโครงการใหม่อะไรเกิดขึ้นหรือไม่?  

    ทางด้านก๊าซธรรมชาติ กำลังมีโครงการที่จะเอาก๊าซธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนที่จะไปเผาอย่างเดียว ก็อาจจะนำมาทำความเย็น มาใช้ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ปลูกดอกไม้ (เมืองหนาว) เป็นต้น

    มองทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยอย่างไร?

    สำหรับประเทศไทยที่จะใช้พลังงานสะอาด ก็ยังมีเวลาที่จะปรับตัว เนื่องจากต้องรอเทคโนโลยีแบตเตอรี่และชิ้นส่วนรถยนต์ ปัจจุบันค่ายรถญี่ปุ่นก็ยังไม่ไปทางรถ EV ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังเป็นไฮบริด ฉะนั้นเราไม่สามารถเปลี่ยนรถยนต์เหมือนมือถือได้ เพราะราคามันแพงกว่ากันมาก ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมากที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป

    สาเหตุธุรกิจปาล์มในต่างประเทศที่ไม่ประสบความสำเร็จและความคืบหน้าคดีไปถึงไหน

     

    (คดีการซื้อขายที่ดินเพื่อปลูกปาล์มนํ้ามันที่อินโดนีเซียของบริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ฯ (PTTGE) ที่เข้าไปดำเนิน 5 โครงการ ตั้งแต่ปี2550 ว่ามีผู้ใดกระทำความผิด และสร้างความเสียหายให้กับ ปตท.จากการขายที่ดินในราคาตํ่ากว่าท้องตลาด)

    เรื่องคดีคงพูดไม่ได้เพราะอยู่ในชั้นศาล ซึ่งตอนนั้นที่ลงทุนธุรกิจปาล์ม เพราะราคาน้ำมันดิบแพงมากประมาณ 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และก็มองว่าราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในเวลานั้นมองว่าทางเลือกพลังงานที่ดีที่สุด และเป็นเรื่องของไบโอดีเซล จึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปลงมือทำ เพราะผลผลิตมันมาก แต่หลังจากนั้นราคาปาล์มก็ปรับลงมา ราคาน้ำมันดิบก็ตกลง  สิ่งที่เราไปลงทุนก็ไม่มีผลตอบแทนตามที่ต้องการ และอีกอย่างเราไม่ถนัด ฉะนั้นเป็นจุดที่ทำให้ ปตท.พิจารณาว่า เราจะลงทุนต่อหรือขายกิจการ โดยนโยบายของบอร์ด ก็จะให้ขายไป เพื่อให้มีรายได้กลับมา และ ปตท.ก็ไม่ได้เดินหน้าธุรกิจนี้ต่อ

    แนวทางการบริหารงานอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ?

    ผมทำงานอยู่ปตท.เป็นปีที่ 36 และทำมา 19 ตำแหน่ง เป็นกรรมการมา 16 บริษัท เป็นประธานกรรมการมา 5 บริษัท และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ไม่ใช่ธุรกิจเป้าหมายหลักของ ปตท.มา 3 บริษัท ทำให้เห็นภาพรวมของบริษัท แต่ลึกๆแล้วบางเรื่องเราก็ต้องทำงานเป็นทีม ผมไม่ได้เป็นซุปเปอร์แมน ผมทำงานเป็นทีมและทีมเราก็เติบโตไปด้วยกัน เรารู้นิสัยกันมา ใช้ชุดความคิดและสปิริตในการทำงานด้วยกัน ก็มีทั้งเก่งและดีอยู่ด้วยกัน และเราก็จะทำงานเป็นทีมต่อไป

     

     

Date : 03 / 04 / 2018

  • Date : 03 / 04 / 2018
    รู้จักซาอุดิอาระเบียให้มากขึ้น ว่าคิดอย่างไรกับเรื่องน้ำมันดิบและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า

    ในการรับรู้ของคนไทยโดยทั่วไป เราอาจจะยังรู้จักซาอุดิอาระเบียว่าเป็นประเทศที่อยู่ในตะวันออกกลาง เป็นเศรษฐีน้ำมัน รวมทั้งเป็นประเทศยอดนิยมในอดีตที่คนไทยเลือกจะไปแสวงโชคขายแรงงาน ไม่นับรวมคดีเพชรซาอุอันโด่งดัง ที่ทำให้ซาอุฯปรับลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย

    ในข้อเท็จจริง ซาอุดิอาระเบียมีความสำคัญในเชิงข้อมูลและรายละเอียด ที่คนไทยน่าจะได้รู้จักมากกว่านั้น โดยเฉพาะคนที่สนใจในเรื่องราวของพลังงาน

    ต้องบอกว่า ปัจจุบัน ซาอุดิอาระเบีย นั้น ปรับระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทยดีขึ้นมาโดยลำดับ และล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ก็ได้รับเชิญจากทางซาอุฯ เข้าร่วมประชุม The Eight IEA -IEF -OPEC  Symposium on Energy Outlooks  ที่กรุง Riyadh

    ข้อมูลสำคัญด้านพลังงานที่คนไทยน่าจะได้รู้เพิ่มเติมมากขึ้นเกี่ยวกับซาอุดิอาระเบีย ที่ สนพ.นำมาเปิดเผยให้ทราบ ด้วยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ ก็คือ ซาอุฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับต้นของโลก โดยหลังการปรับลดกำลังการผลิตตามข้อตกลงลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC แล้ว ปัจจุบันซาอุฯ ผลิตน้ำมันประมาณ 10.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 13% ของการผลิตน้ำมันดิบของทั้งโลก และมากกว่าการผลิตของไทยถึง 73 เท่า

    น้ำมันดิบที่ซาอุฯ ผลิตได้ มีการส่งออก ประมาณ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งในจำนวนของน้ำมันดิบที่ส่งออกนั้น มากกว่าครึ่ง คือ ประมาณเกือบ 70% ส่งมายังเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย โดยซาอุฯ เป็นประเทศที่ไทย นำเข้าน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของการนำเข้าทั้งหมด

    ข้อมูลสำคัญที่คนไทยน่าจะได้รู้อีกประการ คือ ซาอุฯ มีบริษัทน้ำมันแห่งชาติขนาดใหญ่มากชื่อว่า ซาอุดิ อารามโก ที่มีมูลค่าธุรกิจสูงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 64 ล้านล้านบาท

    ซาอุดิ อารามโก นั้น เป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 9 แห่ง ในประเทศ โดยเป็นเจ้าของทั้งหมด 4 แห่ง และถือหุ้นรวมกับต่างชาติอีก 5 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวม 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 2 เท่าของกำลังการกลั่นของไทย โดยโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังการกลั่นมากที่สุดและเก่าแก่ที่สุด คือ Ras Tanura Complex Refinery ที่ซาอุดิ อารามโก ถือหุ้นทั้งหมด 100% มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบอยู่ที่ 550,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL) 305,000 บาร์เรลต่อวัน

    คณะของสนพ. ซึ่งนำโดย ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร มีโอกาสดีที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมกิจการของ ซาอุดิ อารามโก ทั้งในส่วนของสำนักงานใหญ่ ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Dhahran  และ ในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Ras Tanura ทางภาคตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย โดยมีการแชร์มุมมองกับผู้บริหารระดับสูงของซาอุดิ อารามโก ที่มองตลาดน้ำมันดิบของโลก และเรื่อง Disruptive Technology ที่แตกต่างไปจาก IEA หรือประเทศในฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา

    โดยผู้บริหารระดับสูงของซาอุดิ อารามโก แสดงความเชื่อมั่นกับคณะผู้บริหารของ สนพ. ว่า  น้ำมันดิบจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง  Disruptive Technology นั้น ซาอุดิ อารามโก ไม่เชื่อว่าเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของทั้งโลก จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนทำให้ยอดการใช้น้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย EV นั้นจะเติบโตได้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา คนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึง EV เพราะยังมีราคาแพง ทำให้น้ำมันจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักของคนกลุ่มนี้ 

    อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน นั้น ทางซาอุดิ อารามโก มีแผนการลงทุนผลิต Solar Power ประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573  เพื่อเป็นการศึกษาแนวโน้มของตลาด ควบคู่ไปกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน

    นอกจากนี้ผู้บริหารของ ซาอุดิ อารามโก ยังไม่มีความกังวลเรื่องของการผลิต Shale Oil ของสหรัฐอเมริกา โดยมองว่าปริมาณสำรอง Shale Oil มีอยู่จำกัด เมื่อสหรัฐเพิ่มการผลิตจน Shale Oil หมด  โลกจะต้องหันกลับมาพึ่งพาการผลิตน้ำมันดิบเช่นเดิม

    มาถึงบรรทัดนี้ จะเห็นว่ามุมมองของซาอุดิ อารามโก นั้น ค่อนข้างจะแตกต่างจากนักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตก ที่มองว่า แนวโน้มพลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้าจะมาแรง เป็นที่นิยมแพร่หลาย เพราะการพัฒนาระบบแบตเตอรี่ และต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อยๆ จนสามารถมาทดแทนการใช้น้ำมันดิบในที่สุด    ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ฝั่งตะวันออกกลาง หรือ ฝั่งตะวันตก ใครจะพยากรณ์เทรนด์พลังงานของโลก ได้แม่นยำกว่ากัน 

    แต่ที่น่าจะเป็นผลดี ก็คือ การที่คณะผู้บริหารของ สนพ. ที่เป็นฝ่ายวางแผนนโยบายพลังงานของประเทศ ได้มีโอกาสรู้มุมมองของทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้ผลิตน้ำมัน จะทำให้นโยบายพลังงานของประเทศไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เพราะการวางนโยบายและแผนด้านพลังงานให้มีความสมดุล นั้น จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ อย่างประเทศไทย

Date : 27 / 03 / 2018

  • Date : 27 / 03 / 2018
    ระบบแบ่งปันผลผลิต ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการผลิตและผู้บริโภคยังได้ใช้ก๊าซในราคาเดิม

    คอลัมน์ : รอบรู้ปิโตรเลียม

    โดย Mr. Fact 

     

    ต้องบอกว่าเป็นเพราะกระแสสังคมในช่วงนั้น ที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจ แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ Production Sharing Contract  (PSC) และระบบจ้างผลิต หรือ Service Contracts (SC) มาไว้เป็นทางเลือกใหม่ นอกเหนือจากระบบสัมปทาน (Concession System) ที่มีอยู่เดิม

    และในที่สุด รัฐก็ตัดสินใจ ที่จะให้แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ในอ่าวไทย ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัมปทานใน ปี2565-2566 เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต  ที่เป็นการบริหารจัดการปิโตรเลียมระบบใหม่ ที่ไทยยังไม่เคยใช้มาก่อน ( ยกเว้นในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย)  ด้วยวิธีการให้เอกชนประมูลแข่งขันยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับรัฐพิจารณา

    โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561ได้รับทราบในหลักการที่จะกำหนดไว้ใน TOR ประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช  คือ แหล่งเอราวัณ (สัญญาสัมปทาน เลขที่ 1/2515/5 และ เลขที่ 2/2515/6 ) ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เมษายน 2565  ให้รวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา หรือเรียกว่า แปลง G1/61 และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 800 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี

    ส่วนแหล่งบงกช (สัญญาสัมปทาน เลขที่ 5/2515/9 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เมษายน 2565 และสัญญาสัมปทาน เลขที่ 3/2515/7 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 7 มีนาคม 2566)  ก็จะรวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา หรือแปลง G2/61 และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 700 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50% และให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคาก๊าซธรรมชาติ โดยอ้างอิงราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่จะกำหนดในเอกสารเงื่อนไขการประมูล

    หลักการสำคัญดังกล่าว จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยส่วนรวม คือทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติมีความต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับกำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพราะก๊าซฯส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ในรูปภาษีให้กับรัฐ ( จากเดิมที่มีก๊าซฯ บางส่วนประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งตรงไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า โดยที่ไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซ  ได้มูลค่าเพิ่มที่น้อยกว่า ) และประโยชน์อีกประการ ก็คือ การที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ก๊าซในราคาที่ไม่แพงไปกว่าปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นจากกลุ่มคัดค้าน ที่มองว่าภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตที่รัฐจะนำมาใช้นั้น ทำให้รัฐได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันผลผลิตน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา  พร้อมเสนอให้รัฐรับส่วนแบ่งเป็นปิโตรเลียมจากผู้ผลิต แล้วขายตรงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเลย ไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง ปตท. เพราะเชื่อว่าจะทำให้ราคาก๊าซฯ ถูกลง

    อยากจะทำความเข้าใจว่า ศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ในช่วงหลังสิ้นสุดอายุสัมปทาน นั้น เหลือกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจาย เพราะกระเปาะใหญ่ถูกผลิตไปตั้งแต่ต้นอายุสัมปทานแล้ว จะไปเปรียบเทียบกับแหล่งของเมียนมาที่เป็นแหล่งใหญ่กว่าไม่ได้  เพราะถ้าต้นทุนสูงกว่าแล้วยังไปขอส่วนแบ่งร้อยละ 80 เท่ากับเมียนมา คงจะไม่มีใครอยากจะลงทุน

    ข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนระหว่าง แหล่งยาดานา ของเมียนมา กับแหล่งบงกชเหนือ ในอ่าวไทย ว่า แหล่งยาดานา นั้นมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่าไทยมาก โดยในการผลิตก๊าซฯ ให้ได้ปริมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ของยาดานานั้น ใช้จำนวนหลุมผลิตเพียง 12 หลุม ในขณะที่แหล่งบงกชเหนือ การรักษาอัตราผลิตเอาไว้ 650 ล้านลูกบาศก์ นั้น ต้องใช้จำนวนหลุมผลิตมากถึง 300 หลุม

    ที่มา: ภาพจำลองการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและแหล่งบงกชเหนือ โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน

     

    ส่วนข้อเสนอที่จะให้รัฐรับส่วนแบ่งผลผลิตเป็นปิโตรเลียม แล้วขายตรงให้ กฟผ. แทนที่จะขอแบ่งเป็นรายได้หลังการขายให้ ปตท. นั้น ก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐ เพราะการรับแบ่งปิโตรเลียมมานั้น รัฐต้องมีภาระในการดำเนินการในการปรับปรุงคุณภาพก่อนส่งขาย แล้วถ้าหากส่งขายไปให้ กฟผ. โดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซฯของ ปตท. ก็เป็นการเสียโอกาสที่จะนำทรัพยากรของประเทศไปสร้างมูลค่าเพิ่ม และอย่าลืม ว่า ปตท.    ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นไกล แต่เป็นองค์กรที่รัฐถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม มากกว่าร้อยละ 65

    ในขณะที่ข้อเสนอจะให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติหรือ NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อมาบริหารจัดการประโยชน์ ในแหล่งเอราวัณ และบงกช โดยเฉพาะ แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นั้น ก็ดูจะเป็นการดำเนินการที่ซ้ำซ้อน เป็นการถอยหลังกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพราะระยะเวลาสำหรับเอราวัณและบงกชที่จะผลิตก๊าซฯ จะต่อเนื่องไปอีกประมาณ 10 ปีเท่านั้น การตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะยุบทิ้งในอีก 10 ปี ข้างหน้า จึงได้ไม่คุ้มเสีย อีกทั้ง รัฐมีพัฒนาการเรื่อง NOC ที่ไกลกว่าหลายประเทศแล้ว โดยแปรรูป ปตท. ให้มีความคล่องตัวในการลงทุนทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯ และเอาไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการตั้ง ปตท.สผ. ที่ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ ลงทุนเป็นเจ้าของแหล่งผลิต ก็เป็นดอกผลที่รัฐได้รับ ทั้งในรูปของค่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินปันผลในส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องของ NOC  จึงถูกปิดเกมไปตั้งแต่ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี2559

    ประเด็นที่น่าจะช่วยกันคิด ช่วยกันนำเสนอ จากนี้ จึงควรจะเป็นเรื่องว่าจะทำอย่างให้การเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ดำเนินลุล่วงไปได้ตามแผน และเกิดการกำกับดูแลภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างที่ควรจะเป็นมากกว่า

Date : 24 / 03 / 2018

  • Date : 24 / 03 / 2018
    วงเสวนาถ่านหินในงานSETA2018 จี้รัฐทบทวนการชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

    เวทีเสวนาวิชาการ “โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นความหวังหรือเป็นปัญหาของภาคใต้” ซึ่งจัดขึ้นในงาน SETA 2018 เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและกระบี่ หวังให้ประเทศไทยมีพลังงานหลักเป็นของตัวเอง ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับย้ำว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่ และไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่มีกลุ่มคัดค้านพยามยามบิดเบือนข้อมูล 

    ในงาน SETA 2018 ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง "โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นความหวังหรือเป็นปัญหาของภาคใต้"ขึ้นเมื่อวันที่23มี.ค2561 เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเท็จจริงจากภาควิชาการและคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ได้ไปลงนามข้อตกลง (MOU) ร่วมกับเครือข่ายปกป้องต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ที่มีผลทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และให้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) แทน จนทำให้ทั้ง 2 โครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ในปี 2562-2564 กลายเป็นข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านซึ่งยังไม่มีข้อยุติ

    นายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งร่วมวงเสวนา ยืนยันว่าชาวบ้านในพื้นที่ต่างสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง ซึ่งที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เร่งรัดโครงการพร้อมกับยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 15,000 ราย แต่ก็มีกลุ่มคัดค้านพยายามบิดเบือนข้อมูลและยัดเยียดข้อกล่าวหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษในพื้นที่มาโดยตลอด จึงขอย้ำว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างในอนาคต จะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีทันสมัย สามารถป้องกันปัญหามลพิษและไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่เคยตรวจพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของคนพื้นที่ว่าเกิดจากปัญหามลพิษจากโรงไฟฟ้า 

    ขณะที่นายวิฑูรย์ หวัดหวัง ชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ต้องการให้นายกรัฐมนตรี อนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยเร็ว เพื่อช่วยสร้างความมั่นคง ความเจริญ และอนาคตให้กับคนในพื้นที่ แต่การที่ รมว.พลังงาน ไปลงนาม MOU กับกลุ่มต่อต้านที่ข้างถนนนั้น จนต้องยกเลิกโครงการ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รับไม่ได้กับการตัดสินใจครั้งนี้ และถือเป็นการกระทำที่ไม่บริสุทธิใจ เพราะไม่มีการหารือ 3 ฝ่าย ทั้งนี้ ยอมรับว่าเกือบ 1 เดือนที่เดินทางมาเรียกร้องรัฐบาลให้เดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยได้พบหรือเห็นหน้า รมว.พลังงาน เลยสักครั้งเดียว   

    นายหลี สาเมาะ อดีตกำนันตำบลปากบาง และประธานชมรมคนเทพาพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นเป็นนโยบายของรัฐบาล แต่วันนี้ รัฐบาลกลับไปทำ MOU กับกลุ่มคนที่คัดค้านเพียง 4-5 คน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการโรงไฟฟ้า ถือเป็นความล้มเหลวในการบริหารงาน เพราะความจริงแล้วควรไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน และฝ่ายรัฐบาล การไปลงนามดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมกับชาวกระบี่และเทพาที่สนับสนุนโรงไฟฟ้า และเชื่อว่ารัฐบาลอาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการทำสัญญาครั้งนี้ นอกจากนี้ คำสั่งให้ถอนรายงาน EIA และ EHIA ก็เหมือนเป็นการยกเลิกรายงานทั้งสองฉบับที่ทำเสร็จแล้ว ซึ่งรัฐบาลควรชี้แจงว่าดำเนินการผิดในขั้นตอนไหนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่การเดินถอยหลังเพื่อมาเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ทำให้รัฐต้องสิ้นเปลืองงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน  

    ส่วนประเด็นที่ รมว.พลังงาน การันตีว่า 5 ปีจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคใต้เพิ่ม แต่จะใช้วิธีขยายสายส่งจากภาคกลาง และใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น อดีตกำนันตำบลปากบางและประธานชมรมคนเทพาพัฒนาอย่างยั่งยืน มองว่างบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างสายส่งกับการสร้างโรงไฟฟ้า รวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้างคงไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่กังวลคือสเถียรภาพของสายส่ง หากเกิดปัญหา ภาคใต้ก็คงต้องรับกรรมเหมือนที่ผ่านมา ขณะที่พลังงานจากชีวมวล ก็ยังมีปัญหาเรื่องความสเถียรในการจ่ายไฟฟ้า โดยเมื่อเทียบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลัก ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลถึง 231 โรง และใช้งบประมาณมากขนาดไหน เพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการ เช่นเดียวกับการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะต้องใช้ที่ดินในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถึง 66,000 ไร่ มีต้นทุนการผลิต 8 บาทต่อหน่วย แต่ต้องขายไฟเพียง 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งเริ่มทำก็ขาดทุนแล้ว

    “คนเทพา-กระบี่ สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศไทย ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากในอนาคตไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว มาเลเซีย ไม่ขายไฟฟ้าให้ไทย จะเป็นอย่างไร และการมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จะสร้างความเจริญในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานมีงานทำ เมื่อมีงาน มีเงิน ก็จะมีคุณภาพตามมา รัฐบาลจึงไม่ควรเอาคนเพียง 4-5 คน มาเป็นเกณฑ์ตัดสินคนส่วนใหญ่ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร” อดีตกำนันตำบลปากบาง กล่าว 

    นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ยอมรับว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่นั้น ดูจะเป็นความหวังที่ริบหรี่ลงทุกที ซึ่งเกิดจากวิกฤตของความไม่รักชาติ ความไม่รู้จริง เพราะทุกวันนี้ NGO บางคนก็คัดค้านไปทุกเรื่องโดยไม่เข้าใจบริบทสถานะของความเป็นจริง ส่วนรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย สั่งให้จัดทำ SEA แต่ก็ควรต้องคิดให้รอบคอบก่อน และถามความต้องการจากคนในพื้นที่ เพราะตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้จังหวัดกระบี่มีสเถียรภาพด้านไฟฟ้า รัฐบาลจึงต้องพยายามสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่นในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    นายประเสริฐ สันหาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า โรงไฟฟ้าจะทำให้ชุมชนได้รับการพัฒนาทั้งด้านสังคมและการศึกษา เพราะนำเงินจากกองทุนรอบโรงไฟฟ้ามาช่วยเหลือ หากระงับหรือชะลอโครงการจะทำให้ชุมชนเสียประโยชน์ พร้อมยืนยันประชาชนในพื้นที่ อ.เหนือคลอง ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปสอบถามความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงจากคนในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมา มีแต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงมาโดยตลอด หากชุมชนไม่ต้องการโรงไฟฟ้าจริง ก็พร้อมที่จะเลิกสนับสนุนการก่อสร้าง  

    ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตอาจารย์และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์พิเศษสอนวิชาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยืนยันไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ และไม่แน่ใจกลุ่มคนที่คัดค้านเคยเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ แต่เหตุใดกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ขณะที่การตั้งคณะกรรมการ SEA กลับไม่มีนักวิชาการด้านถ่านหินร่วมเป็นคณะกรรมการ จึงรู้คำตอบว่า SEA ที่ออกมาสุดท้ายจะไม่เอาถ่านหิน และทุกโครงการจะมีปัญหา เพราะปล่อยให้คนแค่หยิบมือเดียวสามารถล้มโครงการมูลค่าเป็นแสนล้านบาทได้ ดังนั้น จึงเสนอทางออกที่เหมาะสม ด้วยการทำประชามติอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไม่ได้  

    ปิดท้ายที่ ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ให้ข้อมูลว่าความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ในความเสี่ยง เพราะมีกำลังการผลิตน้อยกว่าความต้องการใช้ ต้องพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง ขณะที่ก๊าซฯ จากแหล่ง JDA-A18 หากหยุดจ่ายก๊าซฯ ก็จะต้องหันไปใช้น้ำมันดีเซลเดินครื่องผลิตไฟฟ้าทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพง หากไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่ อาจต้องถามประชาชนในพื้นที่ว่าสามารถยอมให้ไฟฟ้าดับได้บางช่วงเวลา หรือเวียนดับตามตำบล หรือบางอำเภอ ได้หรือไม่ เพื่อลดผลกระทบกรณีเกิดวิกฤต  

    ทั้งนี้ จากสถิติความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ พบว่า ปี 2530 อยู่ที่ 363 เมกะวัตต์ , ปี 2540 อยู่ที่ 1,179 เมกะวัตต์ , ปี 2550 อยู่ที่ 1,800 เมกะวัตต์ และปี 2560 เพิ่มขึ้นมาถึง 2,600 เมกะวัตต์ โดยช่วง 10 ปีหลัง ประชากรในภาคใต้เพิ่มจาก 8.6 ล้านคน เป็น 9.3 ล้านคนเท่านั้น และเมื่อดูปริมาณไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ในพื้นที่ภาคใต้ พบว่าปี 2550 อยู่ที่ 10,327 ล้านหน่วย เพิ่มเป็น 16,123 ล้านหน่วย ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี สะท้อนการใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ในปี 2560 อยู่ที่ 3 ล้านหน่วยต่อวัน คาดว่าปี 2561 จะเพิ่มเป็น 4 ล้านหน่วยต่อวัน  

    “เมื่อปี 2551 ที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ Unit1 ตอนนั้นก็มีการคัดค้านอย่างหนัก และผู้คัดค้านก็เสนอให้รัฐบาลใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม เหมือนเช่นข้อเสนอในวันนี้ ซึ่งกลุ่ม NGO ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้นึกถึงว่ามีนักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสถาบันที่ทำงานภายใต้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ คชก. ได้ทำการศึกษาอย่างรอบคอบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้สร้างปัญหามากอย่างที่ NGO นำเสนอ ซึ่งเรื่องของไฟฟ้านั้น คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากไม่เอาโรงไฟฟ้า การพัฒนาก็จบ” ดร.อุริช กล่าว