บทความทั้งหมด

Date : 24 / 06 / 2017

  • Date : 24 / 06 / 2017
    ออกคำสั่งคสช.ตามมาตรา44 ปลคล็อกการใช้ที่ดินส.ป.ก.ในส่วนปิโตรเลียม เหมืองแร่ พลังงานลม

    พลเอกประยุทธ์ ในบทบาทหัวหน้าคสช. ลงนามในคำสั่งคสช. ตามอำนาจมาตรา44 .ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อวันที่ 23มิ.ย. 2560 โดยมีคำสั่ง 8ข้อ ปลดล็อคให้กับการดำเนินธุรกิจด้านสำรวจและผลิต ปิโตรเลียม  การสํารวจแร่ การทําเหมือง หรือการทําเหมืองใต้ดินตามกฎหมาย ว่าด้วยแร่ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม  ที่ติดปัญหาข้อกฎหมายก่อนหน้านี้ สามารถดำเนินการต่อไปได้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC)  รายงานว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ลงนามในคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๑/๒๕๖๐ เรื่อง การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ เมื่อวันที่23มิถุนายน2560 และลงประกาศคำสั่งดังกล่าว ใน  ราชกิจจานุเบกษา ในวันเดียวกันโดยมีรายละเอียดของประกาศ ดังนี้

      คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๑/๒๕๖๐

     เรื่อง การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ

     ตามที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทํากิน และให้การใช้ที่ดิน เกิดประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรและลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม ของบุคคล ดังที่ได้จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น ต่อมาความต้องการของประเทศเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลกซึ่งจําเป็นต้องพัฒนาการใช้ ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นอันมีความจําเป็นอย่างยิ่งควบคู่กันไปกับการแก้ปัญหา ของเกษตรกรดังกล่าวข้างต้นโดยยังคงหลักการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยที่ในปัจจุบันพลังงานเป็นปัญหาสําคัญอย่างหนึ่งของสถานการณ์โลก ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้ กําหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนให้มีการแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานอย่างยั่งยืน รวมทั้งการดําเนินการ ด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อป้องกันการขาดแคลนพลังงาน สร้างความมั่นคง ด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ในขณะที่นโยบายในการบริหารจัดการ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและกระจายการพัฒนา ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก็เป็นนโยบายสําคัญของรัฐบาลในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเช่นกัน แต่โดยที่ในการ ดําเนินการเพื่อให้นโยบายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล มีความจําเป็นต้องเข้าไปดําเนินการภายในที่ดินของรัฐ บางประเภทโดยเฉพาะที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีสภาพไม่เอื้อหรือไม่เหมาะสมต่อการทําเกษตรกรรม อย่างคุ้มค่า

    ซึ่งในปัจจุบันได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเขตปฏิรูปที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ล้านไร่ ได้มีการยินยอมหรืออนุญาตให้เอกชนเข้าใช้ หรือหาประโยชน์ที่ดินตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นจํานวนเนื้อที่เพียงประมาณร้อยละ ๐.๑ ของเนื้อที่ เขตปฏิรูปที่ดินทั้งหมดของประเทศ แต่การจะเข้าใช้หรือหาประโยชน์ที่ดินดังกล่าว เพื่อประโยชน์ สาธารณะอื่นนั้น ยังมีข้อจํากัดทางด้านกฎระเบียบบางประการที่มีมาตั้งแต่ในยุคสมัย ที่ความจําเป็น สําคัญเร่งด่วนยังไม่ปรากฏดังเช่นในปัจจุบัน ในบางเรื่องรัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ให้สัมปทาน ยินยอมหรืออนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในเขตดังกล่าวไปก่อนแล้วตามระเบียบจนมีการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงาน อย่างกว้างขวางและมีภาระผูกพันกับรัฐโดยเกษตรกรเองก็ได้รับค่าตอบแทนหรือชดเชยการให้เข้าใช้ ประโยชน์ที่ดินจนเป็นที่พอใจ ทั้งบางแห่งมีการจัดทําบริการสาธารณะให้เกษตรกรในพื้นที่เหล่านั้น ตามหลักความรับผิดชอบต่อสังคม และก่อให้เกิดรายได้เสริมจากทางอื่นต่อเนื่องตามมาแก่เกษตรกรอีกด้วย โดยประเทศชาติสามารถใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว ประโยชน์ตอบแทนส่วนหนึ่งตกเป็นรายได้ของท้องถิ่นนั้น ๆ รายได้ที่เหลือนําเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อสิ้นสุดเวลาเข้าใช้ประโยชน์แล้วก็ยังสามารถคืนที่ดินนั้นให้เกษตรกรนําไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป เช่นทําเป็นแหล่งน้ําเพื่อการเกษตร แหล่งเก็บน้ําตามโครงการแก้มลิง หรือเพื่อทําการเกษตรโดยตรง ตามปรัชญาของการปฏิรูปที่ดิน หากยกเลิกพันธะผูกพันดังกล่าว เกษตรกรและประเทศชาติก็จะเสียประโยชน์ และเกิดการฟ้องร้องติดตามมาอีกมากมาย จึงจําเป็นต้องลดข้อจํากัดอันเป็นอุปสรรคดังกล่าวภายใต้ หลักการใช้ที่ดินของรัฐให้สมประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่ายทั้งแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ ในขณะเดียวกันการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นต้องให้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตกลับคืนสู่เกษตรกร ในรูปแบบที่อาจแตกต่างไปจากเดิมนอกเหนือจากการทําเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมแก่เกษตรกร
     

    อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑ ในกรณีมีเหตุจําเป็นเพื่อประโยชน์ด้านพลังงาน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมาย ว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอํานาจพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อดําเนินกิจการอื่นใดนอกเหนือจากที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ ในการพิจารณาให้คํานึงถึงยุทธศาสตร์ชาติ ประโยชน์แก่เกษตรกร และประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เป็นสําคัญ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ ประโยชน์ที่ดิน ประเภทของกิจการหรือโครงการ เนื้อที่ วัตถุประสงค์ และมูลค่าของการดําเนินกิจการ ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง โดยในกฎกระทรวงดังกล่าวอย่างน้อยจะต้อง กําหนดขนาดเนื้อที่และประเภทของวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องเสนอ ขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีก่อนพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตไว้ด้วย ทั้งนี้ ต้องดําเนินการ ให้มีการออกกฎกระทรวงไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอํานาจออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งการกําหนดค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม กับวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินตามวรรคหนึ่ง

    ข้อ ๒ ให้สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจัดให้ผู้ขอใช้ประโยชน์ที่ดินเยียวยา หรือจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสจากการใช้ที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบนั้น และให้นําส่ง ค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามข้อ ๑ และข้อ ๕ เข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

    ข้อ ๓ การพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตตามคําสั่งนี้ ไม่มีผลเป็นการยกเว้น การปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

    ข้อ ๔ ให้ผู้ได้รับความยินยอมหรือได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อการประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม การสํารวจแร่ การทําเหมือง หรือการทําเหมืองใต้ดินตามกฎหมาย ว่าด้วยแร่ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนําทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาต และการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สําหรับ กิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่ คําสั่งนี้ใช้บังคับ ยื่นคําขอตามข้อ ๑ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงที่ออกตามข้อ ๑ วรรคสอง ใช้บังคับ ในระหว่างนั้นให้ผู้ได้รับความยินยอมหรือได้รับอนุญาตใช้ที่ดินได้ไปพลางก่อนหรือจนกว่า คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

    ข้อ ๕ ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมเข้าใช้ที่ดินที่สํานักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว โดยยังไม่ได้รับความยินยอมตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอม ในการนําทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ ไม่ว่าจะเป็น การใช้เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียมในขั้นตอนใดก็ตาม ให้ผู้รับสัมปทานนั้นยื่นคําขอตามข้อ ๑ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงที่ออกตามข้อ ๑ วรรคสอง ใช้บังคับ ในระหว่างนั้นให้ผู้รับสัมปทาน ใช้ที่ดินได้ไปพลางก่อนหรือจนกว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น โดยต้องชําระค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่เมื่อเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมกําหนด

    ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมไม่อาจเข้าใช้พื้นที่ที่ขอสงวนไว้ ตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๒ เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติให้ชะลอ การให้ความยินยอมในการใช้ที่ดินเพื่อการสํารวจหรือใช้หรือหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนําทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อรอการพิจารณาคดีเกี่ยวกับอํานาจ ในการออกระเบียบดังกล่าว ให้ระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ดังกล่าวขยายออกไปเท่ากับระยะเวลา ที่ไม่อาจเข้าใช้พื้นที่ที่ขอสงวนได้ ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีอํานาจพิจารณาคืนค่าสงวนพื้นที่ ให้แก่ผู้รับสัมปทานเป็นรายกรณี สําหรับช่วงเวลาที่ผู้รับสัมปทานไม่อาจเข้าใช้พื้นที่ที่ขอสงวนไว้และ การไม่อาจเข้าใช้พื้นที่นั้นเป็นเหตุให้ไม่สามารถดําเนินการสํารวจปิโตรเลียมในพื้นที่สงวนได้

    ระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ที่ขยายออกไปตามวรรคหนึ่ง เมื่อรวมกับระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ ก่อนวันที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติให้ชะลอการให้ความยินยอมแล้ว ต้องไม่เกิน ระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ที่ผู้รับสัมปทานกําหนดตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๒ ในช่วงระยะเวลาในการสงวนพื้นที่ที่ขยายออกไปตามวรรคหนึ่ง ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๒ และมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญั ติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

     ข้อ ๗ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงหรือระเบียบที่ออกตามข้อ ๑ ใช้บังคับให้นํา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความยินยอมตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนําทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. ๒๕๔๑ มาใช้บังคับกับผู้รับสัมปทานที่ได้ยื่นแผนการผลิตในรายละเอียด สําหรับพื้นที่ผลิตตามมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีกฎกระทรวง หรือระเบียบที่ออกตามข้อ ๑ ใช้บังคับ

    ข้อ ๘ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดําเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้มาเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร และประโยชน์สาธารณะของประเทศ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาอนุญาตให้สํารวจหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การให้ใช้ที่ดินเพื่อดําเนินกิจการด้านพลังงาน และการดําเนินกิจการอื่นอันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร และประโยชน์สาธารณะของประเทศด้วย ข้อ ๙ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอํานาจออกกฎกระทรวงตามคําสั่งนี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ข้อ ๑๐ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ ข้อ ๑๑ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

Date : 14 / 06 / 2017

  • Date : 14 / 06 / 2017
    รวมฮิตมาสคอตพลังงาน ยุค Energy4.0

    เป็นที่รับทราบกันดีในประชาชนทั่วไปว่า เรื่องของภาคพลังงาน เป็นเรื่องที่สร้างความเข้าใจยาก เพราะค่อนข้างมีความซับซ้อน นอกจากเรื่องของปิโตรเลียม ที่ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำคือการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จนกระทั่งถึงธุรกิจปลายน้ำ ทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจค้าปลีก น้ำมันสำเร็จรูป แล้ว ยังแบ่งภาคออกไปเป็นเรื่องของ ไฟฟ้า ที่มาจากหลายแหล่งเชื้อเพลิง ทั้งที่เป็นฟอสซิล(ก๊าซฯ น้ำมัน ถ่านหิน) และพลังงานทดแทน (พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ขยะ ชีวมวล  ก๊าซชีวภาพ พลังน้ำ) และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เป็นต้น  

    เมื่อการสื่อสารเรื่องของพลังงานให้คนเข้าใจ มีข้อจำกัด เพราะการอธิบายที่ยากไป ยาวเกินไป หรือวิชาการมากเกินไป คนก็อาจจะไม่ตอบรับ หรือให้ความสนใจอย่างที่ควรจะเป็น กระทรวงพลังงาน จึงมีแนวคิดในการสร้างตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ หรือ มาสคอต ในลักษณะต่างๆ มาช่วยดึงความสนใจให้คนที่ยังไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านพลังงานมาก่อน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เกิดความประทับใจในตัวมาสคอต นั้นๆ แล้วได้ค่อยๆ เรียนรู้ ไปพร้อมความรู้สึกสนุกสนานในคาแรกเตอร์ต่างๆ ของตัวมาสคอตเหล่านั้น  อย่างสอดรับกับยุค Thailand 4.0 และ Energy 4.0  ที่มีการพัฒนาตัวมาสคอตด้านพลังงาน เข้าไปอยู่ในช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ อย่างเช่น Line application หรือสร้างเป็นตัวละคร Animation ผูกเป็นเรื่องราว ให้ผู้คนได้ติดตาม

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ได้รวบรวมเหล่าบรรดาตัวการ์ตูน มาสคอต หรือมาสคอต ด้านพลังงาน ทั้งที่เคยผ่านหูผ่านตา และที่หลายคนยังไม่เคยรู้จัก มาให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

     1.”ก็อตจิ (Godji)” ของปตท.  ถือได้ว่าเป็นตัวมาสคอตพลังงาน ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด และเป็นตัวมาสคอตที่ช่วยในการสื่อสารแบรนด์ของปตท.ให้คนจดจำได้ดีที่สุด โดยเฉพาะกับธุรกิจน้ำมันของปตท.  โดย ปตท.เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ก็อตจิ และมีการสร้างตัวละครอื่นขึ้นมาให้กลายเป็นครอบครัวก๊อตจิ  พัฒนาให้เป็นการ์ตูน Animation และเรื่องราวผจญภัยสอดแทรกด้วยสาระด้านพลังงาน เป็นตอนๆ ออกฉายทางทีวี และทาง youtube ที่มีเด็กๆติดตามชมเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ ยังสร้าง ก็อตจิ ให้เป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ ให้ผู้คนได้ส่งถึงกัน ตอกย้ำความเป็นตัวแทนในแบรนด์ ปตท.

    2.”น้องพลัง”(Pa-Lang) ของกระทรวงพลังงาน เป็นมาสคอตที่ออกแบบจากฝักข้าวโพด เพื่อใช้ในการสื่อสารงาน Astana Expo 2017 ที่ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของประเทศ ในพื้นที่ อาคารศาลาไทย(Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)”  โดยคนไทยและคนต่างประเทศรู้จัก มาสคอต ”น้องพลัง”มากขึ้น เพราะกระแสดราม่า จากนายฮิโระ โยชิมูระ นายกเทศมนตรีเมืองโอซากา ทวิตข้อความว่า มาสคอต ”น้องพลัง” ไปคล้ายกับตัวการ์ตูน ผลไม้สาลี่ ชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ชื่อ Funassyi (ฟุนัชชี่)  

    อย่างไรก็ตาม “น้องพลัง” ยังทำหน้าที่ เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเชิญชวนให้ชาวคาซัคสถาน เข้ามาเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย ในงาน Astana Expo 2017ไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน 2560  หลังจากนั้นก็ต้องติดตามดูว่า กระทรวงพลังงาน จะหยิบเอาตัวมาสคอต “น้องพลัง” มาใช้ในการสื่อสารเรื่องราวด้านพลังงานในโอกาสอื่นๆอีกหรือไม่

     

    3. “หิ่งห้อย” เป็นมาสคอตตัวเอกที่กระทรวงพลังงาน ภูมิใจนำเสนอและใช้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของกระทรวงพลังงาน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ถึงการสร้างพลังในตัวเอง โดยหิ่งห้อยถือเป็นสัตว์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง เปรียบเหมือนประเทศไทยที่สามารถผลิตพลังงานใช้เองได้  จึงถูกนำไปร่วมกิจกรรมมากมาย ที่กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา อาทิ กิจกรรม มีพลังงานมีความสุข  งานครบรอบ 10 ปีกระทรวงพลังงาน และการรณรงค์ประหยัดพลังงานของพลังงานจังหวัดเกือบทุกแห่ง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

    4. "เหมียวมั่น" เป็น มาสคอตแมว ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำมาใช้เป็นตัวแทนของการรณรงค์ประหยัดพลังงานในโครงการรวมพลังหารสองประหยัดชัวร์ ด้วยสัญลักษณ์ของแมวที่ไว้ผมทรงหน้าม้าและการแสดงออกอย่างมั่นใจ สื่อถึงความมั่นใจว่าหากประชาชนช่วยกันปิดไฟฟ้าที่ไม่ใช้ ปรับอุณภูมิเครื่องปรับอากาศมาที่ 25 องศา ปลดปลั๊กไฟที่ไม่ใช้ และเปลี่ยนอุปกรณ์มาเป็นรุ่นประหยัดไฟฟ้า ก็จะช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานได้แน่นอน 


     

    5. "ถ่านน้อย" เป็นมาสคอตที่ออกแบบมาจากก้อนถ่านหิน ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำมาใช้เป็นตัวแทนในการสื่อสารเรื่องของถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ช่วยสร้างความน่าสนใจในการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องถ่านหินสะอาด และลดความหวั่นกลัวของประชาชน ทั้งนี้มาสคอต"ถ่านน้อย"ประจำอยู่ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และในพิพิธภัณฑ์ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ หากใครได้ไปเยี่ยมชมงานแม่เมาะเฟสติวัล รวมถึงเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ ก็จะได้พบกับเจ้าตัวมาสคอต "ถ่านน้อย" มาคอยต้อนรับเสมอ 

     

    6. “ฮีโร่พลังคิด” เป็นมาสคอต ของสนพ. ที่เน้นการสื่อสารด้านการอนุรักษ์พลังงาน กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน  เพื่อ“ร่วมสร้างสรรค์อนาคตพลังงานของชาติ” ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) รับรู้ความจริงเพื่ออนาคตพลังงาน 2) ใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่ออนาคตพลังงาน 3) สร้างแรงบันดาลใจเพื่ออนาคตพลังงาน  โดยช่วงหนึ่ง “ฮีโร่พลังคิด”  ถูกออกแบบให้อยู่ในสติ๊กเกอร์ไลน์ ใน 16 คาแรคเตอร์ ที่คนนิยมดาวน์โหลดไปใช้ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ใช้แสดงอารมณ์ต่างๆ และส่วนที่เป็นการแนะนำการประหยัดและลดใช้พลังงาน 

    7. “น้องฮอทไลน์” เป็นมาสคอต ขวัญใจคนต่างจังหวัด เพราะมักออกงานกิจกรรมร่วมกับพลังงานจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์เบอร์โทรด่วน (ฮอทไลน์) ถึงกระทรวงพลังงาน ในทุกเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน คือหมายเลข 021407000

     

    8.  DEDE Man and The Gang  เป็นมาสคอต ล่าสุด ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดตัวสู่สายตาประชาชนไปเมื่อวันที่ 11มิ.ย.2560ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการรณรงค์ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงพลังงาน โดยมีการสร้างเป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ ให้ประชาชนได้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี เพียงกดรับ DEDE Man and The Gang  เป็นเพื่อนทางLine Application  ซึ่งพพ. หวังว่าคนรุ่นใหม่ที่ชอบการสื่อสารผ่านช่องทางไลน์ จะเข้าใจถึงสาระความรู้เกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น 

     

Date : 13 / 06 / 2017

  • Date : 13 / 06 / 2017
    สิ่งที่เหมือนและแตกต่างระหว่างพลังงานทดแทนกับพลังงานหมุนเวียน

    สิ่งที่เหมือนและแตกต่าง ระหว่างพลังงานทดแทนกับพลังงานหมุนเวียน

    คนที่ติดตามอ่านข่าวด้านพลังงาน  อาจจะรู้สึกสับสนอยู่บ้าง ว่าตกลงกระทรวงพลังงาน จะเน้นการส่งเสริมอะไรกันแน่ ระหว่างพลังงานทดแทน ที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า Alternative Energy หรือว่าพลังงานหมุนเวียน ที่ใช้ว่า Renewable Energy หรือเรียกสั้นๆว่า RE  ลองมาหาคำตอบกันดู

    คำตอบก็คือกระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะส่งเสริมทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน นั่นแหละ โดยเลือกใช้คำว่าพลังงานทดแทน ในแผน เพื่อที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นประเภทพลังงานที่จะมาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล (ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน)  ทั้งที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ความร้อน และเป็นเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง ซึ่งได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม พลังงานจากขยะ   ชีวมวล (ไบโอแมส ) ก๊าซชีวภาพ(ไบโอแก๊ส)  พลังงานน้ำ ทั้งเขื่อนขนาดใหญ่และเขื่อนขนาดเล็ก พลังงานจากคลื่นในทะเล   พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ และเชื้อเพลิงชีวภาพ คือ เอทานอล ไบโอดีเซล   ทั้งนี้ในมุมของต่างประเทศพลังงานทดแทนนั้นหมายรวมถึง พลังงานนิวเคลียร์ด้วย ส่วนของประเทศไทยนั้น พลังงานนิวเคลียร์ ยังไม่นำมารวมอยู่ในแผน AEDP 

    ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน มีการจัดทำเป็นแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP2015) ที่ใช้ระหว่างปี2558-2579 โดยบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  หรือแผนพีดีพี   ซึ่งในแผนพีดีพีฉบับล่าสุด จะต้องมีการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ในสัดส่วน20% ในปี2579 แต่หากคิดรวมในภาพรวมทั้งที่ใช้ผลิตเป็นไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง การส่งเสริมพลังงานทดแทนตามแผน AEDP2015 จะมีสัดส่วน 30 %ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579  ซึ่งในส่วนนี้ นายกรัฐมนตรีของไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายที่จะให้เพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เป็น40% และกรมพัฒนาพลังานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาศักยภาพพลังงานทดแทนรายภาคเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงแผนAEDP  ให้สอดคล้องกับนโยบาย

    ส่วนการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน หรือ RE นั้น ต้องการใช้สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึง พลังงานที่ใช้ไปแล้วไม่มีวันหมดสามารถหมุนเวียนกลับมาได้อีก โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม พลังงานจากขยะ   ชีวมวล  ก๊าซชีวภาพ และพลังน้ำที่เน้นเฉพาะเขื่อนขนาดเล็ก  และส่วนใหญ่จะใช้ในเรื่องของการนำมาผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าความร้อนหรือเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง

    โดยในภาคการผลิตไฟฟ้า กระทรวงพลังงานมีนโยบายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีการใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า RE Hybrid  เพื่อให้การผลิตไฟฟ้ามีความเสถียร (Firm)  มากขึ้น

    ในแผนAEDP 2015นั้นตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเอาไว้ ภายในปี2579   พลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 6,000 เมกะวัตต์  ชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ พลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพจาก(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ และจากของเสีย น้ำเสีย 600 เมกะวัตต์ และจากขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรม50 เมกะวัตต์

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระบุว่า ในปี2557 การใช้พลังงานทดแทน  ของประเทศไทย จะอยู่ในรูปของพลังงานความร้อนมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพ และไฟฟ้า โดยในปี 2557 การใช้พลังงาน ความร้อนคิดเป็นร้อยละ 64 เชื้อเพลิงชีวภาพ และไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 19.7 และ 16.3 ตามลำดับ

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน มีการวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน เอาไว้ 3ด้าน  คือ1ยุทธศาสตร์ การเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีพลังงานทดแทน  โดยจะต้องมีการพัฒนาความสามารถในการผลิต บริหารจัดการวัตถุดิบ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม  2 ยุทธศาสตร์ การเพิ่มศักยภาพการผลิต การใช้ และตลาดพลังงานทดแทนและ3ยุทธศาสตร์ การสร้างจิตสำนึกและเข้าถึงองค์ความรู้ข้อเท็จจริงด้านพลังงานทดแทน

    อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงจะหายสงสัย วัตถุประสงค์ของการสื่อความกันแล้วว่า  เรื่องไหนควรจะใช้ พลังงานทดแทน และเรื่องไหนที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 

Date : 30 / 05 / 2017

  • Date : 30 / 05 / 2017
    กฟผ. สนองนโยบายรัฐ พร้อมเป็นหลักลงทุนพลังงานหมุนเวียน

    กฟผ.สนองนโยบายรัฐ พร้อมเป็นหลักในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคต 2,000 เมกะวัตต์ ควบคู่กับโรงไฟฟ้าฟอสซิล ในระยะเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศ ในขณะที่นักวิชาการชี้รัฐต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบุพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทั้งหมด เหตุต้นทุนสูง ใช้พื้นที่มาก และไม่มีความแน่นอนในการผลิตไฟฟ้า

    เมื่อวันที่30 พ.ค.2560 ที่ กฟผ. สำนักงงานใหญ่ บางกรวย มีการจัดเสวนาเรื่อง “พลังงานทดแทน กฟผ. ความท้าทายในยุค 4.0” โดยมี นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.ภิญโญ  มีชำนะ นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด  และ ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน ร่วมการเสวนาในครั้งนี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงาน กฟผ.เข้าร่วมการรับฟังเต็มที่นั่งห้องประชุม เกษมฯ อาคาร ต.040 ชั้น 9 พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดงานเสวนาผ่านช่องทาง Facebook Live ของฝ่ายสื่อสารองค์การ กฟผ. ด้วย

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า  กฟผ. ได้จัดทำแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งขยายเพิ่มจากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาให้ความเห็นชอบได้อีกครั้งภายในเดือน มิ.ย. นี้  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ กฟผ. ได้เคยนำเสนอแผนไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค. 2559 แต่กระทรวงพลังงานสั่งให้นำกลับมาทบทวนใหม่

    โดยในแผนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่เดิมเคยประมาณเอาไว้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท นั้น นายสหรัฐ กล่าวว่า ได้มีการปรับลดวงเงินลงทุนลงเหลือประมาณ 150,000 ล้านบาท เนื่องจากได้มีการลดสัดส่วนการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลลง และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้มากขึ้น โดยเน้นโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ( Floating Solar ) ซึ่งใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนเก็บน้ำของ กฟผ.เป็นหลัก และอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน

    ในส่วนของการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล นั้น กฟผ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวิสาหกิจชุมชน จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งจะเลือกพื้นที่ ที่สภาพดินเสื่อมโทรม ไม่เหมาะกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ  โดย กฟผ. ยืนยันว่าการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลจะไม่ไปแย่งวัตถุดิบกับเอกชน อย่างที่มีข้อกังวล

    ทั้งนี้ ในแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ปรับปรุงใหม่นั้น แบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 901เมกะวัตต์ จาก ชีวมวล596 เมกะวัตต์ จากพลังงานลม 231 เมกะวัตต์  จากพลังน้ำ 164 เมกะวัตต์ จากก๊าซชีวภาพ 56 เมกะวัตต์ จากขยะ 50 เมกะวัตต์ และจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

    สำหรับการลงทุนในช่วงเริ่มต้น ซึ่งกำหนดเป็นแผน 5 ปีนั้น (2560-2564) ถือว่ามีความชัดเจน  โดย กฟผ. จะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวนรวมประมาณ 180 เมกะวัตต์ โดยเน้นโครงการสำคัญ อาทิ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar ) โครงการนำร่องระบบโซลาร์เซลล์ ควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage ) รวม 50 เมกะวัตต์ การลงทุนพลังงานลม จำนวน 24 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการนำร่องระบบ Wind Hybrid  Fuel  Cell ที่ลำตะคอง การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล(Biomass) จำนวน 18 เมกะวัตต์ ที่ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    นายสหรัฐ กล่าวด้วยว่า การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ.นั้น จะต้องมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ต่ำกว่าที่เอกชนลงทุน และในภาพรวมยังมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับในหลายๆประเทศ

    ดร.ภิญโญ มีชำนะ  นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด  กล่าวว่า การพิจารณาเลือกเชื้อเพลิงชนิดใดหรือโรงไฟฟ้าแบบใดในการผลิตไฟฟ้าสำหรับประเทศ นั้น ต้องคำถึงทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยความท้าทายในการนำพลังงานแสงอาทิตย์และลมมาใช้นั้น หากเป็นการทดแทนเชื้อเพลิงหลักทั้งหมด จะต้องใช้พื้นที่จำนวนมหาศาล  นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนดังกล่าว ยังผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โดยผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดและลมเท่านั้น  อีกทั้งยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลมาช่วย Backup ให้ และต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า จึงจะเกิดขึ้นได้

    มีตัวอย่างของรัฐออสเตรเลียใต้ ที่หันมาส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนโดยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน จนเกิดกรณีไฟฟ้าดับวงกว้างในรัฐถึง 3 ครั้ง รวมทั้งมีราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมถึง 12%

    ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน  กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของไทย จะต้องมีการผสมผสานกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสำคัญ  โดยที่ผ่านมา การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมมากนัก เพราะยังมีสัดส่วนที่น้อย คือประมาณ 8% แต่ก็เป็นสัดส่วนที่ถือว่าไทยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพูดถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มสัดส่วนไปถึง 25% และ 40%   นั้น ผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมจะมีมากขึ้นและเป็นความท้าทายที่จะต้องมีระบบการบริหารจัดการให้ดี

    สำหรับในแง่ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนของไทยนั้น ที่ยังถือว่ามีศักยภาพที่ดีคือ พลังงานแสงอาทิตย์ และชีวมวล ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ามีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว โดยการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ นั้นมีจุดแข็งตรงที่มีการดำเนินการและบำรุงรักษาซึ่งไม่ยุ่งยาก ไม่มีค่าเชื้อเพลิง การผลิตสอดคล้องกับโหลดความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีมากในช่วงเวลากลางวัน  ส่วนจุดอ่อนคือ ยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยสูง แม้ว่าจะมีแนวโน้มราคาที่ลดลง และกรณีที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบสายส่งนั้น จะต้องมีระบบกักเก็บ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และอายุการใช้งานต่ำ