บทความทั้งหมด

Date : 01 / 08 / 2017

  • Date : 01 / 08 / 2017
    ส่องภารกิจ สนย.กระทรวงพลังงาน ลง11พื้นที่ขับเคลื่อน"ประชารัฐ"ในมิติพลังงาน
    กางปฎิทิน ส่อง ภารกิจ สนย.กระทรวงพลังงาน ลง11 พื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการด้านพลังงานกับชุมชน  สร้างความเข้าใจที่มากขึ้น ตอบโจทย์นโยบายประชารัฐ ของรัฐบาล ในมิติพลังงาน 
     
    ภาพของกระทรวงพลังงานที่เข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น สอดคล้องกับกรอบนโยบายประชารัฐ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่เด่นชัดมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.)ของกระทรวงพลังงาน ส่งทีมตัวแทน ซึ่งนำโดย นายไพรัช  เพชรล้ำ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวางแผนสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร กระทรวงพลังงานลงพื้นที่ ไปติดตามดูความคืบหน้าของโครงการด้านพลังงานที่ให้การสนับสนุนกับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง เดือน ก.พ.-ก.ค.2560 ที่ผ่านมา
     
    เมื่อถอดรหัส ดูกลไกหลักๆของกระทรวงพลังงานที่ทำงานร่วมกับชุมชน ผ่านโครงการต่างๆนั้น ก็จะเห็นว่ามีส่วนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นเหมือนฝ่ายเสบียง  มีสำนักงานพลังงานจังหวัดนั้นๆ เป็นพี่เลี้ยงคอย ช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวก  มีวิสาหกิจชุมชน เป็นหน่วยลงแรงขับเคลื่อน  และมีอาสาสมัครพลังงาน(อสพน.) เป็นจิตอาสาคอยช่วยเสริมแรงในสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่อง  และก็มี สนย.ซึ่งเป็นตัวแทนจากส่วนกลาง นี่แหละที่ช่วยลงพื้นที่ไปติดตามงาน ตลอดจนการสื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานและชุมชน รวมไปถึงการนำผลงานออกมาเผยแพร่ให้สาธารณะได้รับรู้  และทำให้นโยบายประชารัฐของรัฐบาล เป็นโครงการที่จับต้องได้  ช่วยให้ช่องว่างระหว่างกระทรวงพลังงานกับชุมชนขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น  จนชุมชนที่ได้รับการช่วยเหลือมองเห็นความสำคัญของพลังงานว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และช่วยเติมเต็มวิถีชีวิตของคนในชุมชนให้มีความสุขเพิ่มขึ้นได้ 
     
    และเมื่อย้อนกลับไปดูปฎิทินการลงพื้นที่10 ครั้งล่าสุด ก็จะเข้าใจมากขึ้นว่า บทบาทของกระทรวงพลังงาน เข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างไร 
     
    17ก.พ.2560  สนย.พื้นที่ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดราชบุรี เข้าไปช่วยส่งเสริมนวัตกรรมระบบอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มเกษตรกรแปรรูปกล้วยตากของ วิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนาตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี   เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร จนเกิดการพัฒนาเป็นกล้วยตากแบรนด์ “กุ่มทอง” ที่ได้รับการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้มาตรฐานรับรองจนต่อยอดส่งผลิตภัณฑ์สู่ครัวการบินไทย และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในตลาดทั่วประเทศอย่างแพร่หลาย 
    30 มี.ค.2560 สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช  ติดตามดูความก้าวหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำชุมชนคีรีวง ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 โดยมีมูลค่าโครงการรวม 3.8ล้านบาท กระทรวงพลังงานสนับสนุนงบลงทุนจำนวน 2.1ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 60และ ส่วนชุมชนร่วมลงทุนจำนวน 1.7ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 40 มีจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 83 ครัวเรือน ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำดังกล่าวเกิดผลประโยชน์ในด้านการประหยัดไฟฟ้าเทียบเท่าอยู่ที่1.5แสนหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นเงินประมาณ5.25แสนบาทต่อปี
     
    29 เม.ย. 2560  สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดระยอง  ติดตามการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนให้กับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ซึ่งก็คือ กลุ่มท่องเที่ยวประแสโฮมสเตย์ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง ที่มีการจัดทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรชาใบขลู่ ซึ่งเป็นสินค้ามีชื่อของท้องถิ่นไว้จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักที่โฮมสเตย์ เพื่อเป็นรายได้เสริมจากการการท่องเที่ยว ซึ่งแต่เดิมชุมชนต้องเสียทั้งเวลาและค่าพลังงานในกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของค่า แก๊ส LPG และค่าไฟฟ้าปีละ 16,200 บาท/ปี และเสียเวลาในการตากใบชา 1 วัน อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้กระบวนการผลิตรูปแบบเดิมไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก แต่ภายหลังจากที่ทางกระทรวงพลังงาน ได้เข้ามาให้การสนับสนุนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตให้กับชุมชน ได้แก่ ชุดครอบเตาแก๊สประหยัดพลังงาน และอุปกรณ์ในการสร้างโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง 5,400 บาท/ปี คิดเป็น 33 % หรือเสียค่าพลังงานเพียง 10,800 บาท/ปี นอกจากนี้ ยังสามารถประหยัดเวลาในขั้นตอนการตากใบชาจากการใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ลงมาเหลือเพียง 6 ชั่วโมง ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็มีคุณภาพมากขึ้น เป็นที่นิยมของตลาดนักท่องเที่ยว สามารถสร้างความมั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้เป็นอย่างดี
     
    3 พ.ค. 2560  สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัดอ่างทอง  ติดตามความก้าวหน้าโครงการสนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับชุมชนในพื้นที่ตำบลอบทม ที่ได้มีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพผลไม้ส่งออก โดยได้มีการสนับสนุนในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน ภายใต้งบประมาณ 600,300 บาท โดยกระทรวงพลังงานสนับสนุนงบประมาณ 420,210 บาท หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการ ส่วนชุมชนสมทบเงินลงทุน 180,090 บาทหรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าโครงการ เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าพลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชน
     
    17 พ.ค. 2560  สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับ ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ติดตามการสนับสนุนโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน  ในการแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกยางพารา  ภายใต้งบประมาณ 450,000 บาท โดยกระทรวงพลังงานสนับสนุนงบประมาณ 300,000 บาท หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการ ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดานสนับสนุนงบประมาณ 150,000 บาทหรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าโครงการ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบเดิมที่ราคาถูกและไม่คุ้มทุน ให้เปลี่ยนมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นยางแผ่นรมควันแสงอาทิตย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อยกระดับราคาจำหน่ายให้สูงขึ้น
     
    24 พ.ค. 2560 สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัด ยโสธร  ในโครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ ภายใต้โครงการ Community ESCO Fund ด้วยการเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตเป็นแหล่งพลังงานในโรงงานแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์และชาสมุนไพร สหกรณ์กรีนเนท ตำบลแคนน้อย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร โดยดำเนินการในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน ด้วยงบประมาณ 880,807 บาท โดยกระทรวงพลังงานสนับสนุนงบประมาณ 264,242 บาท หรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าโครงการ ส่วนสหกรณ์กรีนเนทลงทุนเอง จำนวน 616,565 บาทหรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการ เพื่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลผลิตให้มีศักยภาพมากขึ้น ทั้งด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
     
    19มิ.ย.2560  สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัดชัยนาท  ติดตามความก้าวหน้าโครงการสนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 25 กิโลวัตต์ ในพื้นที่ต.หนองแซง อ.หันคา จ.ชัยนาท เป็นหนึ่งในโครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงานของกระทรวงพลังงาน ภายใต้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 1.9 ล้านบาท โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าแรงงานในการก่อสร้าง ติดตั้ง และสมทบพื้นที่ในการติดตั้งระบบ รวมถึงการบริหารจัดการ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดต้นทุนค่าพลังงานด้านการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จำนวนกว่า 20 ครัวเรือน บนพื้นที่กว่า 120 ไร่ ปัจจุบันสามารถช่วยลด การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางการเกษตรได้ 6,000 ลิตรต่อปี คิดเป็นเงิน จำนวน 1.5 แสนบาทต่อปี และลดภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 13.14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ ยังเป็นต้นแบบการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการเกษตรที่สามารถกระตุ้นให้ชุมชนในจังหวัดชัยนาทและจังหวัดอื่นๆ ตื่นตัวในการใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น
     
    23มิ.ย.2560 สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสุโขทัย   เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการนำร่องในการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์ม เพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้มด้วยเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ของ อัจฉราฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มสุกรของนางอัจฉรา สุขแท้ ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ที่ 9 ชุมชนบ้านเสาหิน ตำบล ป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยมีเป้าหมายหลักคือ ช่วยลดรายจ่ายค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) และสนับสนุนให้ชุมชนตระหนักถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในชุมชนแทนการการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งภายนอก อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นรบกวนที่เกิดจากมูลสัตว์ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ในชุมชน
     
    26 มิ.ย. 2560  สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามความก้าวหน้าโครงการบ่อหมักก๊าซชีวภาพ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักษ์พลังงาน ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของอาสาสมัครในชุมชนที่ได้เล็งเห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนด้านขยะในชุมชน เนื่องจากที่ตั้งของตำบลป่าเซ่า เป็นชุมชนที่อยู่ติดกับสถานศึกษา สนามกีฬา และหน่วยงานราชการหลายแห่ง และอีกส่วนหนึ่งที่อยู่รอบเมืองโดยส่วนมากจะทำปศุสัตว์และทำการเกษตร เช่น เลี้ยงสุกร เลี้ยงโค-กระบือ เลี้ยงเป็ด-ไก่ ทำไร่ ทำนา ทำสวน ฯลฯ จึงเกิดความสนใจที่จะร่วมกันหาวิธีแก้ปัญหาขยะในชุมชน 
     
    3 ก.ค. 2560 สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัด สมุทรสงคราม ติดตามดูความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนในชุมชนของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแป้งร่ำ ตำบลบางนางลี่ อำเภออัมพวา และศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านสารภี ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นโครงการที่สำนักงานพลังงานจังหวัดสมุทรสงคราม กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการต่อยอดตามนโยบายกระทรวงพลังงานที่ต้องการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในชุมชน เพื่อยกระดับให้ชุนชนเป็นชุมชนบริหารจัดการตนเองด้านพลังงานอย่างครบวงจร  กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงได้สนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแป้งร่ำ จำนวน 2 โรง ขนาด 8.00 เมตรx12.40 เมตร โดยภายหลังจากการสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถลดระยะเวลาในขั้นตอนผลิตจาก 4 วัน เหลือเพียง 2 วัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่น ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าแรงงาน รวมประมาณ 500,000 บาทต่อปี ที่สำคัญทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ และเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแป้งร่ำอีกด้วย
     
    13ก.ค.2560  สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับทางสำนักงานพลังงานจังหวัด พิษณุโลก ติดตามดูความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนในชุมชน งบประมาณโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี 2558 จำนวน 1,250,000 บาท ในการสนับสนุนเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ขนาด 8 ลูกบาศก์เมตร ให้กับ 20 ชุมชน ในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง นครไทย วังทอง บางกระทุ่ม ชาติตระการ พรหมพิราม บางระกำ เนินมะปราง และวัดโบสถ์โดยได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของทรัพยากรในพื้นที่ เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดครัวเรือนไปจนถึงฟาร์มขนาดเล็ก ทำให้สามารถนำมูลสัตว์และของเสีย มาเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้มด้วยเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนหันมาใช้พลังงานทดแทน แทนการใช้ก๊าซ LPG สำหรับการหุงต้มในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานในครัวเรือนลงได้ 80 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์และแมลงต่างๆ ให้กับชุมชนได้อีกด้วย
     
    21ก.ค. 2560 สนย.ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดภูเก็ต ติดตามโครงการประชารัฐ  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบางหวานพัฒนา หมู่ 5 ตำบลกมลา อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเดิมใช้วิธีแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีธรรมชาติ พึ่งพาแสงอาทิตย์ในกระบวนการอบแห้ง ทำให้สูญเสียเวลาไม่น้อยกว่า 3 วันต่อรอบการผลิตโดยได้นำมากตากและวางบนพื้นแบบชาวบ้าน รวมถึงประสบปัญหาเรื่องความสะอาดและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ แต่ภายหลังจากเปลี่ยนมาใช้ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้สามารถประหยัดเวลาลงได้ 1-1.5 วัน ต่อรอบการผลิต ทำให้สามารถเพิ่มรอบการผลิตได้มากขึ้น และยังทำให้ผลิตภัณฑ์จากส้มควายที่ผลิต มีความสะอาดได้มาตรฐาน ความปลอดภัย
     
    ต้องตามติดภารกิจของสนย. ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.  ซึ่งจะสิ้นปีงบประมาณ2560ดูว่าจะลงพื้นที่ชุมชนที่ไหนอีก และในปีงบประมาณ2561 จะยังมีโครงการที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงพลังงานและชุมชน ในลักษณะนี้อยู่อีกไหม 
     

Date : 27 / 07 / 2017

  • Date : 27 / 07 / 2017
    วงเสวนา กฟผ. ถกพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานหนุนพลังงานหมุนเวียน

    วงเสวนา กฟผ. ชี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยมีทิศทางไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นตามกระแสโลกและนโยบายของรัฐบาล ระบบกักเก็บพลังงานจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้น และเป็นความท้าทายที่ทั้งผู้กำหนดนโยบายพลังงาน องค์กรกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจะต้องปรับตัว โดย กฟผ. เดินหน้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการในพื้นที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ที่มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อ. บำเหน็จณรงค์ จ. ชัยภูมิ และ อ. ชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562 และจะก่อสร้างระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบพลังน้ำสูบกลับเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์

     

    ในงานเสวนาวิชาการ “ระบบกักเก็บพลังงาน ก้าวแห่งความท้าทายอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย” ที่จัดชมรมวิศวกร กฟผ. เมื่อเร็วๆ นี้ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  กล่าวเปิดงานในฐานะประธานชมรมฯ ว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE)  โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เองมากขึ้น และยังมีการขายเข้าระบบด้วย ซึ่งสิ่งที่ตามมากับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน คือ การมีระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยกำลังเผชิญหน้า และภาครัฐในฐานะกำกับดูแลนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    นายสหรัฐกล่าวว่า ในด้านนโยบายพลังงาน ขณะนี้กำลังมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 (PDP 2015) โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนนับจากนี้ จะมีแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าในอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางด้านพลังงานของประเทศไทย จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติอยู่ในระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นสะพานเชื่อมการก้าวไปสู่โลกแห่งพลังงานหมุนเวียนในอนาคต เช่นเดียวกับที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน แต่ยังคงต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นสะพานเชื่อมในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ในปี 2565 เป็นต้นไป

     

    ดร.ศรัณย์พงศ์ พันธ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวว่า ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า disruptive technology หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รุ่นที่สอง ต่อจากโซลาร์เซลล์ มีแนวโน้มจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งแม้ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันยังมีราคาสูง แต่มีแนวโน้มลดลง และเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ที่ลดลงเช่นกัน และเมื่อถึงระดับที่แข่งขันได้ ก็คาดว่าจะทำให้มีการใช้ระบบกักเก็บพลังงานเพื่อส่งเสริมไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่ง กฟผ. ได้ตระหนักถึงแนวโน้มและบทบาทของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่กำลังเป็นกระแสของโลกในขณะนี้ และมีการเตรียมพร้อมแล้ว

     

    ดร.ชนะพันธ์ คงนาม ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวว่า เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมีการพัฒนาและมาเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ก่อให้เกิดความตื่นตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยจากการสำรวจในระดับสากล พบว่าผู้บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าราว 70% ให้ความสนใจลงทุนธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน เพราะมองว่าจะเป็นธุรกิจสำคัญในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่า ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานจะลดลงอีก 60% ในปี 2563 จากปัจจุบันที่ราคาอยู่ในอัตราราวๆ 300 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานมีหลายประเภท ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและประโยชน์ตามความต้องการ เช่น ใช้รักษาระดับโหลดไฟฟ้า ใช้เป็นกำลังสำรองระบบผลิตไฟฟ้ายามจำเป็น ใช้ตอบสนองความคุมระดับแรงดันไฟฟ้า หรือเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก เป็นต้น 

    ทั้งนี้ กฟผ. มีหน่วยงานภายในที่งานเกี่ยวข้องกับการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงมีหน่วยงานดูแลด้านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีการวิจัยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานหลายประเภท ทั้งไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง พลังงานคลื่น และแบตเตอรี่ และมีการจัดลำดับความสำคัญในการศึกษาเทคโนโลยีที่เป็นปัจจุบันที่สุดและมาเร็วที่สุด ซึ่งโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่กระจุกตัวของพลังงานหมุนเวียน ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ อ. ชัยบาดาล นั้น ก็ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและระมัดระวังจากคณะทำงานสมาร์ทกริด และคณะทำงานย่อยด้าน Energy Storage ที่สรุปว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเทียม  อิออน เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว

     

    นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า – ระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. มีโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการ คือ ที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และที่บริเวณที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว  อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยโครงการที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน จะติดตั้งแบตเตอรี่ ขนาด 4 เมกะวัตต์พาวเวอร์ เพื่อสำรองกรณีไฟฟ้าดับชั่วคราวในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีอุปสรรคในการวางสายส่งแรงสูงของ กฟผ. ไปยังแม่ฮ่องสอน แต่รับไฟฟ้าผ่านสายส่งของระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จาก อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้เกิดปัญหาไฟตก ไฟดับ กฟผ. จึงมีแผนทำโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เมกะวัตต์ เป็น 3.5 เมกะวัตต์ เพื่อใช้ในพื้นที่ และติดตั้งแบตเตอรรี่เป็นระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน มีนาคม 2562 

    สำหรับโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่ที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อีก 2 โครงการ ซึ่งพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยคาดว่าในปี 2563 จะมีพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบ 218 เมกะวัตต์ และ 301 เมกกะวัตต์ ตามลำดับ ในขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระบบสายส่งขนาดเพียง 115 KV  ดังนั้น หากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาตามที่คาด ก็จะเกิดการผันผวนจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าได้ จึงจะมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 16 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ ขนาด 21 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ.ชัยบาดาล เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบ

    นายธวัชชัย กล่าวว่า ภาครัฐมีนโยบายต้องการให้มีการกระจายเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไปในการผลิตไฟฟ้า โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐมีความชัดเจนที่จะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และมีแผนจะปรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 20% เป็น 40% เพื่อให้สอดคล้องกับสัตยาบันที่ให้ไว้กับนานาชาติว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามามาก เทคโนโลยีที่จะช่วยให้ระบบมีความเสถียรก็คือ Energy Storage ภาครัฐจึงมีโครงการสนับสนุนการวิจัยระบบกักเก็บพลังงานที่จะนำมาใช้ในไทย โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุน จำนวน 765 ล้านบาท เป็นงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยระยะแรกได้มอบไปแล้ว 32 โครงการกว่า 300 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตามแผนแม่บทสมาร์ทกริด ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมาตั้งแต่ต้นปี 2558 นั้น   กฟผ. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องมีการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดย กฟผ. สามารถสนับสนุนนโยบายภาครัฐโดยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานที่สายส่งไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องติดกระจายทุกจุด แต่อาจจะเลือกติดบางจุดที่สามารถกระจายช่วยได้หลายพื้นที่ นอกจากนั้น กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรโดยให้มีการฝึกอบรมหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน หรือเรียนเพิ่มเติมในระดับสูง โดยมีการมอบทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

    “กฟผ. มีหน้าที่ต้องดูแลการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง โดยนอกจากพิจารณาสนับสนุนให้มีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความเสถียรให้ระบบแล้ว ยังอาจต้องพิจารณาปรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลักให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในอนาคตที่จะมีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามามากขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว

    นอกจากระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แล้ว ดร. ชนะพันธ์ ชี้แจงว่า กฟผ. มีระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบพลังน้ำสูบกลับ และมีแผนจะก่อสร้างเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ลำตะคอง สูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 250 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 และพลังน้ำจุฬาภรณ์แบบสูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสร็จในปี 2569 และ ศรีนครินทร์สูบกลับ 3 หน่วย หน่วยละ 267 เมกะวัตต์ เสร็จในปี 2571 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคต การกักเก็บพลังงานโดยระบบพลังน้ำสูบกลับจะดำเนินการได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การดำเนินการ เพราะต้องมีอ่างเก็บน้ำรองรับ ในขณะที่วิธีการเก็บน้ำใต้ดินต้องมีการลงทุนที่สูงมาก แบตเตอรี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำได้เร็ว และราคามีแนวโน้มถูกลงในอนาคต

     

    ด้านนายจอห์น พาลุมโบ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก้ กล่าวถึงมุมมองและถึงประสบการณ์การลงทุนในระบบ Energy Storage ของเอ็กโก้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยชี้ว่าสำหรับโครงการของเอ็กโก้ที่ฟิลิปปินส์ เลือกใช้เทคโนโลยี Battery Energy Storage (BES) เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ มีอัตราการสนองตอบ (response rate) ที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้สามารถรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาสู่ระบบสายส่ง (grid) ได้ โดยไม่เกิดปัญหาความไม่เสถียร อีกทั้งมีความยืดหยุ่น สามารถติดตั้งที่ใดก็ได้ตามความเหมาะสม และสำหรับประเทศไทย มองว่ามีศักยภาพที่จะนำระบบกักเก็บพลังงานที่เป็น     เทรนด์ในอนาคตมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้า

     

Date : 14 / 07 / 2017

  • Date : 14 / 07 / 2017
    เรื่องเล่าLPG เปิดเสรีLPGทั้งระบบผู้บริโภคได้ประโยชน์

    เรื่องเล่า LPG   เปิดเสรีLPG ทั้งระบบผู้บริโภคได้ประโยชน์

    บรรดาครัวเรือนที่ชอบทำอาหารเอง  ร้านขายอาหาร  บรรดาผู้ขับขี่รถยนต์ที่ไม่ชอบน้ำมันเพราะคิดว่าราคาแพง  แล้วเปลี่ยนเครื่องยนต์หันมาใช้แก๊ส  หรือโรงงานอุตสาหกรรม บางประเภท  รวมไปถึงโรงงานปิโตรเคมี  คงจะคุ้นเคยกับก๊าซLPG เป็นอย่างดี เพราะต้องซื้อหา  ต้องเติมใช้กันอยู่เป็นประจำ  และแน่นอนว่า ผู้ใช้ทุกกลุ่มที่ใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่เป็นประจำ ย่อมไม่อยากจะให้เกิดภาวะขาดแคลน  หรือมีปรับขึ้นราคาแบบไม่มีเหตุผล   ซึ่งในการดำเนินนโยบายการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG ของกระทรวงพลังงาน ในช่วงที่ผ่านมา  ก็ได้คำนึงถึงประเด็นที่กล่าวถึงเหล่านี้เป็นอย่างดี

    LPG ย่อมาจาก Liquefied Petroleum Gas มีคำเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่นก๊าซปิโตรเลียมเหลว   ก๊าซแอลพีจี   ก๊าซหุงต้ม หรือแก๊สรถยนต์  ซึ่งก็คือ ก๊าซอย่างเดียวกัน  ที่มีน้ำหนักกว่าอากาศ ประมาณ 1.5-2 เท่าของอากาศ  และถูกอัดให้อยู่ในสภาพของเหลวภายใต้ความดันเพื่อสะดวกต่อการเก็บและการขนส่ง เมื่อลดความดันลงก๊าซเหลวนี้ ก็จะกลายเป็นไอ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามแต่วัตถุประสงค์   โดยกลุ่มครัวเรือน ร้านอาหาร รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม จะใช้ประโยชน์ในรูปของการเป็นเชื้อเพลิง  ในขณะที่กลุ่มโรงงานปิโตรเคมี จะใช้ประโยชน์ในรูปของวัตถุดิบ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

    ในอดีต ก๊าซLPG หรือก๊าซหุงต้ม  นั้นผลิตมาจากก๊าซในอ่าวไทย ที่ผ่านโรงแยกก๊าซธรรมชาติ  และโรงกลั่นน้ำมัน โดยผลิตได้ในปริมาณที่มากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ จนส่วนหนึ่งต้องมีการส่งออก และรัฐพยายายามที่จะส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท เช่นโรงงานแก้ว และเซรามิกส์ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต   ซึ่งรัฐมีนโยบายในการควบคุมราคาก๊าซเอาไว้ ไม่ให้เกิน333 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็นราคาขายปลีกประมาณ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม

    อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องของก๊าซLPG กลายเป็นปัญหาดินพอกหางหมู  ที่ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระ หนักขึ้นเรื่อยๆ  ก็เพราะ นโยบายรัฐที่อดีตที่ยังคงการควบคุมราคาขายเอาไว้  จนถึงจุดที่ ก๊าซLPG มีราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุนผลิต   ต่ำกว่าราคาLPG ตลาดโลก  และต่ำกว่าราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก  ทำให้ผู้ใช้รถแห่กันมาติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซLPG  เกิดการลักลอบขนส่งLPG แบบกองทัพมด ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกินส่วนต่างของราคา   และเมื่อรัฐมีนโยบายขยับราคาก๊าซLPG ในกลุ่มรถยนต์  โดยที่ยังคุมราคาก๊าซLPG หรือก๊าซหุงต้มเอาไว้   กลายเป็นก๊าซLPG สองราคา ก็เกิดปัญหาการลักลอบขายก๊าซข้ามประเภทของบรรดาผู้ค้า โรงงานบรรจุก๊าซอีก

    ปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  โดยมีอัตราการขยายตัวเป็นตัวเลขสอง หลัก ติดต่อกันหลายปี  ทำให้ประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศผู้ส่งออกก๊าซLPG  ต้องกลายเป็นประเทศผู้นำเข้า   และยิ่งต้องนำเข้ามากเท่าไหร่  กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน ก็ต้องมารับภาระในการตรึงราคาเอาไว้มากเท่านั้น 

    ปตท.ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซLPG ตามนโยบายรัฐ  เพื่อให้มีก๊าซLPG เพียงพอต่อความต้องการใช้  และต้องนำเข้าก๊าซLPG ตามราคาต้นทุนตลาด ที่แพงกว่า ราคาขายในประเทศ  ซึ่งบางปี ราคาก๊าซLPG ตลาดโลก เกือบพันเหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ก็ต้องขายในราคาควบคุมที่333 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้กองทุนน้ำมันมาช่วยรับภาระส่วนต่างของราคา อีก    กลายเป็นว่าคนใช้น้ำมันต้องมาอุ้มคนใช้ก๊าซLPG

    ในอดีตหลายรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ไม่กล้าที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซLPG  หรือดำเนินนโยบายลอยตัวราคา  เพราะมีกระแสคัดค้านที่รุนแรง จากประชาชน จึงกลัวเสียคะแนนนิยม ทำให้ปัญหาก๊าซLPG ยิ่งกลายเป็นดินที่พอกหางหมูที่สะสมตัวมากขึ้น   แต่ก็นับว่าโชคยังดี ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเดือนพ.ค. 2557  และเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันและราคาก๊าซLPG ขาลง  รัฐมนตรี ที่กำกับดูแลนโยบายด้านพลังงาน ทั้งพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง  รองนายกรัฐมนตรี , ดร.ณรงค์ชัย  อัครเศรณี  รัฐมนตรีพลังงานในช่วงแรกของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  และพล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีพลังงานคนปัจจุบัน  ต่างเดินหน้านโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างเป็นระบบ  และเป็นลำดับขั้นตอน  ซึ่งเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG  ก็เป็นหนึ่งเรื่องสำคัญในแผนการปรับโครงสร้างราคาด้วย

    ทั้งนี้ในลำดับ ขั้นตอนของการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG  นั้น เริ่มจากการทำราคาก๊าซLPGทั้งภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม  ให้เป็นราคาเดียว โดยอาศัยจังหวะ ที่ราคาLPG ในตลาดโลก ปรับลดราคาลง  เพื่อปรับลดภาระการชดเชย  รวมทั้งการค่อยๆปรับราคาก๊าซLPG ภาคครัวเรือน ขึ้นไปชนกับ ราคาภาคขนส่ง   โดยที่รัฐบาลยังคงมีนโยบายดูแลกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและร้านอาหารประเภทหาบเร่ แผงลอย ให้ได้ใช้ก๊าซLPG  ราคาเดิม  ซึ่งนับเป็นแนวนโยบายที่ช่วยลดกระแสการคัดค้านการปรับราคา ได้มากพอสมควร

    เมื่อก๊าซ LPG เป็นราคาเดียวกันทุกกลุ่มแล้ว   รัฐก็เดินหน้าในขั้นต่อไปคือ การแยกบัญชีกองทุนน้ำมัน  เพื่อตั้งเป็นบัญชี กองทุนLPG  ให้เห็นภาระการอุดหนุนที่ชัดเจน  รวมทั้ง พยายามที่จะปรับราคาของการจัดหาก๊าซLPG ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละกลุ่ม ทั้งก๊าซLPG  ที่มาจาก โรงแยกก๊าซธรรมชาติ  LPG ที่ผลิตได้จากโรงกลั่นน้ำมัน และLPG นำเข้า โดยการขยับราคาต้นทุนของการจัดหาLPG นั้น รัฐยังเลือกช่วงที่ราคาLPG ในตลาดโลก ปรับตัวลดลง เพื่อให้มีผลกระทบต่อราคาขายปลีก น้อยที่สุด

    ในจังหวะที่ก๊าซLPGในตลาดโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ รัฐมีความมั่นใจต่อนโยบายการเปิดเสรีก๊าซLPG แบบเต็มรูปแบบทั้งระบบ โดยเริ่มส่งสัญญาณถึงประชาชน ให้ทราบถึงขั้นตอนการเปิดเสรี และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาว    เช่นเดียวกับน้ำมัน  ทั้งการเปิดให้ผู้ค้าสามารถนำเข้าLPG มาแข่งขันราคากับผู้ผลิตLPG ในประเทศได้  รวมทั้งการปรับขึ่นลงราคาก๊าซLPG ให้สะท้อนต้นทุนจริง โดยยังใช้ กองทุนLPG  เป็นกลไกลดความผันผวนของราคา ให้ราคามีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง

    เรื่องนี้นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ออกมาย้ำให้ประชาชนมีความมั่นใจด้วยว่า การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป นั้นโดยจะไม่ส่งผลกระทบทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น  เพราะสถานการณ์ LPG ในตลาดโลกที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ  

    โดยกระทรวงพลังงานจะยังเดินหน้านโยบายยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ยกเลิกการกำหนดราคา  ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG  รวมถึงยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้าหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต ยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ จะทำให้ตลาดก๊าซ LPG มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ 

    นโยบายการเปิดเสรีก๊าซLPG ทั้งระบบ จะทำให้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากผลของราคาขายปลีกที่ถูกลงและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย จากการที่มีผู้ค้าก๊าซLPG เข้าสู่ธุรกิจมากขึ้น  ทั้งการนำเข้าก๊าซ LPG  จากเดิมที่มีเฉพาะ ปตท.เพียงรายเดียว และการแข่งขันด้านราคา และการบริการ โดยที่  สนพ. จะมีกลไกการติดตามสถานการณ์ราคานำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน

    โดยประโยชน์ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง ก็คือ แรงจูงใจให้มีผู้ค้าเข้ามาในธุรกิจมากรายขึ้น ทั้งการนำเข้าก๊าซ LPG  จากเดิมที่มีเฉพาะ ปตท.เพียงรายเดียว  ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและการบริการ  ซึ่ง จะทำผู้บริโภคได้รับประโยชน์ โดยที่ไม่ต้องมีคนกลุ่มไหน ต้องมารับภาระแทนใคร  ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและร้านค้าหาบเร่ แผงลอย ที่ขึ้นทะเบียนไว้และได้เคยรับการช่วยเหลือ  ก็จะยังได้รับการดูแลจากภาครัฐเช่นเดิม โดยการจัดสรรงบประมาณมาดูแลส่วนนี้โดยเฉพาะ

    อาจจะกล่าวได้ว่า การล้างดินพอกหางหมู  ด้วยการปรับโครงสร้างราคาก๊าซLPG   และนำไปสู่การเปิดเสรีก๊าซLPG ทั้งระบบ ในวันที่1 ส.ค.2560  ซึ่งใช้เวลาประมาณ3ปีเศษ  โดยที่ผู้ใช้LPG ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขาย นั้น เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงด้านพลังงาน  ของทั้ง คสช.และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

Date : 10 / 07 / 2017

  • Date : 10 / 07 / 2017
    เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดพลังงานคนใหม่ แทน"อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม"

    เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่  “แทน “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ โดยทั้ง “ธรรมยศ” “ประพนธ์” “ทวารัฐ” และ”วิฑูรย์”ต่างอยู่ในข่ายที่จะได้รับการเสนอชื่อ หลังนายกรัฐมนตรี กำชับให้การแต่งตั้งต้องจบ ภายในก.ค. นี้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC)  รายงานถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงาน คนใหม่ แทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายน 2560 นี้ ว่า บุคคลที่มีมีโอกาสจะได้รับการเสนอชื่อนั้น ประกอบด้วย นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ,นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ,นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

    อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงคุณสมบัติของแต่ละบุคคลจะเห็นว่า ทั้งนายธรรมยศ  นายประพนธ์ และนายทวารัฐ ต่างเป็นแคนดิเดท ที่เคยมีประสบการณ์ทำงาน ในการบริหารหน่วยงานระดับกรม ในตำแหน่งอธิบดี  รวมทั้งงานในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมาก่อน  ในขณะที่นายวิฑูรย์ ถึงแม้จะยังไม่เคยผ่านงานในตำแหน่งรองปลัด แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโส สูงสุดในบรรดา แคนดิเดท ทั้งหมด    ซึ่งทั้งนายธรรมยศและนายวิฑูรย์ ต่างมีอายุราชการเหลืออีก1ปี โดยจะเกษียณอายุในเดือนกันยายนปี2561

    สำหรับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานที่จะเกษียณอายุราชการไปพร้อมกับนายอารีพงศ์ ในเดือนกันยายน นี้ ประกอบด้วย  นายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีต้องการที่จะให้การแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างๆ ซึ่งจะเกษียณอายุ  ในเดือนกันยายน ดำเนินการแล้วเสร็จ ภายในเดือนกรกฎาคม นี้  โดยแต่ละกระทรวงจะต้องส่งรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง ถึงมือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ภายในวันที่11 กรกฎาคม เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง ต่อไป