บทความทั้งหมด

Date : 02 / 07 / 2018

  • Date : 02 / 07 / 2018
    5องค์กรพลังงานประสานแรง สนับสนุนภารกิจช่วย13ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี

    5องค์กรพลังงาน ประสานแรงส่งทีมและอุปกรณ์ สนับสนุนภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี เพื่อให้ออกมาจากถ้ำหลวง อ.แม่สาย จ.เชียงราย อย่างปลอดภัย

    แม้จะผ่านมาแล้ว 9 วันกับปฏิบัติการค้นหา ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย ทั้ง 13 คน ซึ่งยังติดอยู่ในถ้ำขุนน้ำนางนอน (ถ้ำหลวง) อ.แม่สาย จ.เชียงราย แต่องค์กรด้านพลังงาน ก็ยังคงประสานแรง ส่งทีมและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อภารกิจ เพื่อสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ จนกว่าจะบรรลุผล ในการช่วยชีวิตทั้ง13คน ให้ออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย  โดยองค์กรด้านพลังงานที่เข้ามาให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้แก่

    1.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

    กฟผ.ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสูบน้ำและไฟฟ้า จากแม่เมาะ จ.ลำปาง เข้าช่วยส่งเสริมระบบไฟฟ้าในถ้ำ ,รวมทั้งทีมผู้ปฏิบัติงานพร้อมอุปกรณ์ Borescope หรือกล้องส่องภายในพื้นที่แคบ,ทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญด้านการเจาะระเบิด

    รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์สำคัญสำหรับระบบไฟฟ้า ได้แก่ เครื่องปั่นไฟขนาด 5 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องสกัดคอนกรีต (สกัดไฟฟ้า) ขนาด 1,510 วัตต์ จำนวน 2 เครื่อง และขนาด 900 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง ,สายไฟชนิดกันน้ำ VCT 3 x 2.5 ตารางมิลลิเมตร พร้อมปลั๊กพ่วง ความยาว 500 เมตร และเชือกมะนิลา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร ความยาว 200 เมตร,ส่งสาย Power main กันน้ำขนาด 4 x 50 ตารางมิลลิเมตร ความยาว 1,250 เมตร พร้อมอุปกรณ์ต่อสายไฟฟ้าครบชุด เพื่อไปใช้เป็นสายไฟหลักเสริมการจ่ายไฟที่จะใช้กับเครื่องสูบน้ำ

    ล่าสุดนักประดาน้ำจาก กฟผ. เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ รวม 6 คน พร้อมด้วยถังอากาศ จำนวน 20 ถัง เรกกูเรเตอร์ 10 ชุด อุปกรณ์ควบคุมความดันและเครื่องอัดอากาศ เดินทางถึงถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย แล้ว รวมทั้งยังมีทีมผู้ปฏิบัติงานจากฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า พร้อมอุปกรณ์ Borescope จำนวน 2 เครื่อง ร่วมสมทบเพิ่มเติม เพื่อร่วมปฏิบัติการค้นหา นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนหลอด Smart LED จำนวน 857 หลอด ให้กับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ จ.เชียงราย เพื่อให้แสงสว่างภายในถ้ำ

    2.บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)  ได้ให้การสนับสนุนน้ำมันดีเซลสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานเครื่องสูบน้ำพญานาค ซึ่งได้สนับสนุนไปแล้วกว่า 8,000 ลิตร และยืนยันจะให้การสนับสนุนต่อไปจนกว่าภารกิจจะลุล่วง พร้อมกันนี้ได้มอบถังก๊าซหุงต้ม( LPG )ขนาด 15 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์ 5 ถังต่อวัน ให้กับโรงอาหารพระราชทาน รวมทั้งส่งทีมวิศวกรจาก PTT และ PTTNGD รวม 7 คน นำท่อ HDPE 4 นิ้ว ความยาว 1,500 เมตร พร้อมท่อเล็กที่สามารถเข้าที่คดเคี้ยวได้ ใช้เชื่อม ประยุกต์ต่อเข้ากับเครื่องสูบน้ำออกจากถ้ำและยังคงติดตามสถานการณ์พร้อมให้ความร่วมมือจนกว่าจะช่วยเหลือได้สำเร็จลุล่วง

    3.บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ให้การสนับสนุน ชุดช่วยเหลือและค้นหาฯ (NAVY SEAL) ได้แก่  1. ท่อน้ำแบบดัดงอได้ ความยาว 2,000 เมตร 2. ถังอากาศเดี่ยวสำหรับดำน้ำ ประมาณ 200 ถัง 3. สายปรับกำลังดัน (Regulator) ประมาณ 20 เส้น 4. ไฟฉาย touch tornado led 1000 lumen 50 ตัว 5. แพคหลัง ประมาณ 64 ตัว 6. ชูชีพดำน้ำ (BCD) จำนวน 50 ตัว อุปกรณ์ทั้งหมดไปถึงถ้ำหลวงฯ แล้ว

    4.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.นำอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ประเภท Multipurpose Plant Inspection Octocopter (MPIO) บินขึ้นสำรวจยอดเขาเพื่อทำแผนที่ทางอากาศ และใช้กล้องเทอร์มอลแสกนอุณหภูมิพื้นผิวภายนอก เพื่อหาอุณหภูมิที่แตกต่าง ซึ่งจะชี้นำว่าอาจจะเป็นช่องที่เชื่อมต่อกับโถงภายในถ้ำ นอกจากนี้ ทีมงานบางส่วน ได้เข้าสนับสนุนงานติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำ รวมถึงระบบท่อส่งและดูดน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากภายในถ้ำ สำหรับหุ่นยนต์อีก 3 ชนิดที่นำไปด้วย ซึ่งได้แก่ ยานยนต์ใต้น้ำควบคุมระยะไกลขนาดเล็ก (Mini Remotely Operated Underwater Vehicle : Mini-ROV) หุ่นยนต์ตรวจสอบภายในท่อ (In-pipe Inspection Robot : IPIR) และหุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติไร้สาย (Autonomous Underwater Vehicles : AUV) นั้น ยังคงพร้อมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยจะพิจารณาร่วมกับศูนย์ประสานกู้ภัยฯ เพื่อเลือกใช้ตามสถานการณ์ และสภาพพื้นที่หน้างานต่อไป

     5.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ได้ส่งทีมงานเข้าไปให้การสนับสนุนระบบไฟฟ้าภายในถ้ำ แบ่งเป็นระบบไฟฟ้าวงจรที่ 1 ความยาวของระบบไฟฟ้า จำนวน 100 เมตร จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำ ขนาด 3 แรงม้าจำนวน 1 เครื่องและ 1 แรงม้าจำนวน 2 เครื่อง ,วงจรที่ 2ความยาวของระบบไฟฟ้าจำนวน 200 เมตร จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเครื่องสูบน้ำขนาด 8 แรงม้าจำนวน 2 เครื่อง,วงจรที่ 3 ความยาวของระบบไฟฟ้าจำนวน 1,500 เมตร จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำขนาด 1 แรงม้าจำนวน 6 เครื่อง ความสามารถในการสูบน้ำอยู่ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที

    การสนับสนุน ภารกิจดังกล่าว เพื่อหวังบรรลุเป้าหมาย ให้ทีมหมูป่าอะคาเดมี ทั้ง13 คน ออกจากถ้ำเขาหลวง ได้อย่างปลอดภัยในที่สุด

Date : 29 / 06 / 2018

  • Date : 29 / 06 / 2018
    สนพ.เสริมความรู้เรื่องพลังงานสู่ชั้นเรียน

    สนพ.เสริมความรู้เรื่องพลังงานสู่ชั้นเรียน 

    เป็นที่รู้กันว่า เรื่องของพื้นฐานความเข้าใจด้านพลังงานนั้นมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับเยาวชน เป็นอย่างมาก เพราะหากไม่มีกระบวนการที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตั้งแต่ในห้องเรียน ก็เหมือนเยาวชนไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี  ไปฟังใครเขาเล่าเรื่องพลังงานแบบบิดเบือน หรือเล่าไม่หมด มีความจริงครึ่งเดียว ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปทั้งหมดได้  การวางแผนนโยบายด้านพลังงานในท่ามกลางการต่อต้าน คัดค้าน จะไม่เป็นผลดีต่อประโยชน์โดยรวมของประเทศ 

    โครงการหนึ่งที่น่าจะช่วยลดปัญหาความเข้าใจไม่ถูกต้องเรื่องของพลังงาน คือ “โครงการพัฒนาสื่อดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ด้านพลังงานเพื่อบูรณาการในการเรียนการสอนระดับประถมและมัธยมศึกษา” ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เล็งเห็นว่า เยาวชน น่าจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของพลังงาน ตั้งแต่ในห้องเรียน ทั้งในด้านการจัดการพลังงาน การผลิต การใช้ประโยชน์จากพลังงาน ตลอดจนการศึกษาด้านพลังงาน จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าว โดยนำสื่อการเรียนการสอนเดิมที่ สนพ.เคยจัดทำมาแล้ว มาจัดทำเป็นคลิปวิดิโอที่มีความเข้าใจง่าย เหมาะสมกับนักเรียนทุกช่วงชั้น เพื่อให้ครูใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีความเข้าใจด้านพลังงานที่ถูกต้องมากขึ้น  

    โดยเนื้อหาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 นั้น  จะเป็นเรื่องของแหล่งพลังงานใกล้ๆตัว ที่เด็กนักเรียนสามารถสังเกตได้ เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์  ชีวมวล  การเรียนรู้วิธีประหยัดพลังงานแบบง่ายๆ  หรือความปลอดภัยในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ขยับขึ้นมาเป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จะเป็นเรื่องของประเภทของน้ำมัน การช่วยลดพีคไฟฟ้าง่ายๆด้วยวิธี 4 ป.  การรู้จักแหล่งผลิตพลังงานประเภทต่างๆ และการประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1-3 จะเป็นเรื่องพลังงานจากชีวมวล  เรื่องไบโอดีเซล และประเภทของหลอดไฟแบบไหนประหยัดกว่ากัน โตขึ้นมาเป็นชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4-6  จะเน้นเรื่องพลังงานเรื่องใกล้ตัว และเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด 

    การเสริมความรู้เรื่องพลังงานในห้องเรียน โดยใช้สื่อดิจิทัล จะทำให้เด็กและเยาวชน ซึมซับความรู้ได้อีกทาง นอกเหนือจากการอ่านจากตำราหรือแบบเรียน  ซึ่งหากครูผู้สอนมีสื่อทางเลือกที่หลากหลาย อีกทั้งสามารถสร้างความสนุกและสร้างความรู้ควบคู่กันไปด้วย จะเป็นการสร้างภูมิความรู้ด้านพลังงาน ที่จะนำไปวิเคราะห์แยกแยะ และบอกกับคนอื่นๆ ได้ว่าเรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริง และเรื่องไหนเป็นเรื่องที่มีการบิดเบือนข้อมูล ทำให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม

Date : 28 / 06 / 2018

  • Date : 28 / 06 / 2018
    รอบรู้ปิโตรเลียม : รู้จักระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ ระบบ PSC

    คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม

    By Mr. Fact  

    ________________________________________________________________________________________________________________

     

    รู้จักระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ ระบบ PSC

    การเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และแปลง G2/61 (แหล่งบงกช) ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้นำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ ระบบ PSC มาใช้ แทนระบบสัมปทานที่ใช้มากว่า 40 ปี

    เหตุผลที่ต้องนำระบบ PSC มาใช้ เนื่องจากเมื่อสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 กฎหมายไม่อนุญาตให้ต่อสัมปทานรายเดิมได้อีก แต่ยังมีความจำเป็นต้องผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจากทรัพยากรที่ยังมีเหลืออยู่

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะรับโอนทรัพย์สินจากทั้ง 2 แหล่ง มาบริหารจัดการร่วมกับผู้รับสัญญารายใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด ขณะที่ในระบบสัมปทานไม่ได้กำหนดให้รัฐและผู้รับสัมปทานต้องบริหารความเสี่ยงร่วมกัน

    ดังนั้น ระบบ PSC จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่ง

    ในด้านการบริหารจัดการ ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตนั้น ภาครัฐจะมีส่วนร่วมในการอนุมัติแผนงาน งบลงทุน ตลอดจนการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกับผู้ได้รับสัญญา ซึ่งข้อดีคือภาครัฐสามารถเข้าไปกำกับดูแลเรื่องการลงทุนได้ชัดเจน

    สำหรับผลประโยชน์ตอบแทนที่ประเทศและประชาชนจะได้รับจากระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต นั้นจะครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงทางด้านพลังงาน รายได้รัฐ และชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน อาทิ การมีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพลังงานในประเทศใช้อย่างต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสม ราคาไฟฟ้าไม่แพงจนเกินไป และเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทยทั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยตรง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    ส่วนเรื่องรายได้นั้น ภาครัฐจะได้รับค่าภาคหลวง 10% ของผลผลิตรวมของปิโตรเลียม ส่วนแบ่งปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไร ไม่น้อยกว่า 50% และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 20% ของกำไรสุทธิ

    ติดตามชมคลิปวิดีโอได้จากลิงก์นี้  https://www.facebook.com/energynewscenter/videos/2103941079822388/

     

    #พลังงานมีวันหมดต้องรู้รักษ์รู้ใช้รู้คุณค่า #กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

     

Date : 27 / 06 / 2018

  • Date : 27 / 06 / 2018
    สนพ.นำชม “ขุนแปะ โมเดล “ ต้นแบบสมาร์ทไมโครกริดแห่งแรกของประเทศ

    สนพ.นำชม “ขุนแปะ โมเดล “ ต้นแบบสมาร์ทไมโครกริดแห่งแรกของประเทศ

     ปัจจุบันปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับ หรือความไม่เสถียรของการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลสายส่งไฟฟ้าโดยเฉพาะในเขตจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และจ.ลำพูนนั้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของระบบไฟฟ้า ที่ตกๆดับๆอยู่บ่อยครั้ง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกระจายความเจริญและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

     การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)ซึ่งมีนโยบายสำคัญที่จะทำให้ทุกชุมชนของประเทศมีไฟฟ้าใช้  จึงพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า ระบบไมโครกริด(Micro Grids) ขึ้น โดยออกแบบให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ ให้กลายเป็นระบบสมาร์ทไมโครกริด(Smart Micro grid)เพื่อมาทดลองใช้ที่บ้านขุนแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา(R&D) วงเงิน 23.02 ล้านบาท โดยมีการเปิดใช้งานระบบอย่างเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ..2560  ซึ่งช่วยตอบโจทย์มั่นคงด้านพลังงานให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 483 ครัวเรือน

     โดยเมื่อวันที่16 มิ..2561ที่ผ่านมา ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บ้านขุนแปะ เพื่อศึกษาดูงานโครงการวิจัยและพัฒนาระบบบริหารจัดการแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบผสมผสานขนาดเล็กมากและสายจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล  ของ PEA  โดยเป็นระบบ Smart Micro grid รูปแบบที่ยังเชื่อมโยงกับระบบสายส่งของPEA

     กลไกสำคัญภายใต้ระบบ Smart Micro grid ประกอบด้วย  โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านขุนแปะ ที่มีการปรับปรุงให้กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อีกครั้งในปี2559 พร้อมควบคุมการทำงานด้วยระบบคอม และระบบสั่งการทำงานระยะไกล หรือ SCADA จากศูนย์ที่ จังหวัดลำพูน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำในการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้น้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนในพื้นที่

     ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน  ขนาด 100 กิโลวัตต์ วงเงิน 4.8 ล้านบาท และระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage System)ขนาด 100 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วงเงิน 3.5 ล้านบาท มีศักยภาพจ่ายไฟฟ้าได้นาน 7-8 ชั่วโมงต่อครั้ง  รวมทั้งระบบสายส่งขนาดเล็กที่เชื่อมโยงไปถึงทุกครัวเรือนในชุมชนบ้านขุนแปะ  โดยถือเป็นต้นแบบระบบ Smart Micro grid  ที่มีประสิทธิภาพรองรับการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ได้รวม 260 กิโลวัตต์ ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(Peak Demand )ในพื้นที่ราว 150 กิโลวัตต์  ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสายส่งจำหน่ายของ PEA ในขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบ ในยามที่สายส่งจำหน่ายมีปัญหาอีกด้วย

     นายชาญณรงค์ สอนดิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) กล่าวว่า ปัจจุบัน บ้านขุนแปะสมาร์ทไมโครกริด ยังมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าค่าไฟฟ้าปกติราว 3.60 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเป็นโครงการวิจัยฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าใน 3-5 ปีข้างหน้าต้นทุนแบตเตอรี่จะมีราคาถูกลงและช่วยให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าลดลงได้

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า บ้านขุนแปะสมาร์ทไมโครกริด เป็นต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพไฟฟ้าให้กับพื้นที่ที่อยู่ปลายสายส่งไฟฟ้าที่มีปัญหาแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่ามาตรฐาน โดยใช้ระบบ Smart Micro grid  เข้ามาช่วยผลิตไฟฟ้าเสริมระบบ คือ ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ได้เท่าไหร่ ที่เหลือก็ดึงไฟฟ้าจากสายส่งหลักเข้ามาเติม ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น

    การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ ดูโครงการต้นแบบ Smart Micro grid  ที่บ้านขุนแปะ ครั้งนี้ สนพ.ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า เรื่องของระบบ Smart Micro grid  ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย และสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับวัตถุประสงค์และความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยถือเป็นงานสำคัญที่ภาครัฐจะต้องนำไปศึกษาวิเคราะห์และพัฒนา เพื่อให้การวางแผนขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป  ทำให้ทุกชุมชนในพื้นที่ห่างไกล สามารถมีไฟฟ้าใช้ อย่างเพียงพอและยั่งยืน

    แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า ส่วนหนึ่งของโครงการสมาร์ทไมโครกริด บ้านขุนแปะ

    น้ำตกตามธรรมชาติ แหล่งพลังงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กบ้านขุนแปะ