บทความทั้งหมด

Date : 26 / 01 / 2018

  • Date : 26 / 01 / 2018
    ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนภาคใต้เพียงพอเป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าหรือไม่?

    ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันถึงความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ว่าแท้จริงแล้ว พื้นที่ภาคใต้จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือไม่? หรือสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้มากเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่ช่วงพีคนั้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดพุ่งขึ้นไปถึงเกือบ 2,700 เมกะวัตต์ สร้างความกังวลต่อความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับ เพราะความต้องการใช้ใกล้เคียงกับกำลังการผลิตติดตั้งที่มีอยู่ราว 3,000 เมกะวัตต์

    เมื่อเร็วๆ นี้ มีการกล่าวถึงศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ ว่ามีอยู่มากถึงกว่า 7.5 หมื่นเมกะวัตต์ ทั้งในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม  และชีวมวล  และสามารถที่จะนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) ที่กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยกล่าวว่ามีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ถึงประมาณ 2.8 หมื่นเมกะวัตต์ พลังงานลม 3.5 หมื่นเมกะวัตต์ และชีวมวลมีอีกประมาณ 9.5 พันเมกะวัตต์  

    อย่างไรก็ตาม นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาอย่างไร แต่ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะจากข้อมูลที่ กกพ. ที่ได้รับจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงานนั้น ภาคใต้ไม่ได้มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ทั้งหมด จึงยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในขณะที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

    นายวีระพล ยกตัวอย่าง ข้อมูลที่ กกพ. ที่ได้รับจาก พพ. ระบุว่า ศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  (โซลาร์เซลล์) ทั่วประเทศ มีประมาณ 5 หมื่นเมกะวัตต์ และปัจจุบันขายเข้าระบบ (COD) แล้วประมาณ 2,565 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ ไม่ได้หมายถึงศักยภาพที่นำมาผลิตไฟฟ้าได้จริงทั้งหมด เนื่องจากไม่อาจนับเอาศักยภาพที่มีอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ปฏิรูปเพื่อใช้ในการเกษตร หรือ ส.ป.ก. มารวมด้วยได้ เพราะไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนผลิตไฟฟ้าได้จริงในพื้นที่เหล่านั้น นอกจากนั้น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องใช้พื้นที่จำนวนมากเพื่อให้ได้กำลังผลิตไฟฟ้าเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 1 โรง

    สำหรับศักยภาพพลังงานลมนั้น พิจารณาข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ว่า กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้ต้นละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งหากภาคใต้มีศักยภาพผลิตได้ถึง 3.5 หมื่นเมกกะวัตต์ดังที่กล่าวอ้าง ก็จะต้องติดตั้งกังหันลมกว่า 3 หมื่นต้นในภาคใต้ ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าอุทยาน และติดปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก. ด้วย ในขณะที่การระบุถึงศักยภาพของโรงไฟฟ้า ชีวมวลที่ภาคใต้ว่ามีศักยภาพสูงถึง 9.5 พันเมกะวัตต์นั้น ก็เป็นตัวเลขที่สูงเกินความเป็นจริง 

    “ในข้อเท็จจริงของศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่นำมาผลิตไฟฟ้าได้จริง จะมีไม่เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการในภาคใต้  อีกทั้งพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทุกๆวัน ดังนั้น ภาคใต้ จึงจะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นโรงไฟฟ้าหลักในการผลิตไฟฟ้าก่อน แล้วค่อยนำพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมจึงจะเหมาะสม ส่วนการจะเลือกโรงไฟฟ้าหลักประเภทใดนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล"  นายวีระพลกล่าว

    ทั้งนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ภาคใต้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2559 เวลา 20.30 น. ที่ประมาณ 2,697 เมกะวัตต์  โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้มีอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ดังนั้น ในอนาคตข้างหน้า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จากเชื้อเพลิงฟอสซิลในพื้นที่ เพื่อให้มีความแน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ

Date : 22 / 01 / 2018

  • Date : 22 / 01 / 2018
    กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณถูกทาง ไม่ตั้งเพดานราคาดีเซล 30บาท

    กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณถูกทาง ไม่ตั้งเพดานราคาดีเซล 30บาท

    การตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ของรัฐมนตรีพลังงาน “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านว่า เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับราคาน้ำมันที่จะทรงตัวในระดับสูงในปี2561นี้ โดยที่รัฐบาล จะไม่เข้าไปกำหนดเพดานราคาตรึงดีเซล เอาไว้ไม่ให้เกินที่ 30บาทต่อลิตร เหมือนเช่นในอดีต  ถือว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกทาง  ด้วยการปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศนั้นสะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง  โดยการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ควรมีไว้เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคา ไม่ให้มีความผันผวนคือปรับขึ้น หรือปรับลง เร็วเกินไปเท่านั้น

    เกี่ยวกับนโยบายเรื่องราคาน้ำมันที่รัฐบาลยุคก่อนๆ พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล นั้นวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อรักษาฐานเสียงคะแนนนิยมของตัวเองเอาไว้ และส่งผลดีด้านจิตวิทยาสำหรับประชาชนในระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ กองทุนน้ำมันต้องไปกู้เงินมาอุดหนุนราคา กลายเป็นหนี้สินก้อนโตเกือบแสนล้าน และมีภาระดอกเบี้ย ที่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องมาตามจ่ายในภายหลัง

    ผลกระทบที่สำคัญอีกประการคือ เกิดการบิดเบือนปริมาณการใช้ ระหว่างกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน โดยการแทรกแซงราคาให้น้ำมันดีเซลมีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากจะส่งผลให้คนหันมาใช้น้ำมันดีเซล กันมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รัฐยังสูญเสียรายได้จากการที่ต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง   ทั้งๆที่ในราคาเนื้อน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่น ที่เป็นจริงนั้น ดีเซลและเบนซิน มีราคาที่ใกล้เคียงกัน   

    ดร.ศิริ บอกกับสื่อมวลชนในการแถลงข่าว ว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent โลกในปี 2561 จะขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากราคา ณ วันที่ 18 ม.ค. 2561อยู่ที่ระดับ 69.53 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในต่างประเทศ เป็นสำคัญ

    การคาดการณ์ของรัฐมนตรีพลังงาน นั้นถือเป็นระดับราคาที่สูงกว่าที่ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่มบริษัท ปตท. (Petrochemicals  and Refining Integrated Synergy Management หรือ PRISM) เคยประเมินเอาไว้ ที่ระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

    “ ยืนยันว่าจะไม่ใช้แนวทางการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯไม่ได้มีเงินมากถึงขนาดจะตรึงราคาระยะยาวเหมือนในอดีต อีกทั้งยังไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ  โดยกองทุนน้ำมันฯ มีไว้เพื่อรองรับปัญหาความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น “ นี่เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีพลังงาน ที่ส่งสัญญาณ ถึงประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ

    ต้องบอกว่านับตั้งแต่ที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ  เรื่องที่น่าจะเป็นผลงานที่โดดเด่น ด้านพลังงาน ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง ช่วยเคลียร์ปัญหาเก่าๆที่หมักหมมให้หมดไป    โดยในประเด็นที่มีผู้เปรียบเทียบว่าราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของไทย นั้นแตกต่างและแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา นั้น  แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของโครงสร้างการจัดเก็บภาษีและ เงินกองทุน 

    ดังนั้น ความพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง มีหนทางที่ทำได้เพียงไม่กี่ทาง  นั่นคือ การลดการจัดเก็บเงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมัน  และมาตรการการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งก็รู้ทั้งรู้ว่ามาตรการการลดภาษีนั้นส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ที่นำเงินส่วนนี้ไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

    การส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง โดยในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นก็วางแผนการใช้ให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการประหยัด เพื่อลดรายจ่าย(ดูอินโฟกราฟฟิก มาตรการช่วยประหยัด น้ำมัน ด้านล่าง )  แทนการไปบิดเบือนราคาที่ส่งผลต่อการบิดเบือนปริมาณการใช้   จึงน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่เดินมาถูกทางแล้ว  และประชาชนที่เข้าใจเรื่องของพลังงานอย่างแท้จริง ไม่เล่นการเมือง ควรที่จะปรบมือให้ 

Date : 29 / 12 / 2017

  • Date : 29 / 12 / 2017
    สนพ.แนะ8เทคนิค เดินทางเที่ยวปีใหม่ แบบปลอดภัยและประหยัดพลังงาน
    ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน นายทวารัฐ สูตะบุตร เขียนบทความแนะ 8เทคนิค ที่จะช่วยให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่2561 ด้วยความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน
     
    โดยนายทวารัฐ ระบุว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาวหลายวัน หลายคนต่างออกเดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง หลายคนเลือกใช้ขนส่งสาธารณะ และอีกหลายคนเลือกใช้รถส่วนตัว  ซึ่งผู้ที่ต้องเดินทางไกลด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อกลับต่างจังหวัด  นั้น ทางสนพ.มีคำแนะนำดีๆ ก่อนขับรถทางไกลมาฝาก ดังนี้
    1.วางแผนการเดินทาง ทำให้ไม่หลงทาง ประหยัดเวลา และประหยัดพลังงานด้วย
    2.ตรวจเช็คลมยางให้ได้มาตรฐาน ตรวจสภาพดอกยางว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ รวมถึงยางอะไหล่ และแม่แรง ตรวจเช็คให้แน่ใจว่าใช้งานได้ตามปกติ
    3.ตรวจระดับของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก หม้อน้ำและท่อยาง รอยรั่วซึมต่างๆ รวมถึงระดับน้ำหล่อเย็นให้ถึงระดับที่กำหนด
    4.สายพานต่างๆ ไม่มีรอยแตกร้าวหรือฉีกขาด และไม่หย่อนยาน
    5.ยางปัดน้ำฝน แม้จะไม่ใช่หน้าฝน แต่ยางปัดน้ำฝนสามารถทำความสะอาดกระจกหน้า เพิ่มทัศนวิสัยได้
    6.แบตเตอรี่ ตรวจระดับน้ำกลั่นให้ได้ระดับ สภาพภายนอกปกติหรือไม่ และระบบไฟส่องสว่าง ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอย ต้องใช้การได้
    7.สังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น กลิ่นไหม้ กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง
    8.ขับขี่รถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อการประหยัดพลังงาน ในการเดินทาง
     

Date : 18 / 12 / 2017

  • Date : 18 / 12 / 2017
    เสียงสะท้อน 7 นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดมุมมองใหม่ หลังดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินจิมาห์ ที่มาเลเซีย

    ท่ามกลางกระแสการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ทั้งที่กระบี่ และเทพา หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ใต้ลงไปอย่างมาเลเซียนั้น มีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ติดทะเล ที่เดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไปแล้ว 1,400 เมกะวัตต์ และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าได้ ในเดือน ธ.ค. 2562

    ในแง่ของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ถือว่ามาเลเซียมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆในอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย  เพราะถึงแม้จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบมากกว่าประเทศไทย แต่มาเลเซียกลับเลือกที่จะส่งออกก๊าซและน้ำมันที่มีราคาสูงกว่า เพื่อเป็นรายได้เข้าประเทศ  และเลือกนำเข้าถ่านหิน ที่มีต้นทุนต่ำกว่าก๊าซฯ มาใช้เป็นเชื้อเพลิง แทน ทำให้ค่าไฟฟ้าของมาเลเซียมีราคาถูก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในมาเลเซีย

    โรงไฟฟ้าถ่านหินจิมาห์ของมาเลเซีย กำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียประมาณ 60 กม. และที่น่าสนใจก็คือ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ถมทะเลขนาด 864 ไร่ และเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน ใกล้ชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังสามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน รวมทั้งเป็นแหล่งจับปลาสำคัญของชาวประมงพื้นบ้านเอาไว้ได้ โดยที่ไม่มีปัญหาการคัดค้านของคนในพื้นที่ จากการยอมรับของคนในชุมชน ทำให้การไฟฟ้ามาเลเซียสามารถที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกแห่ง คือ  จิมาห์ อีส เพาเวอร์ ขนาดกำลังการผลิต  2,000 เมกะวัตต์ ได้ในพื้นที่ที่อยู่ถัดไป ซึ่งพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าในเดือน ธ.ค. 2562  นี้

    ความสำเร็จในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินติดชายฝั่งทะเลของมาเลเซีย ขนาดรวมกำลังการผลิต 3,400 วัตต์ นี้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจต่อการศึกษาดูงานของคณะนักวิชาการสิ่งแวดล้อมจากประเทศไทยจำนวน 30 คน ที่เดินทางไปเยือนโรงไฟฟ้าจิมาห์ เมื่อกลางเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา และร่วมรับฟังการบรรยาย จากนาย อัมรอน วาฮิดี อับดุลลาห์  (Amran wahidi Abdullah) ผู้จัดการโรงไฟฟ้าแห่งนี้

    โดยตัวแทนนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย 7 คน จากคณะที่ร่วมเดินทางไปทั้ง 30 คน  ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจหลังจากการดูงาน ดังนี้

    ผศ.ดร.ภศิชา ไชยแก้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แสดงความเห็นภายหลังการดูงาน ว่า ได้เห็นความแตกต่างในการดำเนินการและบริบทของชุมชนที่แตกต่างกัน   ดังนั้น การจะไปสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ก็ต้องดูความเป็นมาของวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ  ของพื้นที่จะไปดำเนินการนั้นว่าเป็นอย่างไร ซึ่งกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เรื่องของเทคโนโลยีไม่ได้เป็นปัญหา แต่ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้นรัฐอาจจะต้องเพิ่มในเรื่องของความเชื่อใจ  ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นพัฒนาการของความพยายามที่จะประชาสัมพันธ์และสื่อสารกับชุมชน แต่ก็ยังอยากเห็นการดำเนินการที่มากขึ้นและแข็งแรงมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อใจ 

    ดร.วรพจน์ กนกกันฑพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ได้เห็นมุมมองความแตกต่างของวัฒนธรรม โดยเห็นว่าสิ่งที่จะก่อสร้างอาจจะมีมุมมองที่ไม่ดีในอีกที่หนึ่ง แต่ อีกที่หนึ่งกลับไม่มีปัญหา

    รศ.ดร. สมเกียรติ สายธนู อธิการบดี สำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า โรงไฟฟ้าจิมาห์ ตั้งอยู่ติดทะเล  มีสภาพแวดล้อมที่ดี ประชาชนที่อาศัยอยู่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็มีความสุข ไม่มีใครที่จะออกมาคัดค้าน โดยกรณีที่จะมีผลกระทบ รัฐบาลก็ดูแลประชาชนเป็นอย่างดี เชื่อว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะก้าวหน้าทั้งรัฐและประชาชน และภาคอุตสาหกรรม

    ดร.สิทธิโชค พวงทองทับ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวยืนยันว่าเทคโนโลยีการควบคุมมลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าจิมาห์ ไม่แตกต่างจากที่ประเทศไทยจะใช้ จึงอยากให้ประชาชนยอมรับเปิดใจ และให้โอกาสว่าเป็นการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์กลับคืนมาสู่ลูกหลานของเรา

    ดร.พรไสว ไพรพิภัช  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ          ดร. นุชนาพร พิจารณ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวในมุมมองคล้ายกันว่า  ก่อนมาดูงาน ก็มองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นน่ากลัว แต่พอได้มาดูของจริงซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ทะเลแล้ว ก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอย่างที่คิด

    ดร.ธีรธร ยูงทอง อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การจัดการในส่วนของน้ำเสียนั้น เห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งกระบี่และเทพา จะมีการจัดการที่ดีกว่าที่โรงไฟฟ้าจิมาห์ โดยโรงไฟฟ้าจิมาห์นั้น ก่อนจะปล่อยน้ำเสียออกมาจะทำให้มีอุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส ตามกฎหมายมาเลเซีย แต่ในกรณีของ โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา จะมีการจัดการน้ำเสียที่เข้มงวดกว่า โดยจะปล่อยออกมาให้มีอุณหภูมิประมาณ 1 องศาเซลเซียส  

    เสียงสะท้อนของ 7 นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีโอกาสไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่มาเลเซีย และได้รับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีการจัดการที่ดีและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา และน่าจะเป็นข้อมูลให้รัฐบาล ได้พิจารณาในเชิงเปรียบเทียบว่าคู่แข่งขันของไทยในเวทีอาเซียนนั้น สามารถที่จะผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้นได้ โดยที่ไม่มีปัญหากับทั้งชุมชน การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างไร