บทความทั้งหมด

Date : 02 / 10 / 2017

  • Date : 02 / 10 / 2017
    เชฟรอนฯนำร่องรื้อถอนส่วนบนของ4แท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมเดือนพ.ย.นี้
    เชฟรอนฯ นำร่องรื้อถอนส่วนบนของแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม 4 แท่น ประกอบด้วย แท่นหลุมผลิตยะลาเอ (YAWA) แท่นหลุมผลิตจักรวาลบี (JKWB) แท่นหลุมผลิตฟูนานเอ็ม (FUWM) และแท่นหลุมผลิตฟูนานแอล (FUWL) ซึ่ง ไม่มีสมรรถนะเชิงพาณิชย์ ไปกำจัดบนฝั่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในเดือนพ.ย.2560 นี้  โดยระบุขั้นตอนชัดเจน ตั้งแต่การตัดแท่น การยก การขนส่ง และทำความสะอาด ที่เน้นความปลอดภัย และไม่มีสารปนเปื้อน  
     
    เมื่อเร็วๆนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้จัดกิจกรรมสัมมนารับฟังความคิดเห็น “โครงการศึกษาการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปกำจัดบนฝั่ง” มีนายชายชาญ เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธาน ภายในงานมีส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดชลบุรี และผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัท เชฟรอนฯ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
     
    สำหรับการดำเนินกิจกรรมการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม นั้นยังไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อนในประเทศไทย  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการปิโตรเลียมของประเทศ จึงให้มีโครงการศึกษาการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปกำจัดบนฝั่ง โดยมอบหมายให้บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการดำเนินงานรื้อถอนในภูมิภาคอื่นๆ มาก่อน เป็นผู้ดำเนินโครงการนำร่อง เพื่อศึกษาเทคนิคการจัดการที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศ รวมทั้งประเมิน และพัฒนาขีดความสามารถด้านการรื้อถอนของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำขั้นตอนในการปฏิบัติงานสำหรับการจัดการกับแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมในอนาคต
     
    ทั้งนี้ในการนำร่อง รื้อถอน ส่วนบนของแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมในทะเลที่โครงการฯ ได้พิจารณาเลือกมี 4 แห่ง  ประกอบด้วย แท่นหลุมผลิตยะลาเอ (YAWA) แท่นหลุมผลิตจักรวาลบี (JKWB) แท่นหลุมผลิตฟูนานเอ็ม (FUWM) และแท่นหลุมผลิตฟูนานแอล (FUWL) ซึ่งได้หยุดการผลิตเนื่องจากหลุมผลิตทั้งหมดได้ผลิตจนหมดปริมาณสำรอง ไม่มีสมรรถนะเชิงพาณิชย์ของการเจาะหลุมผลิตเพิ่มเติม และไม่มีแผนการใช้งานในอนาคต โดยเมื่อการดำเนินงานแล้วเสร็จ บริษัท เชฟรอนฯ จะได้จัดทำรายงานการสิ้นสุดโครงการ และนำเสนอกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต่อไป
     
    นายชายชาญ เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 
     
    นายชายชาญ  เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีมีพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยเป็นที่ตั้งของพื้นที่ก่อสร้างส่วนประกอบของแท่นที่ใช้ในอ่าวไทย รวมทั้งเป็นฐานสนับสนุนบนฝั่งในระหว่างการสำรวจและผลิต รวมถึงอาจใช้เป็นพื้นที่ในการรองรับและจัดการวัสดุที่รื้อถอนขึ้นมาจากอ่าวไทยอีกด้วย การประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดี ที่ทุกท่านจะได้รับทราบรายละเอียดโครงการและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและมาตรการต่างๆ ที่ได้เตรียมการไว้รองรับผลกระทบในประเด็นที่สำคัญ
     
    ดังนั้น หากผู้เข้าร่วมสัมมนามีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ก็ขอให้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้นำข้อคิดเห็นที่ได้รับในครั้งนี้ ไปพิจารณาปรับปรุงแผนและขั้นตอนการดำเนินงานของโครงการด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเป็นการร่วมกันพัฒนาประเทศไทยไปในทิศทางที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน
     
    นายอรรถพล  อ่างคำ ผู้อำนวยการกองความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยประกอบด้วยแท่นหลุมผลิต ซึ่งการจัดกิจกรรมการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นการศึกษานำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปกำจัดบนฝั่ง  ซึ่งได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับกรณีในต่างประเทศ แต่มีข้อแตกต่างกับไทยทีมีระยะทาง 150 กิโลเมตร  ความลึกน้ำ 70 เมตร ดังนั้น แท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมีกว่า 300 แท่น จึงได้นำมาเป็นโครงการนำร่องรื้อถอนก่อน 4 แท่น เพื่อศึกษากรณีมีการตัดแท่นหลุมผลิต ทำความสะอาด ยกลงเรือ และขนส่งไปยังพื้นที่จัดการของเสียในจังหวัดชลบุรีจะจัดการอย่างไร
     
     “กิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำอยู่เหนือน้ำ  ไม่ว่าจะเป็นการตัดแท่นผลิต การยก ซึ่งได้มีการดูแลเรื่องความปลอดภัย  ที่สำคัญการทำความสะอาด  ต้องไม่มีสารปนเปื้อน ไม่มีสารไฮโดรคาร์บอน การล้างเป็นระบบปิด ไม่มีการระบาย ทิ้งลงน้ำส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่ถูกตัดจะต้องเป็นหลุมปิโตรเลียมที่มีการปิดหลุมอย่างถาวรแล้ว ไม่มีการใช้งานมา 1 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจระหว่างการรื้อถอนว่า ไม่มีสารปนเปื้อนอย่างแน่นอน”
     
    นายสุขสรรพ์  จินะณรงค์  วิศวกรสิ่งแวดล้อมอาวุโส กล่าวว่า  โครงการฯ ได้กำหนดขอบเขตของการดำเนินงาน ประกอบด้วย ส่วนบนของแท่นหลุมผลิตในทะเล 4 แท่น ได้แก่ แท่นหลุมผลิต YAWA  JKWB FUWM และ  FUWL เส้นทางการเดินเรือขนส่งระหว่างตำแหน่งในทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่มีกิจกรรมการรื้อถอน และสถานที่แยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจากการรื้อถอน จังหวัดชลบุรี รวมถึงเส้นทางบนบกไปยังสถานที่จัดการของเสีย อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่จะดำเนินการที่สถานที่แยกชิ้นส่วนของส่วนบนของแท่นหลุมผลิต และการจัดการของเสียจะดำเนินการโดยบริษัทเจ้าของสถานที่แยกชิ้นส่วน ซึ่งอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและการกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม 
     
     ทั้งนี้ ภายหลังจากการรื้อถอนของแท่นหลุมผลิตออกแล้ว และมีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แล้ว จะเหลือขาแท่นวางไว้ที่เดิม อย่างไรก็ตาม จะมีการติดตั้งพื้นที่ทำงานชั่วคราว อุปกรณ์แปลงพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์ช่วยทาง และอุปกรณ์สะท้อนเรดาร์บนขาแท่นหลุมผลิตที่ปล่อยไว้ที่เดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งให้ผู้ใช้พื้นที่ในทะเลไม่ว่าจะเป็นเรือขนส่งสินค้า และเรือประมง
     
    สำหรับกิจกรรมการรื้อส่วนบนของแท่นหลุมผลิตจะดำเนินการงานตามข้อกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้วางแผนโครงการฯ และออกแบบทางวิศวกรรมมาตั้งแต้ต้นปีนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มรื้อส่วนบนของแท่นหลุมผลิตแห่งแรกออกและขนส่งไปจัดการบนฝั่งได้ในเดือนตุลาคม 2560
     
    ส่วนสถานที่แยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจะเริ่มกิจกรรมได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2560 โดยใช้เวลาประมาณ 45 วัน/แท่นหลุมผลิต รวมประมาณ 180 วัน หรือประมาณ 6 เดือนสำหรับฐานหลุมผลิต 4 แท่น ซึ่งจะมีการดำเนินงานไปจนถึงประมาณเดือนเมษายน 2561
     
    ทางด้านผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง  โดยนายสุวิทย์  แซ่ลิ้ม  ตัวแทนจากสำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี  กล่าวว่า การรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมส่วนบนตนคิดว่า บริษัท เชฟรอนฯ ได้พิจารณาความเหมาะสมแล้วให้มีผลกระทบน้อยที่สุด จึงไม่กังวลแต่ประการใด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงได้รับทราบมาตลอด  อย่างไรก็ตามยังมีความเป็นห่วงเรื่องขาแท่นด้านล่างในอนาคตจะดำเนินการถอนอย่างไร และมีวิธีไม่ให้ก๊าซไหลออกมาส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร
     
    เช่นเดียวกับนาวาโท ประเสริฐ สุขพิทักษ์  ผู้แทนจากกองทัพเรือ ภาคที่ 1 กล่าวว่า การรื้อถอนแท่นหลุมผลิตออกไปแล้ว  แต่ยังเหลือขาแท่นส่วนล่างอยู่ การดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยของเรือประมงมีไว้อย่างไร เพื่อให้ชาวประมงเกิดความมั่นใจ 
     
     ต่อคำถามดังกล่าว นายอรรถพล ชี้แจงว่า  แม้ว่ารื้อถอนแท่นหลุมผลิตส่วนบนออกไป เหลือไว้แต่ขาแท่นด้านล่าง แต่ยังคงระยะปลอดภัยไว้ 500 เมตร เหมือนเดิม มีการติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบ และอุปกรณ์สะท้อนเรดาร์ไว้จุดเดิมก่อนหน้านี้  เพื่อแจ้งตำแหน่งเรือขนส่งสินค้า และเรือประมง  ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีประวัติว่าเรือประมงวิ่งมาชนแท่นแต่อย่างใด
     
    นายอรรถพล ย้ำว่า ส่วนความเป็นห่วงจะมีก๊าซธรรมชาติไหลออกมาจากท่อปิโตรเลียมนั้น ขอเรียนว่า แท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่มีการรื้อถอนได้หยุดการใช้งานมา 1 ปีแล้ว จึงไม่มีก๊าซปิโตรเลียมหลงเหลืออยู่แล้ว ขณะเดียวกันขั้นตอนการปิดปากหลุมปิโตรเลียมได้นำซีเมนต์อัดลงไป 3-4 ชั้น เมื่อซีเมนต์แข็งตัวก็ได้มีการทดสอบแรงอัดที่มากกว่าในหลุม เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่มีปิโตรเลียมไหลออกมาอย่างแน่นอน
     
    ส่วนนายภควัจน์  วงศาวัฒนา หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยในการทำงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี   ฝากให้ดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมสอบถามว่า แท่นปิโตรเลียมด้านบนที่มีการรื้อถอนออกจะนำไปจัดการแยกชิ้นส่วนที่ไหน
     
    ในเรื่องนี้ นายสุขสรรพ์ กล่าวให้ความมั่นใจว่า บริษัทรับเหมาได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างทุกขั้นตอนอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ที่จะใช้เป็นสถานที่แยกชิ้นส่วนแท่นปิโตรเลียม และจัดการวัสดุและของเสียได้เลือกใช้โซนด้านใต้ของท่าเรือแหลมฉบัง  โดยวัสดุและของเสียที่เกิดขึ้นจะกระจายไปจัดการตามสถานที่ต่างๆ เช่น  เตาเผาของปูนซีเมนต์ ที่จังหวัดสระบุรี  หรือนำไปฝังกลบที่จังหวัดระยอง เป็นต้น 
     

     

Date : 01 / 10 / 2017

  • Date : 01 / 10 / 2017
    เวทีอำลาข้าราชการ"อารีพงศ์"มั่นใจ ปลัดพลังงานคนใหม่และข้าราชการรุ่นใหม่ มีศักยภาพ
    สรุปความสำคัญ เวทีอำลาข้าราชการกระทรวงพลังงาน  "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม"  มั่นใจ ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่"ธรรมยศ ศรีช่วย"เป็นคนดี มีจุดยืน และมีศักยภาพที่จะทำงานสอดประสานระหว่างหน่วยงาน ให้เป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่ข้าราชการรุ่นใหม่ ต้องขยับย้ายทำงานต่างกรมฯเพื่อให้รอบรู้ในการทำงาน  นำพาองค์กรช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่29ก.ย.2560 กระทรวงพลังงานได้จัดงาน"ปลัดกระทรวงพลังงาน อำลาข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน" โดยมีผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่  และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) และข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น  โดยไฮไลท์สำคัญของงาน คือการขึ้นกล่าวคำอำลา ของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ในฐานะปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นเวทีสุดท้าย ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 
     
    โดย นายอารีพงศ์ ได้กล่าวแสดงความรู้สึกดีใจ ที่ได้มีโอกาสกลับมารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานและได้ร่วมทำงานกับผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพลังงานอีกเป็นรอบที่สอง  ซึ่งน่าจะเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนเดียวที่ได้กล่าวคำอำลากับข้าราชการถึงสองครั้ง
     
    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ตลอด3ปีที่ผ่านมา ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียนรู้ประสบการณ์อย่างมากมาย  และเห็นว่ากระทรวงพลังงานเป็นองค์กรที่ทุกคนมีศักยภาพ  และรู้สึกสบายใจ ในวันที่กระทรวงพลังงานมีการจัดงานสัมมนาภายใน ที่พัทยา ที่ได้เห็นข้าราชการรุ่นใหม่ เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นมา  เป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปในอนาคตได้ 
     
     
    นายอารีพงศ์ ได้กล่าวถึง นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ที่จะขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ว่า ได้มีการผ่องถ่ายงาน ให้นายธรรมยศ มา2-3 เดือนล่วงหน้าแล้ว  และมีความมั่นใจว่า นายธรรมยศ เป็นคนดี  มีจุดยืนในการทำงาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำงาน
     
    นอกจากนี้ยังกล่าวถึง การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ด้วยว่า  ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ให้มีการขยับไปทำงานในกรมต่างๆ  แทนที่จะอยู่ทำงานที่กรมเดียว  เพื่อเป็นการวางผู้นำในอนาคต  ซึ่งได้เริ่มทำกันมา2ปีแล้ว  โดยหวังจะให้กระทรวงพลังงานเป็นองค์กรที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 
     
    " หลายๆท่านที่ถูกย้ายไปที่ต่างกรม ท่านอย่าเสียใจ นี่คือโอกาสการเรียนรู้ของท่าน เป็นโอกาสที่จะสร้างให้มีความรอบรู้ในการทำงาน  วันนี้ เราเริ่มต้นจากที่ผู้ใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน  รู้งานเราจะทำงาน สอดประสานกันอย่างไร เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในกระทรวงพลังงาน  เมื่อมีความเป็นหนึ่งเดียวเมื่อไหร่  กระทรวงพลังงานก็จะเป็นกระทรวงที่มีศักยภาพ ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรแค่1,400คน  แต่งานของท่าน 5-6แสนล้าน นับว่า เยอะมาก  ทั้ง ปตท. กฟผ. วันนี้รวมอยู่เป็นแผนเดียวกัน ผู้บริหารปตท. กฟผ.ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน  เชื่อมกันกับกระทรวงพลังงาน "  นายอารีพงศ์ กล่าว 
     
    โดยในช่วงท้าย นายอารีพงศ์ ได้กล่าวขออภัยผู้บริหารและข้าราชการทุกคนที่เคยดุว่า หรือล่วงเกิน โดยยืนยันว่า สิ่งที่ได้ว่ากล่าวไปนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงาน  ไม่เคยมีเรื่องที่เป็นส่วนตัว
     
     " มาถึงจุดนี้ สิ่งใดที่ในการประชุมระหว่างทาง ผมอาจจะมีอารมณ์ร้อน ใจร้อน จะดุไปเยอะ ไม่มีอะไรอยู่ในเรื่องส่วนตัวแม้เพียงแต่นิดเดียว ท่านไม่ต้องห่วง เวลาเดินผ่านที่ผมต้องดุท่านไป ก็เป็นเรื่องงานทั้งนั้น ก็  ต้องขออภัยที่บางครั้งที่ล่วงเกินไป " นายอารีพงศ์ กล่าว
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากการกล่าวคำอำลาข้าราชการ นายอารีพงศ์  ก็ได้มอบหนังสือพ็อคเกตบุค ชื่อ " ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ข้าราชการมืออาชีพ จากคลังถึงพลังงาน " ให้กับข้าราชการกระทรวงพลังงานและเจ้าหน้าที่ ที่มาร่วมงานไว้เป็นที่ระลึกด้วย  โดยเป็นหนังสือที่เรียบเรียงถึงประวัติ ชีวิตการทำงานข้าราชการของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม  ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานที่กระทรวงการคลัง และโยกย้ายไปยังหน่วยงานต่างๆ ก่อนที่จะมาเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน  จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชน ว่าเป็นปลัดแมวเก้าชีวิต  

     

Date : 25 / 09 / 2017

  • Date : 25 / 09 / 2017
    สนพ.ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ปล่อยคลิปลงสื่อโซเชียล ให้คนเข้าใจLNGภายใน3.50นาที
    สนพ.ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ปล่อยคลิปการ์ตูนสื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย เข้าใจถึงความสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ภายในเวลา3.50 นาที โดยในอนาคตไทยมีความจำเป็นจะต้องนำเข้าLNG เพิ่มจาก 5ล้านตันต่อปี ในปี2559 เป็น34ล้านตันต่อปี ในปี2579 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-EnC) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้ผลิตคลิปความรู้ เรื่อง "LNG รู้ไว้ไม่เอาท์" ความยาว3.50 นาที เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย  เน้นกลุ่มเป้าหมายประชาชนทั่วไปที่ใช้สมาร์ทโฟน  สามารถเข้าชมย้อนหลังได้ตลอด24ชั่วโมง ที่
     
    https://www.facebook.com/EppoKnowledge/videos/677253152468200
     
    ความน่าสนใจของ คลิปความรู้ เรื่อง "LNG รู้ไว้ไม่เอาท์" ซึ่งเป็นผลงานล่าสุด ของทางสนพ.ที่นำออกเผยแพร่สู่สาธารณะ คือการใช้ตัวการ์ตูน "ฮีโร่พลังคิด" เป็นตัวเล่าเรื่อง LNG ด้วยภาพลายเส้นเคลื่อนไหว ประกอบคำอธิบายด้านล่าง ให้ง่ายต่อการสร้างความเข้าใจ  ชวนให้ติดตามต่อเนื่องไปจนจบ
     
    โดยเนื้อหาสำคัญของคลิปความรู้ คือ การสร้างความเข้าใจเบื้องต้นเรื่องของก๊าซธรรมชาติเหลว ( Liquefied Natural Gas ) หรือLNG ซึ่งปูเนื้อเรื่องให้เห็นถึงประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้ง ก๊าซธรรมชาติ  ถ่านหิน น้ำมัน  พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ ลม และพลังน้ำ โดยก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนสูงที่สุดคือประมาณ60% 
     
    ทั้งนี้ในอนาคตที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง   การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อที่จะลดการพึ่งพาก๊าซก็มีความล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผน  ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง  ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหันไปนำเข้า LNG จากต่างประเทศเข้ามาแทน
     
    LNGหรือก๊าซธรรมชาติที่ถูกลดอุณหภูมิลง -160 องศาเซลเซียส เพื่อให้มีสภาพเป็นของเหลว ง่ายต่อการซื้อขายและขนส่งทางเรือในระยะทางไกลๆ  นั้นมีข้อดีที่เป็นพลังงานที่มีความสะอาด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีสารตกค้าง หรือสะสมในน้ำหรือดิน 
     
    สำหรับประโยชน์ของLNG นั้นนอกเหนือจากใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และในรถยนต์ที่รู้จักกันทั่วไปว่าก๊าซNGV นอกจากนี้ LNG ที่ขนส่งมาและแปรสภาพจากของเหลวคืนกลับมาเป็นก๊าซก่อนใช้งาน ยังมีพลังความเย็น ที่สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ ในอุตสาหกรรมห้องเย็น และการนำมาใช้ปลูกไม้เมืองหนาว
     
    ในปัจจุบันไทยยังนำเข้าLNGในปริมาณน้อยคือประมาณ5 ล้านตันในปี2559 แต่ในอนาคตLNGจะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(Gas Plan 2015)ในปี2579 การนำเข้าLNGจะเพิ่มขึ้นถึง34 ล้านตันต่อปี  โดยมีการสร้างคลังรองรับLNG ที่มาบตาพุด จ.ระยอง เสร็จเรียบร้อยแล้ว 5ล้านตันต่อปี และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างแห่งที่2 รวมทั้งเตรียมแผนเอาไว้ที่จะสร้างคลังรองรับแห่งที่3 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้
     
    แนวโน้มในอนาคต ทั่วโลกจะมีการใช้LNG มากขึ้น โดยเริ่มมีผู้ผลิต และผู้ส่งออกอีกหลายราย ทำให้มีการแข่งขันในระดับประเทศเพิ่มขึ้นด้วย 
     

Date : 20 / 09 / 2017

  • Date : 20 / 09 / 2017
    55 ปี เชฟรอน กับบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย

    สกู๊ปพิเศษ 2 ตอนที่ออกอากาศในรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ ช่องไทยรัฐทีวี32 เมื่อวันที่14 ก.ย.และ15ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย นั้น  สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของบริษัทเชฟรอน ในการเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่ง ที่ช่วยสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับภาครัฐ และช่วยประเทศไทยลดการนำเข้าพลังงาน ตลอดช่วงระยะเวลา 55ปี นับตั้งแต่การเริ่มต้นสำรวจปิโตรเลียมเมื่อปี2505 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยี แท่นขุดเจาะ ให้เหมาะสมเป็นการเฉพาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย  รวมทั้งนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่เรียกว่า ระบบ Well Safe ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาใช้ควบคุมการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติภัยร้ายแรง และทำให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

    ย้อนเรื่องไปเมื่อปี 2505 บริษัทเชฟรอน หรือในชื่อ บริษัทยูโนแคล ไทยแลนด์ ในขณะนั้น  เป็นบริษัทแรกที่ได้รับสิทธิให้ดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมจากรัฐบาลไทย บริเวณที่ราบสูงโคราช แต่การสำรวจในช่วงแรกนั้นถือว่าล้มเหลว เพราะไม่พบปิโตรเลียมในแปลงสำรวจบนบก อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่น จริงจังในการสำรวจ ในที่สุด บริษัทก็ประสบความสำเร็จ สามารถค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยได้เป็นรายแรกในปี 2516 และเริ่มดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2524

    ด้วยโครงสร้างทางธรณีวิทยาในอ่าวไทย ที่หลุมกักเก็บปิโตรเลียมมีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก ทำให้ก๊าซที่ผลิตขึ้นมาได้ในแต่ละหลุม ผลิตได้ไม่นานก็หมด  จึงต้องใช้หลุมเจาะจำนวนมากถึง 500 หลุมในแต่ละปี เพื่อให้ได้ปริมาณปิโตรเลียมตามสัญญา  ดังนั้นบริษัท จึงต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเจาะหลุมให้สอดคล้อง โดยต้องทำให้การขุดเจาะ มีขนาดเล็กลง เจาะหลุมให้เร็วขึ้น  ช่วยให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุมลดลง ให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม และบุคลากรที่ปฎิบัติงาน

    โดยล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เชฟรอน ก็เปิดตัวแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมใหม่ที่ชื่อว่า ”กระทง" โดยมีการจัดส่งทีมไปทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแท่นขุดเจาะตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับความต้องการใช้งานและสภาพธรณีวิทยาในอ่าวไทย และมีประสิทธิภาพ มาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งในการกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัทได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่ชื่อว่า Well Safe ที่เป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบ Sub Safe ที่ใช้กับเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูของกองทัพสหรัฐอเมริกา มาใช้ในการควบคุมการปฎิบัติอย่างเคร่งครัด  เพื่อป้องกันไม่ให้มีอุบัติภัยเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน โดยในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง บุคลากร หรืออุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ ก็สามารถที่จะรับมือได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

    นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว และการนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลมาใช้แล้ว เชฟรอนยังมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม โดยมีการก่อตั้งศูนย์เศรษฐพัฒน์ขึ้นที่จังหวัดสงขลา  เพื่อฝึกอบรมช่างเทคนิคปิโตรเลียมแห่งแรกของประเทศเมื่อปี 2523 ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ผลิตบุคลากรไปแล้วนับหมื่นคน โดยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ดังกล่าว มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะไปทำงานบนแท่นขุดเจาะที่ต้องใช้คนมากกว่าร้อยคน และต้องการความถนัดที่แตกต่างมากกว่า 10 สาขาได้

    ปัจจุบัน เชฟรอน สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 1,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน น้ำมันดิบ 65,000 บาร์เรลต่อวัน  คอนเดนเสท 62,000 บาร์เรลต่อวัน  ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ คิดเป็น 35% ของความต้องการใช้ก๊าซโดยรวม และนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 1ใน 4 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยสร้างงานและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้รัฐจากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมหลายหมื่นล้านบาทต่อปี 

    55 ปี ของการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกๆ ด้าน ของเชฟรอน ที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขันเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ตามเงื่อนไข กติกา ที่รัฐเป็นผู้กำหนด