บทความทั้งหมด

Date : 17 / 05 / 2016

  • Date : 17 / 05 / 2016
    เยือนเกาะเชจู ดูต้นแบบสมาร์ทกริดเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทุกประเภทกว่า95%ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะพลังงานจากฟอสซิลอย่างน้ำมันและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ67% ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักสามารถเกิดขึ้นได้ และเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ตลอดระยะเวลากว่า40ปีที่ผ่านมา  

    การเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้เกาหลีใต้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน  ซึ่งที่ผ่านมานับว่าทำได้ค่อนข้างดี เพราะในขณะที่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตในอัตราเฉลี่ย7%ต่อปี ส่วนของการใช้พลังงานเติบโตต่ำกว่าจีดีพี คือประมาณ6% เท่านั้น ( อ้างอิงจากKorea Energy Economics Institute)

    หลังการประกาศวิสัยทัศน์”การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อมและเมืองคาร์บอนต่ำ” ของประธานาธิบดี ลี เมียง บัค  เมื่อเดือนสิงหาคม 2551  รัฐบาลเกาหลีใต้ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้30% ภายในปี2563 และเลือกให้เกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ  เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการใช้นวัตกรรมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมุ่งใช้พลังงานทดแทนทั้งพลังงานลม และแสงอาทิตย์  มาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ให้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจบนเกาะ เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน

    การดำเนินโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะได้รับความร่วมมือจาก168บริษัทและ12ตัวแทนพันธมิตรของหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมลงทุนมูลค่าประมาณ239.5ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเอกชนลงทุน170ล้านเหรียญสหรัฐ และรัฐลงทุน 69.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยแนวคิดของโครงการSmart Grid  นั้นจะเป็นประนำเทคโนโ,ลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทั้งระบบผลิต  ระบบสายส่ง ระบบจำหน่ายและผู้ใช้ไฟฟ้า แบบเรียลไทม์

    โครงการนำร่องดังกล่าว แบ่งออกเป็น5พื้นที่ทดลอง ประกอบด้วย1.พื้นที่อัจฉริยะ (Smart Place) เน้นการใช้ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ(AMI)ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานแบบการสื่อสาร2ทางระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้า  2.การขนส่งอัจฉริยะ(Smart Transportation)  จะเน้นการขนส่งที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และแตเตอรี่  3.โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยจะทดลองระบบจ่ายไฟและระบบสายส่งกำลัง  4. ผู้ให้บริการไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Electricity Service) โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์   การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  และ5. พลังงานทดแทนอัจฉริยะ(Smart Renewable )เน้นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด    ซึ่งทั้ง5พื้นที่จะมีบริษัทKorean Electric Power Corporation เป็นองค์กรหลักของโครงการในการประสานการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ

    เมื่อวันที่9-12พ.ค.2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ไปเยี่ยมชมศูนย์สาธิตโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะบนเกาะเชจู เพื่อให้เห็นถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการต้นแบบสมาร์ทกริด

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า  ต้องยอมรับว่าภาครัฐและภาคเอกชนของเกาหลีใต้มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมลงทุนและผลักดันโครงการสมาร์ทกริด ให้เกิดขึ้นได้บนเกาะเชจู   อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของเกาะ ยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งอยู่บนเกาะ และประมาณ30% ส่งผ่านระบบสายส่งเคเบิลใต้น้ำ จากแผ่นดินใหญ่เมืองปูซาน มายังเกาะ โดยที่มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ประมาณ3-4% เท่านั้น

    สำหรับพื้นที่ที่มีการทดลองใช้ระบบสมาร์ทกริด นั้นครอบคลุม12หมู่บ้าน 6,000 ครัวเรือน และมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการประมาณ2,000ครัวเรือน ซึ่งจะได้รับแจกอุปกรณ์ มิเตอร์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่  และแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา  ทั้งนี้ด้วยระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถที่จะรู้ว่าในแต่ละวัน บนเกาะสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้วันละเท่าไหร่ เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับไฟฟ้าที่ผลิตได้  ซึ่งจะช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล   โดยส่วนนี้หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อการชะลอการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตได้

    ในส่วนความคืบหน้าในการดำเนินโครงการโครงการสมาร์ทกริดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีการจัดทำแผนแม่บทโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือแผนแม่บทสมาร์ทกริดแล้ว และมีการดำเนินโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยังเป็นรูปแบบ Micro Grid   โดยกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างเลือกพื้นที่ที่จะดำเนินโครงการนำร่องในลักษณะเช่นเดียวกับที่เกาะเชจู ดำเนินการ

     

     

Date : 13 / 05 / 2016

  • Date : 13 / 05 / 2016
    บทพิสูจน์โรงไฟฟ้าถ่านหินช่วยเกาหลีใต้มีต้นทุนค่าไฟต่ำ ความมั่นคงพลังงานสูง

     แม้ว่ากระแสของโลกหลังการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP 21) ที่กรุงปารีส จะมุ่งทิศทางไปสู่การลงทุนที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญหนึ่งของสภาวะโลกร้อน แต่นโยบายด้านพลังงานของประเทศพัฒนา โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ทิ้งการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเหตุผลสำคัญที่คือเชื้อเพลิงถ่านหิน นั้นมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงหลักที่ดูสะอาดกว่าอย่างก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

     เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงถึง95.7%(ข้อมูลปี2556จากKorea Energy Economics Institute)ดังนั้นการวางแผนนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถจัดการเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ สัดส่วนของพลังงานในภาพรวมจึงมีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างดี โดย น้ำมันมีสัดส่วน 37.8% พลังงานถ่านหิน 29-30% ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ประมาณ 18.7% พลังงานนิวเคลียร์ 10.4%  ส่วนพลังงานทดแทนต่างๆ มีสัดส่วน 3.2% และพลังงานน้ำมีสัดส่วน 0.6%

    ปี2556 เกาหลีใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ86,969เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี2504 ที่มีกำลังการผลิตเพียง367เมกะวัตต์ แผนพลังงานแห่งชาติของเกาหลีใต้(Basic Plan for National Energy ) ช่วงปี2556-2578 วางแนวทางสำคัญที่จะลดปริมาณความต้องการใช้พลังงาน กระตุ้นระบบการจายไฟฟ้า ส่งเสริมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลง20% โดยมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึง22%-29% หรือมากกว่า1เท่าตัว จากที่มีอยู่แล้วจำนวน23โรง นั่นเพราะเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตัวเอง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจาก3.2%เป็น11% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เกาหลีใต้ไม่ได้เลิกหรือลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

     เมื่อวันที่ 9-12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินดังจิน ที่เกาหลีใต้  เพื่อศึกษาศักยภาพระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวที่ไทยอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการตามแผน  

    Dr.Park Kihyun  ผู้แทนจากKorea Energy Economics Institute(KEEI)ซึ่งเป็นผู้บรรยายให้กับคณะดูงาน กล่าวว่า เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะในอดีตประเทศไม่ได้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน และเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า90% การวางนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกและไม่เป็นภาระให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ  โดยถ่านหินถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของเกาหลีใต้

    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ60วอนต่อหน่วย ,ถ่านหินอยู่ที่ประมาณ70วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ150วอนต่อหน่วย ซึ่งการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงหลักที่เน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ110วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้

    โรงไฟฟ้าดังจิน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัทEast West Power(EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด4,000เมกะวัตต์ มี8หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัสวึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก2,000เมกะวัตต์ แบ่งเป็น2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเซีย

    โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือUltra Super Critical –USC ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย  โดยเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นเดียวกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

    ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ต้องพาคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าดังจินแห่งนี้ เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่(ใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ3เท่า) ที่เดิมก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ และชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่100ครัวเรือนเป็น400ครัวเรือน

    โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ5,400ล้านบาท ซึ่ง80%ดูแลประชาชนในรัศมี5กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20%ดูแลทั้ง ชุมชนของเมืองดังจิน 

    “สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากถึงเกือบ70% และถ่านหินประมาณ18% เพราะเรามีทรัพยากรก๊าซในประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับเกาหลีใต้ แต่ในอนาคตที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศจะลดปริมาณลงเรื่อยๆ เราจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงโดยลดสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมีการพัฒนาไปมากในการจัดการเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อม และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.มีแผนจะก่อสร้างทั้งที่จังหวัดกระบี่และที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา นั้น จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ในขณะเดียวกันเราก็มีการจัดตั้งเป็นกองทุนที่จะไปช่วยดูแลชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในลักษณะเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าดังจิน ของเกาหลีใต้ ซึ่งจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างการยอมรับ” ดร.อารีพงศ์ กล่าว

    การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ได้ขัดแย้งกับกระแสCOP21ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะในแผนบูรณาการพลังงานทั้ง5แผนที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบแล้วที่ใช้ในปี2558-2578 นั้น การลงทุนด้านพลังงานของประเทศจะดำเนินการแบบคู่ขนาน ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เต็มศักยภาพ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน

    ประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี  ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของประเทศ  และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ     - Energy News Center 

Date : 24 / 04 / 2016

  • Date : 24 / 04 / 2016
    เปิดใจ สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ก่อนอำลาตำแหน่งผู้ว่าการกฟผ.มิ.ย.นี้

    เปิดใจ สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ก่อนอำลาตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.มิ.ย.นี้ ฝากผู้ว่าการคนใหม่ ดูแลต้นทุนค่าไฟฟ้า สร้างการยอมรับในสังคม.สานต่อโรงไฟฟ้ากระบี่ เทพา ให้สำเร็จ

    ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน  นับถอยหลังอีกแค่เดือนมิถุนายน 2559 นี้ ตำแหน่ง ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็จะต้องเปลี่ยนมือ จาก นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์  ผู้ว่าการ กฟผ.คนที่ 12 ไปให้ผู้ว่าการกฟผ.คนที่13 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการสรรหา  เนื่องจากเกษียณอายุ ครบ60ปี   มาลองไล่เลียงดูว่าตลอดระยะเวลา3ปีในการดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการกฟผ.คนนี้ เปิดใจตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อวันที่22 เมษายน 2559 เอาไว้ว่าอย่างไร 

     

    คิดว่ามีเรื่องสำคัญใดบ้างที่ดำเนินการจนประสบความสำเร็จและถือเป็นผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.?

      ตอบ     ตลอด 3 ปีของการเป็นผู้ว่า กฟผ. มีงานที่ถือว่าประสบความสำเร็จคือ การปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 4-7 ที่ต้องปลดระวาง เนื่องจากใช้งานมานานกว่า47ปี โดยการปรับปรุงครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงนั้น มีประสิทธิภาพดี ไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม  และสามารถขอคาร์บอนเครดิตได้ด้วย 

    นอกจากนี้ยังสามารถสร้างและขยายสายส่งไฟฟ้าเป็นจำนวนมากหลายโครงการ โดยเฉพาะการสร้างสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสา ของ สปป.ลาว ทั้งนี้คาดว่าปี 2566 นี้ระบบสายส่งไฟฟ้าจะสามารถรองรับปริมาณไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี(พ.ศ. 2558-2579) หรือ PDP 2015 ได้ทั้งหมด

    รวมถึง การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่1 เพื่อระดมทุน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมีระดับราคาตลาดที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 บาทเป็น 11 บาทต่อหน่วยลงทุน ทั้งนี้ กฟผ.กำลังศึกษาดูความเหมาะสมด้วยว่าจะมีการตั้งกองทุนรวมฯ สำหรับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่2 อีกหนึ่งกองทุนหรือไม่

    มีงานไหนที่พยายามผลักดันแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย?

      ตอบ      งานที่มีความสำคัญและถือว่าล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้มามากกว่า1ปีแล้ว  คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งเดิมคาดว่าคาดว่าจะได้วางศิลาฤกษ์ในช่วงที่ดำรงตำแน่งผู้ว่ากฟผ. แต่ก็ต้องมาสะดุด เพราะถูกต่อต้านจากเอ็นจีโอและประชาชนในพื้นที่บางกลุ่ม    โดยความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน  ได้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA ) และรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) เสร็จแล้ว รวมถึงยังอยู่ในกระบวนการที่คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาโรงไฟฟ้ากระบี่กำลังศึกษาและพิจราณาร่วมกันว่าควรจะสรุปทิศทางการดำเนินงานโรงไฟฟ้ากระบี่อย่างไร ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในเดือนส.ค.-ก.ย. นี้

    อย่างไรก็ตามแม้จะยังสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่เสร็จ แต่ที่ผ่านมาสามารถสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจได้พอสมควรแล้ว ซึ่ง กฟผ.ยืนยันว่าได้รับฟังความเห็นและพร้อมปฏิบัติตามข้อกังวลใจของประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสมแล้ว   ในส่วนของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่ชนะการประมูลนั้น ในข้อตกลงราคาจะหมดสัญญากันภายในสิ้นปีนี้  ซึ่งหากผู้รับเหมาสามารถที่จะยืนราคาเดิมได้ ก็จะมีการขยายระยะเวลาสัญญาออกไป  แต่หากไม่สามารถที่จะยืนราคาได้ ก็จะต้องประมูลหาผู้รับเหมากันใหม่

    นอกจากนี้ยังมีงานในส่วนที่ค้างอยู่คือ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา อยู่ระหว่างการจัด EIA ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมพิจารณาต่อไป   รวมถึงโรงไฟฟ้าพระนครใต้เพื่อทดแทนหน่วยผลิตเดิมที่จะต้องปลดระวาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งได้จัดทำทำ (EIA)เสร็จแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการจัดประกวดราคาก่อสร้าง คาดว่าจะได้ทราบรายชื่อผู้รับเหมาก่อสร้างเร็วๆนี้ 

    มองสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเป็นอย่างไร?

     ตอบ   ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทบาทของกฟผ.ที่จะต้องจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ  สำหรับในปีนี้  กฟผ.ประเมินว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโต 4% โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) เป็นประวัติการณ์จะยังมีโอกาสเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพ.ค.นี้ ที่คาดว่าสภาพอากาศจะร้อนจัดอีกรอบ หลังจากที่เกิดพีคไปแล้ว เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 14.17 น. ที่ระดับ 28,351.7  เมกะวัตต์ ด้วยอุณหภูมิ 36.6 องศาเซลเซียส ซึ่งตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานคาดการณ์ไว้ พีคปีนี้จะอยู่ที่ 29,000 เมกะวัตต์  แต่กฟผ.ก็มั่นใจว่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากมีกำลังผลิตติดตั้งอยู่ที่ 34,000 เมกะวัตต์

     

    มีอะไรที่จะฝากถึงผู้ว่า กฟผ.คนต่อไป?

        ตอบ ตามแผนยุทธศาสตร์ กฟผ.ต้องการเปรียบเทียบผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วโลกนั้น  กฟผ.ก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร ในการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ ซึ่งถ้าสร้างโรงไฟฟ้าให้ดี ต้นทุนค่าไฟฟ้าก็จะถูกลง ซึ่งใครจะเข้ามาเป็นผู้ว่า กฟผ.ก็ต้องดูแลต่อไป

    นอกจากนี้อยากให้ผู้ว่าคนต่อไปดูแลสังคมให้เกิดการยอมรับในตัว กฟผ. ที่ดำเนินกิจการมาครบรอบ 47 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาต่อเนื่อง ก็อยากให้มีการต่อยอดต่อไป และมุ่งเน้นการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ซึ่งผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ควรยึดมั่น 

    สำหรับประเด็นเรื่องของการทำธุรกิจจัดหา แอลเอ็นจีมาใช้ในโรงไฟฟ้าเองโดยไม่ต้องซื้อจากปตท.นั้น  กฟผ.มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการ สร้างคลังแอลเอ็นจีลอยน้ำ ว่าจะมีต้นทุนที่ถูกกว่า การซื้อผ่านปตท.หรือไม่  ซึ่งถ้ามีต้นทุนต่ำกว่า ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ว่าอยากจะให้กฟผ.นำเข้าแอลเอ็นจีมาใช้เองหรือไม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจแอลเอ็นจี  และช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้ แต่ถ้าผลการศึกษาบอกว่า กฟผ.นำเข้าเองแล้วแพงกว่าซือจากปตท. ก็คงต้องเลิกโครงการดังกล่าว  ซึ่งเรื่องนี้ ผู้ว่าการกฟผ.คงใหม่ก็คงจะต้องมาช่วยดู เพราะเป็นทิศทางในอนาคตของกฟผ.

    กฟผ.ถือเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ  ตำแหน่งผู้ว่าการกฟผ.จึงเป็นตำแหน่งที่สังคมให้ความสนใจ  โดยผลงานในช่วง3ปีที่ผ่านมาของนายสุนชัย ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แต่ละโครงการทั้งโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง ที่พยายามผลักดันนั้นมีความยากลำบาก เพราะเกี่ยวข้องกันกับหลายภาคส่วนและต้องได้รับความเห็นชอบจากภาคประชาสังคม

     ในวันที่ 25 เม.ย. นี้ คณะกรรมการสรรหาผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ จะเปิดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งทั้ง 5 คน ล้วนเป็นผู้บริหารของ กฟผ.ระดับรองผู้ว่าการ  ประกอบด้วย1.นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. 2.นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. 3.นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. 4.นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ. และ 5. นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ.    โดยคาดว่าจะเสนอรายชื่อให้บอร์ด กฟผ.พิจารณาได้ภายในเดือน พ.ค.2559 นี้

    ต้องติดตามดูว่า ใครจะเป็นผู้ว่ากฟผ.คนที่13ที่จะมารับงานร้อนขับเคลื่อนเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งกระบี่ และเทพา ฝ่ากระแสต้านของเครือข่ายเอ็นจีโอ ให้สำเร็จ 

Date : 12 / 04 / 2016

  • Date : 12 / 04 / 2016
    10 ประเด็นสำคัญพลังงาน ผ่านมุมมองเทวินทร์
    10ประเด็นสำคัญพลังงานผ่านมุมมองเทวินทร์
     
    สำหรับคนที่ไม่ได้มีโอกาสได้ฟังหรือรับชมรายการCEO Vision ของสถานีวิทยุทางอสมท.FM 96.5 ในตอนที่ชื่อว่า อนาคตพลังงานไทย ที่มีคุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นแขกรับเชิญในรายการ ความยาวกว่า1ชั่วโมงเมื่อวันที่7เมษายน2559 ที่ผ่านมานั้นสามารถที่จะเข้าไปรับชมย้อนหลังได้ที่(https://youtu.be/Rb5s6JE9h08) หรือผ่าน Link ของ ปตท. ที่https://youtu.be/KQEKoKHFMLk
     
    แต่ถ้าใครที่มีเวลาน้อยและอยากจะเลือกจับเอาเฉพาะประเด็นสำคัญนั้น คุณเทวินทร์ ก็มีเขียนสรุปเอาไว้ให้ที่ เพจTevin at PTT
     
    แต่ที่Energy News Center อยากจะเน้นย้ำในสิ่งที่คุณเทวินทร์ สรุปเอาไว้ให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ไทยเราเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ เพราะผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ในขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศนั้นหร่อยหรอลงเรื่อยๆ  การเร่งรัดสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชาที่เชื่อว่ามีศักยภาพด้านปิโตรเลียมจึงเป็นความท้าทายของรัฐบาล ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศ ในขณะที่การบริหารจัดการการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุให้มีความต่อเนื่อง ก็จะช่วยรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมเอาไว้
     
    10 ประเด็นสำคัญพลังงานผ่านมุมมองของคุณ เทวินทร์ ที่ผู้รับข้อมูลต้องใช้หลักกาลามสูตร 10 ประการมาช่วยในการพิจารณามีดังต่อไปนี้

    1. สถานการณ์พลังงานของโลก ยังคงมีแนวโน้มที่จะอยู่ในสภาวะอุปทานล้นตลาดไปอีกสักระยะ จากการผลิต Shale Oil ของสหรัฐฯ และการส่งออกน้ำมันเพิ่มของอิหร่าน ประกอบกับเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีนยังคงคชะลอตัว

    2.ประเทศนำเข้าพลังงานอย่างไทย ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลง ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่าย แต่มีผลให้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในอัตราสูง จึงควรรณรงค์การใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

    3. ราคาขายปลีกน้ำมันแต่ละประเทศแตกต่างกัน จากโครงสร้างภาษีและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายของประเทศ

    4. ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่มักจะเก็บภาษีน้อยและเคยอุดหนุนราคาขายปลีกในประเทศ จำเป็นต้องปรับนโยบายเพราะรายได้จากการส่งออกน้ำมันลดลงมาก

    5.ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยไม่ได้ลดลงตามสัดส่วนการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากรัฐบาลยังคงเก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมันใกล้เคียงเดิม เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในประเทศ และส่งเสริมพลังงานทดแทน

    6. ราคาน้ำมันที่ต่ำลง เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล LPG และ NGV ให้สะท้อนกลไกตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันแบบเสรีต่อไปได้

    ความท้าทายด้านพลังงานของประเทศ
    7. ปริมาณสำรองของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ศักยภาพเราไม่มาก การสำรวจใน 15 ปีที่ผ่านมา พบปิโตรเลียมในปริมาณน้อยกว่าที่เราใช้ในปีเดียว

    8. การเร่งรัดสำรวจปิโตรเลียมในประเทศ และในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา จะช่วยหาโอกาสเพิ่มการผลิตในระยะยาว

    9. ความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติจากสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต้องมีความชัดเจนล่วงหน้าอย่างน้อย 5 ปีก่อนหมดอายุ เพื่อรักษาระดับการลงทุนพัฒนา

    10. ข่าวสารในsocial media มีข้อมูลทั้งจริงและเท็จ ผู้รับฟังควรยึดหลักธรรมะกาลามสูตร 10 ประการ รับข้อมูลอย่างมีสติ และใช้ปัญญาพิจารณาก่อนเชื่อเรื่องใดๆ

    อ่านบทความนี้จบผู้อ่านก็ควรต้องถามย้ำกับตัวเอง ว่ารู้เรื่องและเข้าใจสถานการณ์พลังงานของโลก และของประเทศ ดีขึ้นหรือไม่ ถ้าเห็นคล้อยตามไปกับคุณเทวินทร์  คุณก็ควรจะช่วยแชร์10ประเด็น ที่คุณเทวินทร์สรุปเอาไว้ ให้คนอื่นๆได้รับรู้ด้วย