บทความทั้งหมด

Date : 21 / 06 / 2016

  • Date : 21 / 06 / 2016
    แก้ปัญหาขยะล้นเมือง ด้วยสุรนารีโมเดล

    ในทางวิชาการเป็นที่เข้าใจกันดีว่าปัญหาขยะในเมืองใหญ่นั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขด้วยวิธีการฝังกลบเหมือนที่เคยทำมาในอดีต  เพราะด้วยองค์ประกอบของขยะที่เปลี่ยนไป  ,การหาพื้นที่ฝังกลบหรือกำจัดได้ยากขึ้น  รวมทั้งต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มสูงขึ้น  ทำให้หลายหน่วยงานคิดค้นรูปแบบการบริหารจัดการขยะที่มีต้นทุนที่ต่ำลง แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดขยะมากขึ้น  รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของชุมชนเพราะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน  หรือมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาเศษขยะ

    ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุถึงปริมาณขยะสะสมที่มีอยู่ในประเทศ ในปัจจุบันสูงถึง26 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกๆปี  ซึ่งในเมื่อแนวทางของการฝังกลบ ไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน  รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จึงมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการเลือกที่จะกำจัดขยะด้วยการแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ที่นอกจากจะเป็นวิธีที่สามารถลดปริมาณขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังได้ไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

     ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (AEDP) ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะเป็นลำดับแรกโดยกำหนดเป้าหมายให้รับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรมอีก 50 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579  ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเสนอขายไฟฟ้าจากขยะชุมชนแล้วประมาณ400 เมกะวัตต์  ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว  แต่ประเด็นปัญหาที่ผู้ประกอบการพบคือการยอมรับจากชุมชน และความเข้าใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้จัดการขยะ  ที่ยังยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์จากการจัดเก็บขยะ โดยที่ไม่ได้มองถึงปัญหาในภาพรวมที่จะเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้การแก้ไขปัญหาขยะ ด้วยการนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า มีต้นแบบซึ่งเป็นรูปธรรมในการจัดการที่ได้ผล ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ได้มองเห็นประโยชน์และนำไปใช้   เมื่อวันที่ศุกร์ที่17 มิ.ย.2559ที่ผ่านมา ทางพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้งนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ,นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงลงพื้นที่ไปดูแนวทางการจัดการขยะของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ที่เริ่มต้นเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี2552 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)เพื่อให้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรที่มองทุกมิติ ทั้งด้าน ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม (กรณีชุมชนขนาดเล็ก ปริมาณขยะ 3-5 ตัน/วัน) และล่าสุดทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานก็อนุมัติงบประมาณ  588 ล้านบาท ให้ มทส. นำไปศึกษาต่อยอดเพื่อขยายผลในเรื่องนี้

    โดยโมเดลของ มทส.หรือสุรนารีโมเดล  คือการนำขยะมูลฝอยจากชุมชนมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ  (Refuse Derived Fuel –RDF) โดยสามารถผลิตเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบที่มีความเหมาะสมเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบผลิตพลังงานแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้อินทรียวัตถุในรูปปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้เป็นสารปรับปรุงดิน ด้วยเทคโนโลยี MBT (Mechanical and Biological Treatment) หรือเทคโนโลยีการหมักแบบ Composting Plant ร่วมกับการใช้เครื่องจักรในหน่วยต่างๆ ที่เหมาะสม

    จากกระบวนการดังกล่าวทำให้ได้ขยะที่เสถียรเนื่องจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่ใช้อากาศ ในระยะเวลาเพียง 20-30 วัน  ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่น และสามารถลดความชื้นของขยะชุมชนเหลือไม่เกิน 30% (จากเดิมความชื้นประมาณ 55-65 %)   ซึ่งผลผลิตที่ได้มี 2 ส่วน คือ 1) ขยะที่เผาไหม้ได้ (พลาสติก กระดาษ เศษไม้) สามารถผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับระบบผลิตพลังงานแต่ละประเภท 2) อินทรียวัตถุที่เกิดจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่การเกษตรได้อย่างหลากหลากหลาย  ที่สำคัญคือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกำจัดขยะที่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าหลุมฝังกลบและค่าขนถ่ายขยะ รวมประมาณ 870 ต่อตัน  แต่ค่าจัดการขยะของ มทส.นั้นมีค่าคัดแยกขยะ Recycle, ขยะอันตราย ,ค่าการสับย่อยแบบหยาบ ค่าการเดินระบบ MBT ค่ากระบวนการloading, shredding, Trommel, และค่าใช้จ่ายคนงานประจำเครื่องจักรซึ่งมีต้นทุนประมาณ805 บาท/ตัน ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าวิธีฝังกลบแล้ว ยังมีรายได้กลับคืนมาในรูปของการจำหน่ายRDFและปุ๋ยอินทรีย์ โดยปริมาณขยะสด 150 ตัน/เดือนจะสามารถผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ 51 ตัน/เดือน (ราคาจำหน่าย 4,000 บาท/ตัน)  และ ผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDFได้ 15 ตัน/เดือน (ราคาจำหน่าย 1,000 บาท/ตัน) ***ข้อมูลปี2553

     นายวีรชัย อาจหาญ ผู้อำนวยการเทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) กล่าวว่า RDF ที่ได้ นอกจากจะนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้แล้วยังสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วย โดยมองว่าแนวทางบริหารจัดการขยะที่เหมาะกับประเทศไทยคือ การกระจายศูนย์ผลิต RDF ไปให้ทั่วประเทศ   ซึ่งขณะนี้โมเดลของ มทส.นั้นมีโครงการนำร่องไปแล้ว 4 แห่ง คือที่เทศบาลเมืองสีคิ้ว เทศบาลเมืองปัก เทศบาลตำบลพิมาย และเทศบาลตำบลด่านขุนทด ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งแต่ละแห่งจะใช้ขยะ 25 ตันต่อวันผลิต RDFและส่งไปจำหน่ายให้กับโรงปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี ที่รับซื้อเพื่อไปผลิตไฟฟ้า สร้างรายได้ให้เทศบาลประมาณ 1,000 บาทต่อตัน โดยคาดว่าทั้ง 4 แห่งจะเริ่มผลิตจำหน่ายได้ในเดือน ต.ค.นี้  

     นอกจากนี้ มทส.ยังเตรียมผลักดัน RDF ให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจได้จริง โดยเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ขนาด 1 เมกะวัตต์ ในปี 2560 เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองใน มทส. และจะเปิดรับซื้อ RDF โดยให้ราคาประมาณ 1,200 บาทต่อตัน หรือ 1.20 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งจะรับซื้อ RDF ไปผลิตน้ำมันสำเร็จรูปขนาด 20,000 ลิตรต่อวัน  อีกทั้งยังแปรรูป RDF เพื่อใช้แทนถ่านหินผลิตความร้อนในกระบวนการอุตสาหกรรมด้วย

     นายวีระชัย กล่าวว่า หากโมเดลดังกล่าวสำเร็จ และเริ่มกระบวนการส่งเสริมให้ทุกเทศบาลในไทยจัดการขยะในรูปแบบเดียวกันนี้  นอกจากจะทำให้เกิดธุรกิจ RDF ที่สร้างมูลค่าได้แล้ว ยังทำให้ปัญหาขยะล้นเมืองหมดลงไป ที่สำคัญอนาคตประเทศไทยอาจขาดแคลนขยะจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็เป็นได้

     ด้านนายวิสุทธิ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ซี ไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเครือ SCG กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นรายแรกที่นำกากอุตสาหกรรมมาเผาร่วมกันกับการผลิตปูนซีเมนต์ โดยในปี 2558 ได้รับซื้อกากอุตสาหกรรม 3 แสนตัน และ ซื้อ RDF 6 หมื่นตัน หรือเทียบเป็นขยะชุมชนประมาณ 2 แสนตันต่อปี โดยนำมาเผารวมในหม้อเผาปูนซีเมนต์ที่มีความร้อนสูงถึง 1,450 องศา ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ไม่ก่อให้เกิดมลพิษจากขยะ ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ มทส. รับซื้อ RDFจากเทศบาลที่ร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับภาครัฐและประชาชนแก้ไขปัญหาขยะ แปลงให้เป็นพลังงาน เพื่อช่วยสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมต่อไป

     ต้องติดตามดูว่า โมเดลการนำขยะมาผลิตเป็นRDF ของ มสท. จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมือง และทำให้วิธีชีวิตของสังคมไทยมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น ได้มากน้อยแค่ไหน  อย่างไรก็ตามก็เป็นบทบาทของรัฐบาลที่จะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการแปลงนโยบายการเปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า ให้เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ

      

     

Date : 05 / 06 / 2016

  • Date : 05 / 06 / 2016
    ตอบโจทย์ เอราวัณ บงกช รัฐบาลต้องตั้งหลักด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเมือง

    ต้องยอมรับว่าประเด็นของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและใกล้เคียง และแหล่งบงกช หลังจากหมดอายุสัมปทานในปี2565-2566 นั้นยังมีความสับสนอยู่มากในหมู่ประชาชน  ว่าจะเชื่อใครดี ระหว่างฝั่งรัฐบาลที่ใช้ข้อมูลสนับสนุนของกระทรวงพลังงาน และ ฝั่งของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)ที่มีข้อมูลและชุดความเชื่อของตัวเอง  โดยในแนวทางของรัฐนั้นให้น้ำหนักไปในแนวทางของการประมูลด้วยระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาให้ซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน  ในขณะที่ คปพ.เสนอแนวทางการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่มีโครงสร้างภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย  และใช้ระบบรับจ้างผลิต ในการบริหารจัดการ  ใครเสนอราคาต่ำสุดที่จะทำงานให้กับรัฐก็ได้สิทธิ์ได้ โดยที่รัฐจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นส่วนแบ่งของปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นมาได้

    ประเด็นดังกล่าว รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดี และตอบโจทย์เรื่องดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุด  เพราะหากปล่อยให้มีการสร้างกระแสไปผูกโยงกับเรื่องการเมือง และนำมาใช้กดดันการตัดสินใจของรัฐบาล จนทำให้การดำเนินการล่าช้า และเลือกแนวทางการบริหารจัดการที่ผิด  จะสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

    ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันศุกร์ที่3 มิ.ย.2559 ที่บางช่วงบางตอน นายกรัฐมนตรี พูดย้ำถึง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อ วันที่30พ.ค2559 นั้นสะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรี เห็นถึงความสำคัญของแหล่งผลิตก๊าซทั้งเอราวัณและบงกช  พร้อมทั้งต้องการจะให้มีการดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา1ปี เพื่อที่จะให้การผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  จะได้ไม่ต้องไปนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ที่มีราคาแพงกว่า ก๊าซในอ่าวไทย เข้ามาทดแทน   ซึ่งเหตุผลที่รัฐต้องหาเอกชนมาดำเนินการแทนรัฐก็เพราะรัฐไม่มีความพร้อมทั้งทางด้านเงินลงทุนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

    ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า สัมปทานของแหล่งเอราวัณที่ดำเนินการโดยบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด  และแหล่งบงกช ที่ดำเนินการโดยบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) นั้น หลังจากหมดอายุสัมปทานแล้วจะไม่สามารถที่จะต่ออายุสัมปทานได้อีกตามกฏหมายเพราะเคยผ่านการต่ออายุสัมปทานมาแล้ว1ครั้งเป็นระยะเวลา10ปี ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์   ประเด็นนี้หากเป็นกรณีที่เมื่อครบอายุสัมปทานแล้ว รัฐพิสูจน์ว่าไม่เหลือปริมาณสำรองปิโตรเลียม หรือเหลือไม่มากพอที่จะดำเนินการผลิตต่อ   รัฐก็คงให้เอกชนผู้รับสัมปทานรื้อถอนสิ่งติดตั้งและอุปกรณ์การผลิตออกไปทั้งหมด  ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระให้กับรัฐในภายหลัง     แต่เมื่อรัฐว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาทำการประเมินปริมาณสำรองและปริมาณทรัพยากรของแหล่งก๊าซทั้ง2แหล่งแล้ว พบว่า ยังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลืออยู่มากพอ ที่จะดำเนินการผลิตต่อไป  รัฐก็จะจัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่ผู้รับสัมปทานจะต้องโอนคืนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ และส่วนใด ที่ผู้รับสัมปทานจะต้องรื้อถอนออกไป   

    อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ  เมื่อรัฐได้ทรัพย์สินส่วนที่ต้องการมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะดำเนินการผลิตก๊าซต่อเนื่องไปได้เลย  เพราะรัฐไม่ได้มีการฝึกเตรียมคนเอาไว้ให้พร้อมที่จะดำเนินการ  ดังนั้นการที่จะทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องคือ รัฐต้องหาผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยรัฐดำเนินการ ที่สำคัญคือยังต้องมีการลงทุนใหม่เพื่อเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตเพิ่ม จึงจะรักษาระดับการผลิตเอาไว้ได้ 

    มีผู้รู้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า  ถ้าแหล่งก๊าซในอ่าวไทย เป็นเหมือนถังนมขนาดใหญ่ เหมือนเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือพม่า แล้วผู้รับสัมปทานรายเดิมเสียบหลอด เอาไว้ให้  เมื่อหมดสัมปทานแล้ว ยังมีนมเหลืออยู่กว่าครึ่งถัง  รัฐคงเข้ามาดำเนินการต่อได้ไม่ยาก  จะใช้วิธีจ้างผลิต ก็คงจะมีคนแย่งกันมาดำเนินการให้    แต่ในความเป็นจริงตามข้อมูลจากทั้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้รับสัมปทาน  แหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณ และบงกช  นั้นมีลักษณะเป็นเหมือนกล่องนมขนาดเล็ก หลายร้อยกล่องหลายพันกล่อง  ที่ตั้งกระจัดกระจายซ่อนตัวอยู่ตื้นบ้าง ลึกบ้าง   สิ่งที่ผู้รับสัมปทานโอนมาให้ ก็เป็นกล่องนมบางกล่องที่เจาะไว้ให้แล้วเท่านั้น  ดูดได้ไม่นานก็หมด  ต้องไปลงทุนเสาะหาตำแหน่งกล่องนม  เพื่อเจาะกล่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงจะได้ปริมาณนมเท่าเดิม  โดยถ้าไม่ทำอะไรเลย กล่องนมที่เจาะไว้นั้น จะมีนมรั่วหายไปเฉยๆ (decline) ปีละประมาณ20%     ดังนั้นการจะใช้วิธีจ้างผลิต จึงต้องมีแรงจูงใจมากพอสมควร  โดยเฉพาะหากจะให้เอกชนลงทุนเองไปก่อน  เจาะเจอนมแล้วค่อยแบ่งนมให้เป็นค่าตอบแทน  ยิ่งต้องแบ่งปริมาณนมให้จนเขาคิดว่าคุ้มเสี่ยง  แล้วยิ่งหากเป็นรายใหม่ที่ไม่เคยรู้ว่ากล่องนมนั้น ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้าง  ยิ่งเป็นเรื่องยาก

    ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาสัมปทาน  ที่รัฐยังไม่รู้ว่าแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย มีขนาดเป็นถังนม หรือกล่องนม แล้วซ่อนตัวอยู่ที่ไหนบ้าง  รัฐใช้ระบบที่เรียกว่า สัมปทานไทยแลนด์1 คือ เอกชนลงทุนหาปิโตรเลียมเจอ รัฐขอเก็บค่าภาคหลวงในอัตรา12.5%  เมื่อผู้รับสัมปทานผลิตปิโตรเลียมแล้วขายได้เงินมา หักค่าใช้จ่ายออกไป เหลือกำไรเท่าไหร่ รัฐขอแบ่งอีก 50%  โดยที่รัฐไม่ต้องมาเสี่ยงด้วย    ระบบสัมปทานมีการปรับปรุงจนกลายมาเป็นระบบสัมปทาน ไทยแลนด์3 เพื่อให้ผู้รับสัมปทานมีแรงจูงใจที่จะเสาะหาปิโตรเลียม ที่มีอยู่ใต้ดินลึกลงไปให้ได้มากที่สุด  เพราะความต้องการใช้ปิโตรเลียมของคนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  คือหากเจอแหล่งขนาดเล็กมาก รัฐขอเก็บค่าภาคหลวง 5% แต่ถ้าเจอแหล่งขนาดใหญ่ รัฐเพิ่มอัตราการจัดเก็บเป็น15%  แล้วขอเก็บภาษีเงินได้อีก50% เท่าเดิม  ระบบใหม่นี้ รัฐก็ไม่เข้าไปร่วมรับความเสี่ยงด้วย  

    แหล่งก๊าซเอราวัณและบงกช บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกยืนยันแล้วว่า หลังจากที่สัมปทานหมดอายุ จะยังมีปริมาณสำรองทั้งที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ(Probable Reserves) อยู่ที่ประมาณ6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  แต่จะต้องใช้จำนวนหลุมเพิ่มมากขึ้น และเจาะสำรวจยากขึ้น เพราะอยู่ลึกมากกว่าเดิม ต้นทุนการเจาะสำรวจและผลิตต่อหลุมจึงสูงขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำ  การที่รัฐจะเรียกร้องผลประโยชน์ให้สูงกว่าเดิมยิ่งเป็นเรื่องยาก  ซึ่งรัฐต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ

    ในประเด็นของการเปิดประมูล รัฐก็ต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันด้วยว่า  การประมูลแหล่งปิโตรเลียม นั้นแตกต่างจากการประมูลระบบโทรคมนาคม4G แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้ระบบสัมปทานแบบเดียวกัน  โดยการประมูลปิโตรเลียม  นั้นต้องชัดเจนว่ารัฐต้องการหาเอกชนที่มีความพร้อมทั้งเงินลงทุนและเทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญที่จะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด   เพราะนอกจากจะช่วยทดแทนการนำเข้าLNG จากต่างประเทศแล้ว  ก๊าซจากอ่าวไทยมีคุณสมบัติสำคัญที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ  ที่LNG ไม่มี   และการผลิตก๊าซในประเทศนั้น รัฐจะได้รับประโยชน์ ในรูปค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ในขณะที่การนำเข้าLNG เป็การสูญเสียเงินตราต่างประเทศออกไปทั้งหมด    เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ในรูปตัวเงินที่เอกชนเสนอให้กับรัฐ ถึงแม้จะสูง แต่ถ้าไม่มีแผนงานที่ดีว่าจะนำปิโตรเลียมที่มีอยู่ขึ้นมาให้เกิดความต่อเนื่องได้อย่างไร  ก็สู้เอกชนที่เสนอแผนงานที่ดีให้กับรัฐไม่ได้   โดยเฉพาะการประมูลปิโตรเลียมหากเกิดกรณี ชนะประมูลแล้วทิ้งในอนุญาต เหมือนกรณีของโทรคมนาคม แล้ว จะยิ่งสร้างความเสียหายกว่ามาก    และอีกประเด็นที่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจร่วมกันคือ  การที่ผู้ชนะประมูล เป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี ต่อประเทศ เพราะจะยิ่งทำให้การผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เป็นประโยชน์ในภาครวม   เพราะความต่อเนื่องในการผลิตถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้

    ปัจจุบันแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตก๊าซรวมกันอยู่ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินถึงผลกระทบแล้วว่า  หากรัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในกลางปี2560 ตามที่กพช.มีมติ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมทั้งเชฟรอน และปตท.สผ. จะค่อยๆทะยอยลดกำลังการผลิตก๊าซลง  ซึ่งคาดว่าก๊าซจะหายไปจากระบบช่วงปี2561-2565 ประมาณ1.9ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  และในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่  การผลิตก๊าซจะหยุดชะงักช่วงรอยต่อระหว่างการผลิตระหว่างผู้รับสัมปทานเดิมกับรายใหม่  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   

    ยังมีประเด็นที่มีการโต้แย้งว่าราคา LNG  ปัจจุบันนั้นถูกกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทย ดังนั้นการนำเข้าLNG  เข้ามาไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น  นั้นเป็นข้อเท็จจริงเพียงส่วนเดียว  เพราะราคาที่นำมาอ้างอิงนั้นเป็น ราคาspot  ที่มีปริมาณจำกัด การที่ไทยจะต้องนำเข้า LNG เข้ามาทดแทน ก๊าซที่จะหายไปจากระบบ จะมีมากถึง40ล้านตัน ในช่วง8ปี ไม่สามารถที่จะซื้อในราคาspot ตามราคาปัจจุบันได้ทั้งหมด และไม่มีใครรู้ว่า ในปี2561 ราคาจะขยับขึ้นลงอย่างไร   โดยหากเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยย้อนหลังไป5ปี จะเห็นว่าราคาLNG นำเข้านั้นแพงกว่า ราคาก๊าซในอ่าวไทย อย่างชัดเจน

    พลเอกประยุทธ์ กล่าวย้ำในรายการว่ารัฐบาลมีระยะเวลาประมาณ1ปี ที่จะดำเนินการเรื่องของเอราวัณและบงกช เพื่อให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมได้รับทราบล่วงหน้า และวางแผนได้ว่าจะลงทุนต่อหรือจะชะลอลงทุน  จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเดินหน้า และนำข้อเท็จจริงในแง่มุมต่างๆ มาเปิดเผยให้มากที่สุด   โดยรัฐบาลไม่ควรทำให้เรื่องพลังงานกลายเป็นประเด็นการเมือง  เพราะหากกรณีของเอราวัณ และบงกช  เดินซ้ำรอยสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ทีทำให้รัฐบาลถอยจนเกิดความล่าช้า  ผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งขยายวงไปมากยิ่งกว่า

     โจทย์ของเอราวัณและ บงกช สำหรับรัฐบาลต้องตั้งหลักด้วยข้อเท็จจริง จึงจะยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มคะมำไปกับกระแสกดดัน-ของฝั่งคปพ.  -Energy News Center

     

     

     

Date : 01 / 06 / 2016

  • Date : 01 / 06 / 2016
    ประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณ บงกช เดิมพันผลกระทบมากกว่า 1ล้านล้านบาท เศรษฐกิจไทยรับไหวหรือ

    ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อ วันที่30พ.ค2559กระทรวงพลังงานมีการรายงานให้ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประธาน.กพช.ได้รับทราบแล้วถึงความสำคัญของสัมปทานปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่ทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุลงในช่วงปี2565 -2566 และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่ว่าจ้างมาศึกษานั้นยืนยันแล้วว่า หลังจากที่สัมปทานหมดอายุ จะยังมีปริมาณสำรองทั้งที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ(Probable Reserves) อยู่ที่ประมาณ6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  มากพอที่จะผลิตก๊าซต่อไปได้อีกประมาณ10ปี หลังจากที่หมดอายุสัมปทาน เพียงแต่ต้องมีการลงทุนเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตเพิ่มเติมเพื่อนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ ให้ได้เท่านั้น

    กพช.จึงเลือกแนวทางที่จะให้มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งผู้รับสัมปทานรายเดิม และบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรายใหม่ ที่คิดว่าตัวเองมีเทคนิคและวิธีการที่จะนำก๊าซขึ้นมาได้ มาแข่งขันกัน  เพื่อให้ตอบโจทย์กับสังคมได้ว่ารัฐมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างโปร่งใส   แม้ว่าวิธีการประมูลที่ กพช.ตัดสินใจเลือกนั้น จะใช้เวลานานกว่าวิธีการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมให้ดำเนินการต่อ เหมือนที่หลายๆประเทศดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่าง

    ประเด็นที่สังคมจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช นั้นมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมเป็นกระเปาะเล็กๆกระจายตัวกันอยู่   ผู้ที่เข้ามาดำเนินงานต่อ จะต้องลงทุนเจาะหลุมผลิตจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี เพื่อรักษาระดับการผลิตเอาไว้   ดังนั้นการผลิตก๊าซช่วงหลังสัมปทานหมดอายุจะมีต้นทุนการผลิตก๊าซที่สูงกว่า แหล่งปิโตรเลียม ของเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งใหย่กว่าอย่างที่มาเลเซีย หรือเมียนมา  ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ดำเนินการ จึงต้องมีเงื่อนไขที่จูงใจผู้ลงทุนมากพอสมควร  และต้องมั่นใจว่าผู้ดำเนินการมีเงินลงทุน และมีแผนการผลิตที่ดีสามารถผลิตก๊าซขึ้นมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง   ซึ่งประเด็นดังกล่าวค่อนข้างจะสวนทางกับความคาดหวังของสังคมที่อยากจะให้รัฐได้เงื่อนไขผลประโยชน์ที่สูงขึ้นกว่าเดิม  เหมือนกับที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พยายามที่จะนำเสนอแนวทางและวิธีการในการดำเนินการ  ในรูปของการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแล และใช้ระบบจ้างผลิตแทนระบบสัมปทานเดิม

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการตัดสินใจจากฝ่ายนโยบายออกมา ว่ารัฐจะเลือกใช้ระบบใดระหว่างระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน  ,กับระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบรับจ้างผลิต  ที่เป็นระบบใหม่

    โจทย์ที่ประเด็นสำคัญและเป็นแรงกดดันการทำงานของกระทรวงพลังงาน คือจะสามารถเร่งรัดการประมูลให้แล้วเสร็จภายใน1ปีตามมติกพช.ได้อย่างไร  ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในรูปแบบและวิธีการ   และการประมูลจะล่าช้าออกไปมากน้อยแค่ไหนหากรัฐไม่เลือกตามแนวทางที่ คปพ.  โดยหากย้อนไปดูกรณีของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลนั้นพ่ายแพ้ต่อกระแสกดดันของ คปพ.ที่จนถึงขณะนี้ผ่านมาปีกว่าแล้ว รัฐก็ยังไม่สามารถที่จะออกประกาศเชิญชวนเอกชนยื่นของสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ได้เลย

    ปัจจุบันแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตก๊าซรวมกันอยู่ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินถึงผลกระทบภายในกระทรวงพลังงานแล้วว่า  หากรัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จภายในกลางปี2560 ตามที่กพช.มีมติ  ผู้รับสัมปทานรายเดิมในแหล่งเอราวัณ ที่ และบงกช คือทั้งเชฟรอน และปตท.สผ. จะค่อยๆทะลอยลดกำลังการผลิตก๊าซลงต่ำกว่าสัญญาได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญา เพียงแต่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ1ปี เพื่อให้ปตท.สามารถที่จะจัดหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาทดแทน    ซึ่งคาดว่าก๊าซจะหายไปจากระบบช่วงปี2561-2565 ประมาณ1.9ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  และในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่  การผลิตก๊าซจะหยุดชะงักช่วงรอยต่อระหว่างการผลิตระหว่างผู้รับสัมปทานเดิมกับรายใหม่  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   

    มีคำถามถึงรัฐบาลว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศจะรับไหวหรือไม่และรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร หากปล่อยให้เกิดกรณีเลวร้ายที่สุดขึ้น ที่ก๊าซจากอ่าวไทย จะหายไปมากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ในช่วง8ปี เพราะจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตามมาอีกหลายเรื่อง  โดยจะต้องมีการนำเข้าLNG เข้ามาทดแทน ในช่วงดังกล่าวมากถึง40ล้านตัน  คิดเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต้องสูญเสียออกไปประมาณ1.1 ล้านล้านบาท(กรณีLNGราคาอยู่ที่15เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู)  และมูลค่านำเข้าประมาณ6แสนล้านบาท (กรณีLNGราคาอยู่ที่8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู) และกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที  ในปี2564 ประมาณ 58 สตางค์ต่อหน่วย

    ก๊าซในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติทางเคมีที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยผ่านโรงแยกก๊าซเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเป็นแอลพีจีหรือก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้  ซึ่งหากก๊าซดังกล่าว หายไปจากระบบ   คาดว่าจะต้องมีการนำเข้าLPG  เข้ามาทดแทน คิดเป็นมูลค่าประมาณ111,200 ล้านบาท  และนำเข้าวัตถุดิบสำหรับปิโตรเคมีคือก๊าซอีเทนอีกประมาณ71,500 ล้านบาท

    นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากรายได้ของรัฐจากภาษีปิโตรเลียมที่จัดเก็บได้ จะลดลงประมาณ102,000 ล้านบาท และค่าภาคหลวงที่จะลดลงประมาณ140,000ล้านบาท  ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ อีกประมาณ105,000ล้านบาท  โดยยังไม่นับรวมผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะต้องมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

    การประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม คราวนี้จึงมีเดิมพันกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า1ล้านล้านบาท  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาให้ความสำคัญ  เพราะหากรัฐบาลแพ้เดิมพันคราวนี้ ประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้น

    ผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียม บอกเอาไว้ว่า ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีเหลืออยู่ในประเทศควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตขึ้นมาใช้เพื่อทดแทนการนำเข้า เพราะก๊าซ1หน่วยที่ผลิตได้ในประเทศรัฐได้ส่วนแบ่งในค่าภาคหลวง และภาษีปิโตรเลียม  แต่ก๊าซLNG1หน่วยที่นำเข้า ประเทศผู้ขายก๊าซได้ประโยชน์ไปทั้งหมด  รัฐมีต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และไม่ได้ประโยชน์จากค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมอะไรเลย    ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับหรือไม่ ?-Energy News Center 

Date : 29 / 05 / 2016

  • Date : 29 / 05 / 2016
    10ประเด็นที่ต้องรู้ ว่าสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุนั้นสำคัญอย่างไร

    1.แปลงสำรวจหมายเลขB10,B11,B12,B13 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณและใกล้เคียง ดำเนินการโดยเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด ส่วนแปลงB15,B16,B17ครอบคลุมแหล่งบงกช ดำเนินการโดย ปตท.สผ.  จะหมดอายุในช่วงปี2565-2566 และไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฏหมาย เพราะเคยผ่านการต่ออายุมาแล้ว เป็นระยะเวลา10ปี   ปัจจุบันมีการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในปริมาณ 2,214ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ)

    2.ก๊าซที่ผลิตจากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  ,เอาไปเพิ่มความดันให้เป็น ก๊าซเอ็นจีวี ในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน

    3.ทั้งเชฟรอน และปตท.สผ.ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม  ขอความชัดเจนจากรัฐถึงแนวทางในการบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในปี2565-2566 ล่วงหน้าอย่างน้อย5ปี เพื่อให้บริษัทสามารถที่จะวางแผนการลงทุนของตนเองได้  โดยหากรัฐไม่แจ้งให้บริษัทได้ทราบล่วงหน้า  บริษัทก็จะชะลอการลงทุนเจาะหลุมผลิตปิโตรเลียม  ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมลดน้อยลง

    4.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ได้มีมติเมื่อวันที่14 พ.ค.2558 ให้กระทรวงพลังงานไปพิจารณาหาผู้ดำเนินงานในพื้นที่ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทาน และพิจารณาระบบการบริหารจัดการเพื่อจัดเก็บผลประโยชน์ให้กับรัฐที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องในการพัฒนาแหล่งก๊าซและการรักษาเสถียรภาพการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ

    5.กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาช่วยประเมินปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ สรุปว่ายังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลือพอที่จะรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้ในระดับเดิมได้ประมาณ10ปี แต่จะต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกๆปี    ปัจจุบันบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมต้องใช้ เงินลงทุนประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท ในการเจาะหลุมผลิตเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้  

    6. อุปกรณ์ต่างๆที่จะโอนคืนให้กับรัฐหลังหมดอายุสัมปทาน เป็นของรัฐ  จะไม่เกิดประโยชน์  ถ้ารัฐไม่สามารถ ลงทุนสำรวจหาทรัพยากรใต้ดิน ขึ้นมาใช้กับอุปกรณ์นั้นๆ ได้  รัฐจึงหาวิธีที่จะแปลงทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมูลค่าหุ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือครองของรัฐในแหล่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวแทน

    7.ในการประชุมกพช.วันที่30 พ.ค.2559 นี้ กระทรวงพลังงาน จะนำเสนอ2 แนวทางให้ ที่ประชุมพิจารณา คือ 1. การเลือกเจรจาต่อรองกับผู้รับสัมปทานรายเดิมคือเชฟรอนและปตท.สผ. ให้เป็นผู้ดำเนินงานในพื้นที่ที่สัมปทานจะหมดอายุต่อไป ภายใต้เงื่อนไขผลประโยชน์อันใหม่   และ2. การเปิดประมูล โดยมีเงื่อนไขที่รัฐต้องได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น

    8.กรณีที่รัฐเลือกแนวทางเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมเป็นลำดับแรก ในทางเทคนิคจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของความต่อเนื่องและเสถียรภาพการผลิตก๊าซ เพราะหากการเจรจาได้ข้อยุติผู้รับสัมปทานรายเดิมสามารถที่จะวางแผนการผลิตล่วงหน้าก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุได้

    9.กรณีที่รัฐเลือกแนวทางการเปิดประมูลและได้ผู้ดำเนินการรายใหม่  จะมีความเสี่ยงเรื่องของความต่อเนื่องและเสถียรภาพการผลิตก๊าซ  เพราะผู้ดำเนินการรายใหม่จะไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ผลิตได้ก่อนสัมปทานหมดอายุ นอกจากรัฐจใช้อำนาจพิเศษเข้าไปแทรกแซงแผนการดำเนินงานและแผนการลงทุนของผู้รับสัมปทานรายเดิมในช่วง 3-5 ปี สุดท้าย ซึ่งกรณีนี้จะกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เป็นอย่างมาก

    10.กรณีไม่มีการดำเนินการใดใดเกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ2,214ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ส่งผลกระทบต่อโรงแยกก๊าซ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ  เพราะLNG ที่นำเข้าเป็นก๊าซมีเทน ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า และนำมาเพิ่มความดันเป็นNGV ที่ใช้ในยานยนต์เท่านั้น    นอกจากนี้LNG นำเข้ายังมีราคาเฉลี่ยแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงขึ้นมาก เพราะปัจจุบัน มีการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ67