บทความทั้งหมด

Date : 31 / 10 / 2017

  • Date : 31 / 10 / 2017
    เผยประโยชน์ 9 ข้อจากแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี ของ กฟผ.

    แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ในระยะ 20 ปี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับความสนใจจากคนในแวดวงพลังงานค่อนข้างมาก ว่าเหตุใด กฟผ. จึงมาให้ความสำคัญกับเรื่องของพลังงานหมุนเวียน

    แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว คนที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นก็จะเข้าใจดีว่า กฟผ. มีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมานานพอสมควรแล้ว เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ลำตะคอง และล่าสุด โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

    สำหรับแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ในระยะ 20 ปี ซึ่งเป็นแผนล่าสุดของ กฟผ.นั้น ก็เพื่อเสริมให้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศบรรลุผลสำเร็จ มีประโยชน์อย่างน้อย 9 ข้อที่สังคมส่วนใหญ่ หรือคนในแวดวงพลังงานเอง อาจจะยังไม่รู้  โดยทางศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) ได้สรุปจากข้อมูล ที่กฟผ. เคยเขียนอธิบายเอาไว้ ดังนี้

    ประโยชน์ข้อ ที่1 ของแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี คือ ก่อให้เกิดการใช้ศักยภาพของเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์ ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผน จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้เฉลี่ย 560 KTOE ต่อปี

    ข้อ2. เป็นการตอบโจทย์นโยบายประชารัฐของรัฐบาล เนื่องจากภายใต้แผนดังกล่าวจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งประเมินว่าจะสร้างรายได้ให้ชุมชนไม่ต่ำกว่า 23,000 ล้านบาท ตลอด 20 ปี

    ข้อ3. พลังงานหมุนเวียนที่ กฟผ. ดำเนินการ ถือเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.8 ล้านตันต่อปี

    ข้อ4. การลงทุนพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง เพราะสามารถควบคุมหรือสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้

    ข้อ5. เป็นการสร้าง Value Chain โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ข้อ6. เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของ กฟผ. จะมีส่วนที่ดำเนินการบนพื้นที่ผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำกรมชลประทาน ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางด้านพลังงาน

    ข้อ7. ช่วยให้เกิดราคาค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม โดยโครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จะเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และจะไม่ได้รับการส่งเสริมค่าไฟในรูปของ Feed-in tariff เหมือนการลงทุนของภาคเอกชน

    ข้อ8. การติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage Systems - BESS) ควบคู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จะช่วยให้ กฟผ. สามารถบริหารความมั่นคงและคุณภาพไฟฟ้าได้

    และข้อ 9. เป็น Frontier ในการบริหารเชื้อเพลิง โดย กฟผ. จะเป็นผู้นำหลักในการเปิดรับซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลจากชุมชน โดยมีการกระจายไปให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค

    โดยความสำคัญของแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี (2558-2579) นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan - PDP) ที่กำลังจะมีการปรับปรุงใหม่แทน PDP2015 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน โดย กฟผ. จะมีโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวม 2,000 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด 900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือพลังงาน ชีวมวลที่เน้นวัตถุดิบจากไม้โตเร็ว จำนวน 595 เมกะวัตต์ พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 169 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ/พืชพลังงาน 56 เมกะวัตต์ และจากขยะ 50 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จำนวน 2,000 เมกะวัตต์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วน 90% ของการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดของประเทศ 19,684 เมกะวัตต์ตามแผน PDP 2015

    จากข้อมุูลข้างต้น จึงเห็นได้ชัดว่า การที่ กฟผ. หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นการแย่งสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนอย่างที่ผู้ประกอบการมีความกังวล  แต่เป็นไปเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ เท่านั้น

  • Date : 31 / 10 / 2017
    มีผู้ตรวจฯ ไว้ทำไม ? คำถามที่มีคำตอบ จาก" สุชาลี สุมามาลย์ "

    มีผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานไว้ทำไม?  คำถามที่มีคำตอบ จาก "สุชาลี สุมามาลย์" หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานคนใหม่ 

    คำถามจากประโยคยอดฮิตตามหน้าสื่อ ที่เอาไว้ถามถึงตำแหน่ง หรือบทบาทหน้าที่ ของตำแหน่งบางตำแหน่ง ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร และหลายครั้งถูกมองไปว่า ใครก็ตามที่ถูกย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงนั้น คือถูกย้ายมานั่งตบยุง  ซึ่งมีนัยยะว่าเป็นข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งที่ไม่มีงานสำคัญให้รับผิดชอบมากนัก และไม่มีลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ในข้อเท็จจริง เมื่อศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) มีโอกาสได้สัมภาษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานคนใหม่ป้ายแดง “สุชาลี สุมามาลย์” ก็ต้องบอกว่า ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานนั้น เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงพลังงานให้สัมฤทธิ์ผลได้เลยทีเดียว 

    เพราะงานใหญ่ที่อยู่ในมือของหัวหน้าผู้ตรวจ สุชาลี คือ การผลักดันนโยบายพลังงาน 4.0 หรือ Energy 4.0 ให้ลงไปสู่ภาคปฏิบัติ ให้เกิดผลตามแผนปีงบประมาณ 2561 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ เดือนต.ค. 2560 ไปสิ้นสุด เดือน ก.ย. 2561  โดยตัวเขาพยายามเน้นกระตุ้นให้พลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัด คิดโครงการขนาดใหญ่ ที่ให้เกิดประโยชน์สะท้อนกลับในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนที่ชัดเจน  โดยทำงานเป็นทีมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ที่มีอยู่ทั้งหมดรวมทั้งตัวเขา 6 คน (แต่งตั้งแล้ว4 คน รอแต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน) 

    หัวหน้าผู้ตรวจ สุชาลี บอกว่า บทบาทสำคัญของผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและปลัดกระทรวงพลังงาน ด้วยการติดตามการทำงานของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายไว้ ว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ หรือมีอุปสรรคใดที่ต้องเข้าไปช่วยแก้ไข ดังนั้นการแบ่งงานให้กับทีมผู้ตรวจฯ จะแบ่งทั้งการดูแลกรมต่างๆในกระทรวงพลังงาน และแบ่งการดูแล พลังงานจังหวัด ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 18 เขต ซึ่งเท่ากับผู้ตรวจราชการฯแต่ละคนจะดูแลคนละ 3 เขต หรือครอบคลุมพื้นที่คนละ 12-13 จังหวัด    

    โดยในปีงบประมาณ 2561 นี้ งานสำคัญของกระทรวงพลังงาน จะมุ่งเน้นนโยบาย Energy 4.0 (การนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาสร้างมูลค่าเพิ่ม) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการเห็นพลังงานจังหวัดบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างชัดเจน แทนโครงการย่อยๆ ที่เคยทำมาในอดีต  อีกทั้งต้องเป็นโครงการที่ช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นทางผู้ตรวจราชการฯ ซึ่งแต่ละท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องของพลังงานเป็นอย่างดี จะต้องเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ และติดตามการดำเนินโครงการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีได้ให้เอาไว้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  

    นอกจากนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข 5 แผนหลักด้านพลังงาน คือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP)  แผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP)  แผนอนุรักษ์พลังงาน(EEP)  แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง(Oil Plan)  โดยหากมีการดำเนินการแล้วเสร็จและประกาศใช้แล้ว ทางผู้ตรวจราชการฯ พร้อมที่จะลงพื้นที่ในเขตที่ตัวเองรับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่ชี้แจงพลังงานจังหวัดทั่วประเทศให้ทราบถึงการปรับเปลี่ยนแผนใหม่และทิศทางต้องนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    นอกจากนี้บทบาทของผู้ตรวจราชการฯที่สำคัญอีกประการ คือ การเป็นกรรมการตรวจสอบวินัยป้องกันปัญหาการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นในกระทรวงพลังงาน โดยหากมีข้อร้องเรียนจากประชาชนหรือผู้ประกอบการด้านการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการ ก็จะเข้าไปสอบถามตรวจสอบข้อเท็จจริง และถ้าพบว่าผิดจริงจะไม่ให้การช่วยเหลือ แต่หากเป็นการถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็ต้องให้ความเป็นธรรมและช่วยเหลือ เพื่อให้ข้าราชการที่ดีของกระทรวงพลังงาน ที่ประจำอยู่ ในแต่ละจังหวัดได้มีกำลังใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

    “ที่ผ่านมามีโครงการโซลาร์ช่วยภัยแล้ง เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นโครงการที่ดี แต่มีผู้ประกอบการร้องเรียนข้าราชการว่าล็อคสเปคการประมูลอุปกรณ์ ผู้ตรวจราชการฯ จึงต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เป็นการร้องเรียนเพราะเสียผลประโยชน์ แต่ทำให้ข้าราชการเสียหาย เนื่องจากการกำหนดสเปคอุปกรณ์ก็เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้จริง ดังนั้นเมื่อข้าราชการไม่ผิดเราก็ต้องให้กำลังใจ เพื่อให้คนดีที่ตั้งใจทำงานไม่ท้อแท้” หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ยกตัวอย่างในบางภารกิจ ของผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน 

    นอกจากนี้ ผู้ตรวจราชการฯ ยังเปรียบเสมือน หู ตา ปากและสมองของผู้บริหารกระทรวงพลังงาน การเป็น “หู” คือรับฟังความคิดเห็นประชาชน ข้อร้องทุกข์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อยุติ การเป็น ”ตา” คือการติดตามดูงานว่าเป็นไปตามนโยบาย ระเบียบ เป้าหมายยุทธศาสตร์พลังงานและมีความก้าวหน้าหรือไม่อย่างไร ส่วนเป็น “ปาก” คือ คอยชี้แจง สร้างความเข้าใจแนวทางปฏิบัติกับฝ่ายปฏิบัติงาน และรายงานให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง หากเกิดปัญหาอุปสรรคก็ต้องขอความชัดเจนด้านนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วงต่อไป และการเป็น “สมอง” คือ เมื่อทราบปัญหาก็ต้องวิเคราะห์แก้ไข รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้บริหารด้วย

    และอีกหน้าที่ที่ผู้ตรวจราชการฯ ต้องทำ คือ การบูรณการการทำงานกับผู้ตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้การทำงานสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สร้างการพัฒนาให้กับประเทศไทยต่อไป 

    อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านคงเข้าใจ และไม่ต้องถามใครต่อแล้วว่า มีผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ไว้ทำไม?

Date : 24 / 10 / 2017

  • Date : 24 / 10 / 2017
    1ปี กฟผ. สืบสานต่อ 9 พระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9
    1 ปี กฟผ. สืบสานต่อ 9 พระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9
     
    ในรอบ 1 ปี หลังวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยการนำของ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการ กฟผ. เป็นหนึ่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจ สืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน จึงเกิดเป็นโครงการ “กฟผ. น้อมสืบสานปณิธานงานของพ่อ ชวนชาวไทยร่วมสานต่อ 9 พระราชปณิธานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 
     
    พระราชปณิธาน 9 ด้าน ที่ กฟผ. ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  2. ด้านการประดิษฐ์และนวัตกรรม  3. ด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ  4. ด้านความพอเพียงและด้านการเอาชนะความยากจน  5. ด้านการดูแลชาวนา  6. ด้านการศึกษา  7. ด้านการประหยัด  8. ด้านการเสียสละและการให้ทาน และ  9. ด้านการส่งเสริมให้เป็นคนดี
     
    สำหรับพระราชปณิธานด้านที่ 1 การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน กฟผ. ได้จัดกิจกรรม ตามรอยเขื่อนพระราชา โดยการแปรอักษร แสดงความอาลัยด้วยแสงเทียน ณ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2559 ซึ่งเขื่อนภูมิพลนั้น ถือกำเนิดขึ้นจากการมีพระราชดำรัสเห็นชอบกับทางรัฐบาลในสมัยนั้น ว่าควรมีเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเพื่อทำการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และเมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 และพระองค์ได้มีพระราชดำรัสในวันประกอบพิธีเปิดไว้ดังนี้
     
    "เราเห็นพ้องกับรัฐบาลว่า โครงการอเนกประสงค์โครงการแรกของประเทศไทยนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวใหม่ให้ไพศาลออกไป ปัจจุบันน้ำเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตและน้ำกับไฟฟ้า ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชีวิต เมื่อพลเมืองเพิ่มมากและเร็วก็ต้องเพิ่มน้ำและไฟฟ้าให้ทันความต้องการของพลเมือง"
     
    เขื่อนภูมิพล นับเป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทยที่สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิง ที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,062 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง 
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 2 การประดิษฐ์และนวัตกรรม  กฟผ. จัดให้มีกิจกรรม "กล้าคิด กล้าทำ ตามรอยพ่อ" เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้เยาวชนไทยสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้านการประหยัดพลังงาน โดยมีการรวบรวม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ กฟผ. สนับสนุนให้ทุนวิจัย ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้า การประหยัดพลังงาน และการพัฒนาศักยภาพชุมชน จำนวน 89 ชิ้นงาน ที่สามารถพัฒนานำไปใช้งานได้จริงมาจัดแสดงเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเพื่อการศึกษาต่อไป
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 3 การดูแลรักษาป่าและน้ำ  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริในเรื่องของการดูแลรักษาป่าและน้ำ โดยทรงเน้นเรื่องของการปลูกป่าในใจคน ทรงให้ความสำคัญกับจิตสำนึกของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ ว่างานด้านอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำลำธารจะประสบผลดีมีความต่อเนื่อง และรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้ได้อย่างยั่งยืนเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและจิตสำนึกของชาวบ้านเป็นสำคัญ หากชาวบ้านในพื้นที่ไม่ร่วมใจ ไม่เห็นด้วยงานในพื้นที่นั้นก็ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จ ดังพระราชดำรัส ความว่า “ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง...”
     
    กฟผ. จึงได้ดำเนินโครงการ “ปกป่า ป้องน้ำ ตามรอยพ่อ” โดยการเชิญชวนชุมชนและประชาชนร่วมให้สัตยปฏิญาณว่าจะสืบสานพระราชปณิธานดูแลรักษาป่าให้ลูกให้หลานสืบไป และปลูกป่าเพื่อเป็นการตามรอยพระราชปณิธาน จำนวน 9,000 ไร่ ในระยะเวลา 5 ปี โดยในปี 2560 จะดำเนินการปลูกที่ จังหวัดน่าน จังหวัดตาก จังหวัดจันทบุรี
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 4 ความพอเพียง/การเอาชนะความยากจน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วย 3 คุณสมบัติ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน โดยมีเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ตั้งอยู่บนหลักทางสายกลางที่ได้พระราชทานไว้ให้กับคนไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 
     
    กฟผ. ได้จัดให้มีโครงการ “รักพ่อให้พอเพียง” โดยขยายผลเรื่องความพอเพียงตามพระราชปณิธานในการเอาชนะความยากจนตามแนวทางชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบหน่วยงาน กฟผ. ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน รวม 89 แห่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และการศึกษาดูงานของประชาชน ทั้งด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 5 การดูแลชาวนา ในหลวงรัชกาลที่ 9  ทรงเป็นกษัตริย์เกษตร โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ทั่วประเทศให้อุดมสมบูรณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยกว่า 1 ใน 5 ให้กินดีอยู่ดี การพัฒนาการเกษตรอีกทฤษฎีหนึ่งที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถทางการเกษตร คือเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริฯ ซึ่งจะเน้นให้เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินน้อยลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำกรณีฝนทิ้งช่วง และสามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยเน้นการปลูกข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี 
     
    กฟผ. จึงจัดให้มีกิจกรรม “ข้าวไทย 9 ไกล ยั่งยืน” โดยมีการอุดหนุนข้าวจากชาวนา และให้นำมาวางจำหน่ายข้าวในพื้นที่ กฟผ. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นอกจากนั้น ยังส่งเสริมให้ประชาชนหันมาบริโภคข้าวกล้องเบอร์ 5 ที่เป็นการลดการใช้พลังงานจากการที่ไม่ต้องสีข้าว เพียงแต่กะเทาะให้เปลือกหลุดเท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม “โรงสีของพ่อ” ซึ่งในระยะเร่งด่วน ได้จัดซื้อเครื่องสีข้าวพร้อมติดตั้งมอบให้แก่ชาวนาในพื้นที่เขื่อนสิรินธรเป็นโครงการต้นแบบ ส่วนระยะกลาง ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการสร้างหรือปรับปรุงโรงสีจำนวน 9 แห่ง ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อมอบให้ชุมชนในพื้นที่เขต เขื่อน โรงไฟฟ้า และใต้แนวสายส่ง 
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 6 การศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นครูของแผ่นดิน ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงกับการพัฒนาการศึกษาไทย มีพระบรมราโชบายส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท ดังนั้น กฟผ. จึงได้ทำโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม” เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา ด้วยการนำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านดิน น้ำ ระบบนิเวศป่าไม้ เกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระราชปณิธานด้านโครงการปลูกป่าและชีววิถี บนพื้นที่ Green Buffer Zone โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี ให้ประชาชนได้ศึกษาจนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง
     
    รวมทั้งการแบ่งบันความรู้สู่สังคมผ่าน "ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ." อีกจำนวน 8 แห่งทั่วประเทศไทย  โดยมีศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. เปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ 1. พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติ จ.ลำปาง 2. ศูนย์การเรียนรู้ราชานุรักษ์ กฟผ. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 3. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ จ.สงขลา ในขณะที่อีก 2 แห่ง ที่เตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ ได้แก่ 4. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 5. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี ส่วนศูนย์การเรียนรู้อีก 3 แห่ง อยู่ในระหว่างการออกแบบและเตรียมก่อสร้าง ได้แก่ 6. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา 7. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 8. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 7 การประหยัด ประชาชนชาวไทยได้ประจักษ์ด้วยสายตาแล้วว่า หลอดยาสีพระทนต์นั้นทรงใช้อย่าง  คุ้มค่าไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว ฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน บางตัวใช้นานร่วม 12  ปี หรือแม้แต่ฉลองพระบาท หากชำรุดก็จะส่งซ่อมและใช้อย่างคุ้มค่า 
     
    กฟผ จึงจัดให้มี  โครงการ “เสื้อเบอร์ ๕” เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยสวมใส่เสื้อประหยัดพลังงาน  โดยแม้ว่า กฟผ. จะมีหน้าที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ยังรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันประหยัดและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา 
     
    โครงการ “เสื้อเบอร์ ๕” แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การลงนามข้อตกลงระหว่าง กฟผ. กับผู้ประกอบการในการจัดทำ “เสื้อเบอร์ 5” โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเสื้อ ทั้งจากโรงงานผลิตเสื้อและบริษัทต่าง ๆ รวมจำนวน 22 ราย ในการปรับปรุงเนื้อผ้า เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในการรีด อันจะนำไปสู่การติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ในปี 2561 ซึ่งผู้ประกอบการเสื้ออาจจะนำไปผลิตและขายเสื้อเบอร์ 5 ต่อไป และ 2) การจัดประกวดการออกแบบเสื้อยับในระดับอุดมศึกษา ให้สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และมีความเหมาะสมในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวน 40 ทีม ทีมละไม่เกิน 3 คน โดยแต่ละทีมจะออกแบบเสื้อยับด้วยภาพกราฟฟิก สำหรับผู้ชาย 1 ชุดและผู้หญิง 1 ชุด หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกและให้คำแนะนำเพื่อนำไปผลิตผลงานจริง จนถึงวันนี้มีทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 9 ทีม ซึ่งได้นำผลงานจริงที่ออกแบบมาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ และในเวทีเดียวกันนี้ผู้บริหาร กฟผ. ก็ได้ร่วมเดินรณรงค์สวมใส่เสื้อยับด้วย 
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 8 การเสียสละ/ให้ทาน "การให้" เป็นหลักการทรงงานอย่างหนึ่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยพระองค์ทรงใช้ "หลักสังฆทาน" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง คือ "ให้เพื่อให้" เป็นการให้โดยไม่เลือก ให้เพื่อให้จริงๆ ไม่ได้ให้เพื่อคิดหวังผลตอบแทน
     
    กฟผ. จึงจัดให้มีโครงการ “890,000 หยด ทดแทนพระคุณพ่อ” โดยดำเนินการรับบริจาคเลือดจากผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ภายในปี 2560 เป็นระยะเวลา 1 ปี ให้ได้ครบ 890,000 หยด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลซึ่งสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้
     
    พระราชปณิธานด้านที่ 9 การส่งเสริมให้เป็นคนดี ใจความของพระบรมราโชวาททั้งหมด ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จะมุ่งเน้นให้คนในชาติ รู้รักสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความพอเพียง รู้จักตนเอง มีความขยันหมั่นเพียร ในการทำหน้าที่ของตนเอง หมั่นศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองและที่สำคัญจะต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงใคร 
     
    กฟผ. จึงได้จัดให้มี “โครงการก่อสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมจารึก 9 คำสอนของพ่อ” ซึ่งดำเนินการออกแบบและก่อสร้างพระบรมรูปฯ พร้อมสิ่งก่อสร้างรายรอบ โดยปัจจุบัน อยู่ระหว่างขออนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร และหากได้รับอนุญาต จะใช้เวลาราว 2 ปี จึงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ 
     
    กิจกรรมภายใต้ 9 พระราชปณิธาน ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ กฟผ. ริเริ่มดำเนินการนั้น จะยังมีออกมาอีกอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2561 เพื่อเป็นปฏิบัติบูชา ให้สังคมได้เห็นและเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธาน เป็นก้าวต่อไปของคนไทยทุกคน โดยที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์

Date : 20 / 10 / 2017

  • Date : 20 / 10 / 2017
    Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย
    Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย 
     
    ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่ยุค Thailand 4.0 โดยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศรายได้  ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ส่วนในภาคพลังงาน กระทรวงพลังงานได้วางนโยบาย และยุทธศาสตร์พลังงานฐานนวัตกรรม (Energy 4.0) ด้วยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับพลังงาน และหนึ่งในนโยบายที่สำคัญนั้นก็คือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) 
     
    ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) หรือรู้จักกันในชื่อ "แบตเตอรี่"  นั้นมีความสำคัญต่อ ทิศทางการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ เพราะจะช่วยให้พลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงแดด และลม จากเดิมที่มีปัญหาในเรื่องความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้านั้นให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น  โดยจะมาช่วยตอบโจทย์พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่แสงแดดและลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ส่วนหนึ่งก็จะมีการเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ และในช่วงที่แสงแดด และลม ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ จึงจะนำไฟฟ้าที่เก็บไว้มาใช้  แต่ประเด็นปัญหาของระบบแบตเตอรี่ที่เราต้องการนั้น ปัจจุบันยังคงมีราคาแพง เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนข้างต้น ก็จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยแพงกว่าไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างเช่น ก๊าซ หรือถ่านหิน 
     
    สำหรับความก้าวหน้าของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems )  ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เป็นประเทศที่ Energy Storage Systems ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว และได้ประกาศเปลี่ยนพื้นที่อดีตโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ย่าน Barrow-in-Furness, Cumbria ให้กลายเป็นหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานที่ฉลาดและใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยการออกแบบโครงการแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 49 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนจำนวน 50,000 ครัวเรือน กำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2561 นี้ 
     
    ขณะที่ประเทศเยอรมัน ตั้งเป้าว่าภายในปีพ.ศ. 2593 หรืออีก 33 ปีข้างหน้า เยอรมันจะต้องมีพลังงานทดแทนถึง 80% ของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ จากปีพ.ศ. 2559 ที่มีสัดส่วนอยู่ 30% และ Energy Storage Systems จะเป็นพระเอกที่ทำให้ไปสู่เป้าหมาย โดยเยอรมันคาดการณ์การเติบโตของ Energy Storage Systems ว่าจะเกิดแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เมื่อปีพ.ศ. 2559 ที่ผ่านมามีอยู่ 60 เมกะวัตต์ ก็จะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหรือ 200 เมกะวัตต์ในปี 2560 นี้ และในอนาคตคาดว่าจะเติบโตถึง 11 เท่า เลยทีเดียว 
     
    ส่วนประเทศออสเตรเลีย วางแผนลงทุนในโครงการ Energy Storage Systems ขนาดใหญ่ เก็บพลังงานได้ถึง  100 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดเสร็จในปีหน้านี้ (พ.ศ. 2561)
     
    นอกจากนี้ทั่วโลกยังต้องตกตะลึง เมื่อนักวิจัยจาก Stanford โดยศาสตราจารย์ด้านเคมี Hongjie Dai และ นักศึกษาปริญญาเอก Michael Angell  จากมหาวิทยาลัย Stanford ร่วมกันคิดค้นแบตเตอรี่ตัวใหม่จาก "ยูเรี่ย" ซึ่งเป็นสารที่ใช้กันในวงการอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอยู่แล้ว และส่งผลให้กลายเป็นแบตเตอรี่ที่ราคาถูกที่สุดและเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายที่สุดในโลกแถมมีประสิทธิภาพสูงมีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถกักเก็บพลังงานทางเลือกและพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ซึ่งขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรแบตเตอรี่ดังกล่าวแล้ว และกำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อการค้า ซึ่งจากการทดลองพบว่าแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์จได้ 1,500 ครั้ง ในการชาร์จแต่ละครั้งใช้เวลา 45 นาที 
     
    ในส่วนของประเทศไทย นั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้เริ่มสนับสนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีระบบ  Energy Storage Systems ไปแล้ว โดยปีงบประมาณ 2559 สนับสนุนไปจำนวน 31 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 313 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ งานวิจัยที่เน้นการประยุกต์ใช้ได้จริง และการวิจัยที่เน้นงานวิจัยและพัฒนา 
     
    สำหรับด้านการผลิตไฟฟ้า นั้นกระทรวงพลังงาน มีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid Firm ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนแบบผสมผสาน จำนวน300 เมกะวัตต์  ที่ผู้เสนอขายไฟฟ้า จะต้องเสนอใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าหนึ่งประเภท โดยห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า และ ต้องมีความเสถียรในการผลิตไฟฟ้า ตามเกณฑ์ ที่กำหนด  ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะต้องมีการใช้ระบบ  Energy Storage Systems  เข้ามาช่วยซึ่งใน  วันที่ 16 ต.ค. 2560 ที่เป็นวันแรกของการเปิดรับข้อเสนอ มีผู้ประกอบการให้ความสนใจยื่นข้อเสนอเข้ามาถึง 541 เมกะวัตต์ ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  จุดนี้จะเป็นข้อพิสูจน์สำคัญ ว่า  พลังงานหมุนเวียน และระบบ Energy Storage Systems นั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออนาคตการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้มากน้อยเพียงใด เพราะในแนวทางการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2015 นั้น มีแนวนโยบายออกมาแล้วว่าอยากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น 
     
     นอกจากโครงการ SPP Hybrid  Firm  แล้ว กระทรวงพลังงานเตรียมจะออกนโยบายการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) แบบเสรี และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าได้  ซึ่งหากครัวเรือนมีระบบแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก็ผลิตไฟฟ้าใช้เอง จากแผงโซลาร์ที่ติดตั้ง  โครงการดังกล่าวเชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น และจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศลงไปได้ในตัวด้วย  และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงได้ 
     
    จะเห็นว่า การที่กระทรวงพลังงาน ตั้งเรื่องของระบบกักเก็บพลังงาน เอาไว้เป็นนโยบาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้เราตกเทรนด์ของเทคโนโลยี เพราะเมื่อไหร่ที่จุดตัดของราคาพลังงานหมุนเวียน บวกด้วย ระบบกักเก็บพลังงาน ขยับลงมาใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐก็จะสามารถออกนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อนั้นเราจะได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการพลังงานไทย

     

Date : 04 / 10 / 2017

  • Date : 04 / 10 / 2017
    15ปี กระทรวงพลังงาน กับ15 เรื่อง ที่หลายคนยังไม่รู้
    15ปีกระทรวงพลังงาน กับ15เรื่องที่หลายคนยังไม่รู้
     
    วันที่3ต.ค.2560ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสถาปนาครบรอบ15ปี ของกระทรวงพลังงาน  ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ   มีเรื่องราวที่สำคัญทางด้านพลังงานมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา15ปี  แต่ทางศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) เลือกหยิบบางประเด็นที่เห็นว่าเป็นเกร็ดที่น่าสนใจ และที่คิดว่าหลายคนยังไม่รู้มานำเสนอให้อ่าน  15 เรื่อง  ด้วยหวังว่า ผู้อ่านน่าจะมองเห็นภาพของกระทรวงพลังงานได้ชัดขึ้นดังต่อไปนี้ 
     
     
    1. พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพลังงานคนที่11 และเป็นรัฐมนตรีคนแรก ที่มียศพลเอก  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่มียศทางทหารก่อนหน้านี้ คือ พลโทหญิง พูนภิรมย์  ลิปตพัลลภ  
     
    นโยบายที่พลเอกอนันตพร เน้นย้ำต่อผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน สำหรับปีงบประมาณ 2561อยากให้กระทรวงพลังงานมีส่วนช่วยให้เกิดการแข่งขันลงทุนทางธุรกิจ สร้างการเติบโตให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)มากขึ้น  มีการปรับองค์กร ปรับบุคลากร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลกและทันต่อนโยบายพลังงาน 4.0 
    (ซ้าย) พงศ์เทพ   (ขวา)  เชิดพงษ์ 
     
    2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนแรก คือนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  จากพรรคไทยรักไทย  เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่3ต.ค.2545 และสิ้นสุดวาระเมื่อวันที่ 8 ก.พ 2546 ในขณะที่ปลัดกระทรวงพลังงานคนแรกคือ นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์  โดยงานสำคัญที่สุดของกระทรวงพลังงานในยุคเริ่มต้น คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อหลอมรวมข้าราชการที่มาจากต่างกระทรวง ต่างกรม กอง ให้มีวัฒนธรรมการทำงานใหม่ที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 
     
    3.สัญลักษณ์ของกระทรวงพลังงาน ที่เห็นเหมือนเปลวไฟ แท้จริงแล้วนั่นคือ “ โลกุตระ ” ซึ่งเป็น พุทธปัญญา เป็นความหยั่งรู้และความเพียรพยายามในการทำให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร   กระทรวงพลังงานใช้สัญลักษณ์นี้เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่า ทุกหน่วยงานที่รวมกันเป็นกระทรวงพลังงานนั้น มี ความเพียรพยายามในการคิดค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างมั่นคงเพียงพอ ปลอดภัย คุ้มค่า มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม 
     
    4.โครงสร้างส่วนราชการของกระทรวงพลังงานประกอบด้วย5หน่วยงานราชการ 2 รัฐวิสาหกิจ 1องค์การมหาชน และ1องค์กรอิสระ  โดย5 หน่วยงานราชการได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง,กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ,กรมธุรกิจพลังงาน, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน,สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  2รัฐวิสาหกิจคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) 1องค์การมหาชนคือ สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน  และ1องค์กรอิสระ คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 
     
    5.สโลแกนประจำกระทรวงพลังงาน คือ" มุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อไทยทุกคน" ส่วน ที่ได้เห็น ได้ยิน บ่อยๆว่า  " มีพลังงาน มีความสุข " นั้นเป็นใช้สโลแกนที่ใช้ในแคมเปญ กิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงพลังงาน
     
    6.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง เป็น2 รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน ที่ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน  โดยเมื่่อเริ่มต้น ก่อตั้งกระทรวงพลังงาน รัฐบาลในยุคนั้นเคยมีแนวคิดที่จะโอนย้าย รัฐวิสาหกิจทั้ง2 แห่งนี้มาอยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน และให้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อม2ปี  แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านมาแล้ว 15ปี ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ การไฟฟ้านครหลวง ก็ยังคงอยู่ที่สังกัดเดิม คือกระทรวงมหาดไทย  
    (ซ้าย)วิฑูรย์   (กลาง) ธรรมยศ  (ขวา) วีระศักดิ์
     
    7.นายธรรมยศ ศรีช่วย เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน คนที่7 และเป็นปลัดกระทรวงที่จะอยู่ในตำแหน่งแค่เพียงปีเดียวก็จะเกษียณอายุ ไปพร้อมกับอธิบดีอีก2 คนคือนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   ทำให้ปีหน้า เราจะได้เห็นการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานหลายตำแหน่ง
    (ซ้าย)พลเอก ณัฐติพล  (ขวา) พลเอกสุรศักดิ์ 
     
    8. ก่อนมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์  นั้นเคยเป็น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะที่ พลเอก ณัฐติพล กนกโชติ ก่อนมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ก็เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน มาก่อน   ให้เข้าใจง่ายๆคือ ทั้งสองท่านนั้น ถูกโยกย้ายสลับตำแหน่งกัน
     
    (ซ้าย) นันธิกา  (กลาง)พวงทิพย์   (ขวา) สิริพร
     
    9.นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช มีชื่อเล่นว่า แอร์  และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นเป็น รองปลัดกระทรวงพลังงาน  โดยได้รับแต่งตั้ง จากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่5 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา 
     
    10.นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์  มีชื่อเล่นว่า แมว เป็นผู้หญิงคนที่สอง ที่ได้ขึ้นเป็นอธิบดี โดยเป็นอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ซึ่งผู้หญิงคนแรกของกระทรวงพลังงาน ที่ได้ขึ้นเป็นอธิบดี คือ นางสิรพร ไศละสูต เป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
     
    พี่แมว นั้นเกษียณอายุราชการไปเมื่อปี 2559  ปัจจุบัน ไปรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหารของ สถาบันฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม(TPTI) ซึ่งเป็นสถาบันที่ฝึกอบรมเตรียมความพร้อมบุคลากรที่จะออกไปทำงานที่แท่นผลิตปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย
     
    (ซ้าย) ดร.อารีพงศ์    (ขวา) ดร.คุรุจิต
     
    11.ดร.คุรุจิต นาครทรรพ  มีชื่อเล่นว่า "หนุ่ย" แต่เพื่อนๆหรือคนที่สนิทสนมในวงการ ชอบเรียก "ตาชุ่ม" และ "เคเอ็น "(ชื่อย่อชื่อและนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษของดร.คุรุจิต)    โดยดร.คุรุจิต เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ที่มีระยะเวลาทำงานในตำแหน่งน้อยที่สุดคือประมาณ4 เดือน โดยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานเมื่อวันที่ 19 พ.ค 2558 และเกษียณอายุ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 อย่างไรก็ตาม หลังเกษียณอายุราชการ ดร.คุรุจิต ก็ยังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.)ด้านพลังงาน และเป็น ประธานคณะกรรมาธิการสภาปฎิรูปประเทศ(สปท.) ด้านพลังงาน 
     
    12.ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม มีชื่อเล่นว่า "ตุ้ม" เป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกที่ได้เป็น ปลัดกระทรวงพลังงาน สองรอบ โดยรอบแรก เมื่อวันที่27มิ.ย.2557 ถึง 24พ.ค.2558 และ รอบที่สองเมื่อวันที่1ต.ค.2558ถึง 30ก.ย.2560 โดยผลงานชิ้นโบว์แดง ที่นายธรรมยศ  ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน ยกให้เป็นเครดิต คือการจัดทำแผนบูรณาการด้านพลังงาน 5แผนของกระทรวง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบดำเนินการที่ชัดเจน  ประกอบด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP ) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan )แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(Gas Plan )
     
    (ซ้าย) ดร.ทวารัฐ  (ขวา) ดร.สราวุธ
     
    13.ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) มีชื่อเล่นว่า "โจ๊ะ " ถือเป็นโฆษกกระทรวงพลังงานที่หนุ่มที่สุด  และยังเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงที่มีอายุน้อยที่สุด คือ 48 ปี โดยบทบาทสำคัญของสนพ.ในมือของ ดร.ทวารัฐ คือการขับเคลื่อนนโยบายEnergy 4.0 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ไปสู่การปฎิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เรื่องของ ยานยนต์ไฟฟ้า( EV) ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage)  การพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Cities -Clean Energy) โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ประเทศมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงทางพลังงาน   สอดรับกับนโยบายThailand 4.0 ของรัฐบาล 
     
    14. ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์  รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และเป็นรองโฆษกกระทรวงพลังงาน  มีชื่อเล่นว่า  " ฟลุ้ค" ถือเป็นหนึ่งหัวขบวนของข้าราชการคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญของกระทรวงพลังงานในอนาคต  เพราะในวันที่30 ก.ย.2561 ที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานจะเกษียณอายุราชการหลายคน  นั้น  ดร.ฟลุ้ค จะกลายเป็นรองอธิบดี ที่มีอาวุโสสูงสุด ที่มีโอกาสก้าวขึ้นไปทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง 
     
     
    15.มาสคอตของกระทรวงพลังงานที่ได้เป็นมาสคอตที่ดังระดับนานาชาติ คือ  "น้องพลัง" ซึ่งเป็นมาสคอตที่ออกแบบจากฝักข้าวโพด เพื่อใช้ในการสื่อสารงาน Astana Expo 2017 ที่จัดขึ้นที่ประเทศคาซัคสถาน  โดยกระทรวงพลังงานของไทย เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของประเทศ ในพื้นที่ อาคารศาลาไทย(Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” 
     
    ความดังของ"น้องพลัง "ถึงขั้นที่ผู้จัดงานขอเชิญให้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของประเทศไทย ในHall of Fame ของงานWorld Expo ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เลยทีเดียว