บทความทั้งหมด

Date : 02 / 09 / 2016

  • Date : 02 / 09 / 2016
    ตีเหล็กเมื่อร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    ตีเหล็กเมื่อร้อน คณะกรรมการไตรภาคีเร่งสรุปมติ เสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายในเดือน ก.ย.นี้

    การเคลื่อนไหวของประชาชนในเครือข่าย 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ อันประกอบด้วย ตำบลเกาะศรีบอยา ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย และตำบลตลิ่งชัน เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  คู่ขนานไปกับการเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของชาวชุมชนเทพา จ.สงขลา เมื่อเร็วๆนี้ นั้น สะท้อนให้สังคมทั่วไปได้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ อ.เทพา นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเสียงคัดค้าน  แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมาส่งเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรีบตัดสินใจเดินหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งชุมชนเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ. ลำปาง และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อ.จะนะ ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้สนับสนุนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานมาแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทั้งกระแสคนคัดค้านไม่เห็นด้วย และกระแสของคนที่สนับสนุนให้สร้าง  รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีกลไกของการยุติปัญหา คือการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี  ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ  ภาคประชาชน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.           ซึ่งฟังจากเสียงของนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังจากที่ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมการไตรภาคีครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา  ก็พอจะเห็นความชัดเจนแล้วว่า  คณะกรรมการไตรภาคี จะเร่งหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการโรงไฟฟ้ากระบี่  ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ

    โดยในแนวทางที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณานั้น มีความเป็นไปได้ทั้งการสรุปผลที่ชัดเจนไปเลยว่าควรให้สร้างหรือไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยมีเหตุผลสนับสนุน ซึ่งหากเป็นกรณีที่สรุปว่าให้สร้างนั้น  ก็จะมีการนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านพ่วงท้ายเข้าไปด้วยกับรายงานเกี่ยวกับสิ่งตอบแทนที่ชาวบ้านจะได้รับหากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า   ส่วนอีกแนวทางที่จะเสนอ จะเป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจเอง

    ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถือว่ามีความล่าช้าไปจากแผนเดิมมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว จากที่กำหนดจะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ซึ่งหากไม่เร่งตัดสินใจ จะทำให้การบริหารจัดการความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566 จะทำได้ยากขึ้น  เนื่องจากกำลังการผลิตติดตั้งในพื้นที่จะใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี เข้ามาช่วยเสริมระบบ

    ที่ผ่านมาชุมชนทั้ง 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้รับการชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใน 5ประเด็นหลักแล้วว่า 1. การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด24 ชั่วโมง  2. เป็นโรงไฟฟ้าที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลักในปัจจุบันของภาคใต้นั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งโรงไฟฟ้าขนอม และ จะนะ  ซึ่งจะต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาหรือดีเซลแทนเมื่อมีการหาการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งผลิตเพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งมีต้นทุนที่สูง 3. โรงไฟฟ้าถ่านหินมีอัตราต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ  จึงมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน   4. โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมดีขึ้น  และ 5. โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นใหม่  ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สถานะของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น มีการประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างพร้อมไว้แล้ว รอเพียงนายกรัฐมนตรีไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการเท่านั้น    ในสถานการณ์ของรัฐบาลที่ได้กระแสประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน อย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มาช่วยสนับสนุนการทำงาน   และการออกมาชูป้ายและยื่นหนังสือสนับสนุนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในช่วงไม่กี่วันมานี้  ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลต้องตีเหล็กเมื่อร้อน เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานให้เกิดขึ้นให้ได้   งานนี้การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางไฟฟ้าของภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566  นี้

Date : 30 / 08 / 2016

  • Date : 30 / 08 / 2016
    จับตารัฐบาลปักธงกระบี่ เทพา

    ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆปีเฉลี่ย ปีละประมาณ5-6% ทำให้พื้นที่ภาคใต้ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตความมั่นคงด้านไฟฟ้าในอนาคต  เนื่องจากมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าในพื้นที่ที่จำกัด ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริมความมั่นคงของระบบ  และต้องทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้ากับมาเลเซียเอาไว้อีก300 เมกะวัตต์ เผื่อเอาไว้ในยามที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน

    ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี2015 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดที่เริ่มใช้ในปี2558-2579 นั้นมีการวางแผนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เอาไว้ ทั้งในมิติของการเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งใหม่ในพื้นที่ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต  การเพิ่มวงจรสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด500KV เพื่อให้สามารถจัดส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง ลงไปช่วยเสริมความมั่นคงของระบบได้เพิ่มขึ้น   ในมิติการกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง  จากเดิมที่โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง  ซึ่งยากต่อการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเมื่อมีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซในแต่ละปี   และในมิติของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับประชาชน  ดังนั้นจึงต้องมีการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เอาไว้ในระบบของพื้นที่ภาคใต้ด้วย

    แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในช่วงแรกกำหนดเอาไว้ใน2จังหวัดคือ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี กำลังการผลิต800 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี2562  และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา จำนวน2ชุด ชุดละ1,000เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี2564และ2567  โดยหากสามารถดำเนินการไปได้ตามแผน ที่วางไว้  ก็เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า พื้นที่ภาคใต้จะมีความมั่นคงไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นไปได้อีกระยะหนึ่ง

    อย่างไรก็ตามทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต่างต้องเจอกับอุปสรรคในการดำเนินการเพราะมีกระแสต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอและประชาชนส่วนหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน  โดยในส่วนของโรงไฟฟ้ากระบี่ นั้น รัฐบาลมีมติให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ขึ้นมายุติปัญหา ซึ่งก็ทำให้โครงการล่าช้าออกไปประมาณ1ปีแล้ว ในขณะที่ความคืบหน้าของการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นั้น ทางคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งนำโดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานและเป็นประธานคณะกรรมการ ,นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการกฟผ.และคณะผู้บริหาร กฟผ. ได้ลงพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเทพา อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกับส่วนราชการ ชุมชน ผู้นำทางศาสนา และเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  

    ในข้อเท็จจริงนั้น พื้นที่เทพา มีปัญหาการคัดค้านจากชุมชนน้อยกว่ากรณีของจังหวัดกระบี่  ซึ่งการที่ฝ่ายบริหารลงไปยืนยันกับคนในชุมชนด้วยตนเองว่าในการดำเนินงานจะรับฟังความคิดเห็นและปัญหาของชุมชน รวมทั้งจะต้องดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม  ก็น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่ได้

    ในขณะที่ผู้ว่าการกฟผ.นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์    บอกถึงความคืบหน้าของการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)  โดย กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเทพาทุกขั้นตอนให้มีผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ตามที่ระบุไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA อย่างเคร่งครัด  

    ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ ให้ความมั่นใจกับทั้งคนในชุมชนและสังคมว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการโดย กฟผ. นั้น ได้นำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเชิงพาณิชย์มาใช้ ทำให้สามารถควบคุมมลภาวะได้ดีในระดับสากล และดีกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด  เพื่อให้โรงไฟฟ้าเทพาเป็นโรงไฟฟ้าสีเขียว เป็นโรงไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว และให้อำเภอเทพาเป็นเมืองพักไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป

    ต้องยอมรับว่า การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต่างต้องมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงค้าน  ซึ่งเมื่อผู้บริหารกฟผ.ในฐานะที่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจชั้นนำด้านพลังงานของประเทศ ออกมาการันตีถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับโดยรวม และมาตรฐานความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากทั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แล้ว  อีกทั้งยังเป็นจังหวะที่รัฐบาลได้เสียงประชาชนสนับสนุนอย่างท่วมท้น จากการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ  ก็ต้องติดตามดูว่า รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้าฝ่ากระแสต้าน  ปักธงสองโครงการสำคัญด้านไฟฟ้าของประเทศ ได้สำเร็จหรือไม่     -กองบรรณาธิการ Energy News Center 

     

Date : 26 / 08 / 2016

  • Date : 26 / 08 / 2016
    โอกาสของไทยกับแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อนบ้าน

    เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้มีมติอนุมัติขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว เพิ่มจาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตของไทย และยังเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ที่กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ  อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้าของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับเป็นโครงข่ายไฟฟ้าของภูมิภาค หรือ Regional Grid ในอนาคต ซึ่งจะได้มีการลงนามบนทึกความเข้าใจการขยายกรอบการซื้อไฟฟ้าดังกล่าว ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ย. 2559 นี้

    ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ เพื่อให้เรามีพลังงานใช้อย่างเพียงพอไม่ขาดแคลน เนื่องจากแหล่งพลังงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซ ลิกไนต์ หรือพลังงานทดแทน ทั้งชีวมวล ขยะ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม หรือพลังน้ำจากเขื่อน มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แม้ว่าเราจะพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ๆในประเทศมาเพิ่มเติม ทั้งการเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  การบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุให้มีความต่อเนื่อง  หรือการเจรจาเพื่อให้มีข้อยุติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเมินกันว่าน่าจะมีศักยภาพที่จะพบปิโตรเลียม  ควบคู่ไปกับมาตรการการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย 

    ปัจจุบัน แหล่งพลังงานนอกประเทศที่ไทยเราต้องพึ่งพา มีทั้งการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาเพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)  การนำเข้าถ่านหิน เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม การนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง  รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซี่งปัจจุบันมีการซื้อจากสปป.ลาว เป็นหลัก และซื้อจากมาเลเซียบางส่วนเพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้าที่ภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีความร่วมมือกับเมียนมา ที่จะพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ จากเขื่อนในลุ่มแม่น้ำสาละวิน  และความร่วมมือกับกัมพูชาเพื่อซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนสตรึงนัม  และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง

    สำหรับการซื้อไฟฟ้าจากแหล่งหลักอย่างลาว ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจะรับซื้อจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือถ่านหิน ที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ทั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงพลังงาน ประกอบการรายงานผลการประชุม กพช. ที่ผ่านมา ได้มีการรับซื้อแล้วจำนวน 3,087 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและถ่านหินที่เสร็จสมบูรณ์ดำเนินการแล้ว และมีสัญญาซื้อขายอีก 2,334 เมกะวัตต์ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 5,421 เมกะวัตต์  ดังนั้น เมื่อขยายกรอบปริมาณการซื้อเป็น 9,000 เมกะวัตต์  ก็จะเหลือปริมาณที่ไทยจะรับซื้อได้อีกถึง 3,579 เมกะวัตต์

    โรงไฟฟ้าน้ำงึม 1 จ่ายไฟแล้ว

     

    ปัจจุบันมีโครงการที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับทาง สปป.ลาว จำนวน 1,318 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด คือโครงการน้ำเทิน1 กำลังการผลิต 520 เมกะวัตต์ และโครงการปากเบ่ง กำลังการผลิต 798 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการ ที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้มีการเจรจา มีอีกจำนวน 1,305 เมกะวัตต์ เป็นโครงการพลังน้ำทั้งหมด  ได้แก่ โครงการ เซกอง4  กำลังการผลิต 240 เมกะวัตต์   โครงการเซกอง 5 กำลังการผลิต 330 เมกะวัตต์ โครงการน้ำกง 1 กำลังการผลิต 75 เมกะวัตต์  และโครงการเซนาคาม กำลังการผลิต 660 เมกะวัตต์

    นอกจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแล้ว รัฐบาลลาวก็ได้มีความพยายามเจรจากับทางรัฐบาลไทย ให้พิจารณาโครงการไฟฟ้าจากพลังงานลมที่มีศักยภาพสูงอีกโครงการหนึ่ง คือ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานลมแห่งแรกในลาว และยังเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน คือมีขนาดถึง 600 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทในเครือบริษัท อิมแพค อิเล็คตรอนส์ สยาม หรือ IES ซึ่งเป็นบริษัทไทย ยังเป็นผู้ได้รับสิทธิในการเข้าไปดำเนินการพัฒนาโครงการพลังงานลมแห่งนี้ โดยได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลม และทำการวัดข้อมูลลมเป็นระยะเวลามากกว่า 3 ปี พร้อมทั้งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการฯ ร่วมกับที่ปรึกษาชั้นนำที่เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานลม ในที่สุด จึงได้ลงนามในสัญญาพัฒนาโครงการกับรัฐบาลสปป.ลาว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 และได้เซ็นสัญญาเพื่อใช้เทคโนโลยีจาก Vestas ผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานลมมากที่สุด คือ กว่า 40% ของพลังงานทั้งหมดเลยทีเดียว

    หากหมุนตามโลกแล้ว เราจะพบว่าพลังงานลมกำลังเป็นกระแสที่สำคัญและเป็นอนาคตของความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงานของโลก เมื่อเร็วๆนี้ บทความของสื่อในสหรัฐอเมริกา ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาพลังงานลมในสหรัฐฯ ว่ากำลังเติบโตงอกงามอย่างยิ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประสิทธิภาพกังหันลมที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ราคากังหันลมก็ปรับต่ำลง ทำให้ต้นทุนพลังงานลมต่ำลงตามไปด้วย นอกจากนั้น ทิศทางแนวโน้มพื้นที่พัฒนาพลังงานลมในสหรัฐฯ ยังมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะได้พัฒนาสู่การผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) อีกด้วย ซึ่งสหรัฐฯเอง มีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานจากลมให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบัน แม้สหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คือราว 73,922 เมกะวัตต์ รองจากจีนที่มีกำลังการผลิตติดตั้งเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 145,053 เมกะวัตต์ แต่อัตราส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมของสหรัฐฯ ยังต่ำอยู่มาก คือเพียง 5.6% เท่านั้น ในขณะที่มีศักยภาพการผลิตได้มากในราคาที่แข่งขันได้ ในแถบยุโรปเองก็เช่นกัน สหราชอาณาจักรนับเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) และในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราส่วนการผลิตพลังงานทดแทนของอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นถึง 25.1% ซึ่งครึ่งหนึ่งนั้นเป็นพลังงานจากลม

    สำหรับประเทศไทย นอกจากการสนับสนุนการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมทั้งพลังงานลมในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 ทั้งการสนับสนุน ส่งเสริม และการอุดหนุนราคาแก่ผู้ประกอบการภายในแล้ว หากเราสามารถพิจารณาการพัฒนาโครงการพลังงานลมดังกล่าว โดยการเปิดโอกาสให้มีการเจราจาหาแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯ โดยยังคงหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ตามนโยบายของรัฐ ก็น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ win-win หรือ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะนอกจากจะช่วยลาวให้สามารถพัฒนาโครงการฯ เพื่อผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น เรายังมีความอุ่นใจได้ว่าจะมี สปป. ลาว ซึ่งประกาศนโยบายจะเป็นแบตเตอรี่แห่งอาเซียน เป็นดั่งคลังสำรองไฟฟ้าให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ขาดแคลน

    ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งย่อมได้เปรียบหากไทยเราสามารถจับจองที่จะซื้อไฟฟ้าจากโครงการแห่งนี้ได้ก่อนที่ทางโครงการจะพิจารณาขายไฟไปยังประเทศอื่นในอาเซียน เช่น เวียดนาม เพราะโครงการซึ่งตั้งอยู่ในแขวงเซกอง และแขวงอัตตะบือ นั้น ห่างจากชายแดนเวียดนามเพียง 50 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีของไทยราว 200 กิโลเมตร ที่สำคัญ โครงการฯ ตั้งอยู่บนถนนหลักที่เป็นเส้นทางในการเชื่อมต่อสายส่งระบบไฟฟ้าของกลุ่มประเทศอาเซียน ผ่านจากจังหวัดอุบลราชธานีไปยังเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม นอกจากนั้น การสนับสนุนให้ลาวสามารถพัฒนาโครงการพลังงานลมนี้ได้ จะลดความเสี่ยงต่อการซื้อไฟฟ้าจากลาวในอนาคต เนื่องจากเป็นที่คาดการณ์กันว่า ต่อไปในอนาคต สปป.ลาว อาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนได้มากมายและในราคาที่ต่ำเช่นในปัจจุบัน และอาจมีการขยับราคาขายไฟฟ้าสูงขึ้นได้ อีกทั้งเวลาที่ลาวประสบปัญหาน้ำน้อย น้ำแล้ง และผลิตไฟฟ้าได้น้อย ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นเช่นลมนี้ จะช่วยสร้างความต่อเนื่องของการส่งไฟฟ้า ซึ่งดีกว่าที่ผู้รับซื้อไฟฟ้าจากลาวอย่างไทย จะต้องปรับไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเป็นการทดแทน ซึ่งมีราคาแพงกว่ามาก

    ยิ่งไปกว่านั้น การร่วมผลักดันโครงการพลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ยังสอดคล้องกับข้อตกลงในการประชุมนานาชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ หรือ COP21 ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งไทยและลาวได้ลงนามร่วมกับอีก 144 ประเทศทั่วโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยไทยได้แสดงเจตจำนงที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 ลงร้อยละ 20-25 เทียบกับปี 2554 หรือคิดเป็นจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดถึง 111-139 ล้านตัน และด้วยขนาดกำลังการผลิตถึง 600 เมกะวัตต์ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล โดยทางลาวเอง ยินดีมอบคาร์บอนเครดิตให้แก่ประเทศไทย หากไทยตกลงรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว

    พื้นที่ตั้งโครงการ Monsoon Wind Power

     

    ส่วนในประเด็นที่ยังคงเป็นความกังวลของไฟฟ้าจากพลังงานลม ทั้งความเสถียร ระบบ storage รวมถึงราคานั้น ผู้พัฒนาโครงการฯ ชี้แจงไว้ชัดเจนว่า ด้วยพื้นที่พัฒนาโครงการกว่า 4 แสนไร่และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพลมที่เหมาะสม ประกอบกับระบบการบริหารจัดการที่ได้รับการออกแบบให้สามารถสร้างความสม่ำเสมอ (Firmed Energy) ของการส่งไฟฟ้า โดยพิจารณาทำ Hybrid ด้วยการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ รอบพื้นที่พัฒนาเพื่อนำมาใช้สร้างความสม่ำเสมอของไฟฟ้าที่จะส่งเข้าระบบ อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีเทคโนโลยีการคาดการณ์ (forecast) ที่จะช่วยประเมินปริมาณลมในทุกช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการการผลิตและส่งไฟฟ้า โดยไม่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหิน เพื่อเป็น back up แต่อย่างใด ไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน ซึ่งโครงการฯ สามารถมีระบบที่ Firm ได้  อีกทั้งโครงการฯ ยังจะมีการก่อสร้างระบบสายส่งด้วย ส่วนราคานั้น ทางผู้พัฒนาโครงการยืนยันว่า ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ก็จะสามารถเสนอขายไฟฟ้าได้ต่ำกว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และผู้พัฒนาโครงการ ยังคงดำเนินการเพื่อหาแนวทางลดต้นทุนให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันกับไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆได้ ซึ่งการทำ hybrid ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง

    ดังนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ หากไทยพิจารณาให้มีการเจรจาโครงการพลังงานลมของลาว โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด คือได้ไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีราคาถูกตามต้องการ ซึ่งหาไม่ได้ตามเงื่อนไข ก็สามารถระงับการเจรจาได้  โดยการพิจารณาโครงการฯ ทางกระทรวงพลังงานสามารถทำคู่ขนานไปกับโครงการที่มีศักยภาพอื่นๆ ได้ และหากถ้าสุดท้าย พบว่าราคาค่าไฟจากโครงการพลังงานลม ไม่สามารถแข่งขันได้จริงๆ ทั้งราคาและระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เหมาะสมกับความต้องการ  กระทรวงฯ สิทธิที่จะยกเลิกการเจรจาได้ตลอดเวลา ซึ่งแนวทางดังกล่าว น่าจะจะดีกว่าการรอเจรจากับโครงการกลุ่มที่มีศักยภาพอื่นๆ เพียงอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มเจรจาค่าไฟ  และยังอาจมีความเสี่ยงในการพัฒนา ดังเช่นบางโครงการที่เคยล่าช้าและระงับไป ดังนั้น น่าจะเป็นการดีหากรัฐเปิดรับทุกโครงการจากลาวที่มีความพร้อม ซึ่งโครงการพลังงานลมนี้ สามารถพัฒนาและส่งไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2563  

    ในสถานการณ์ที่ไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และต้องการพลังงานที่ราคาเป็นธรรมกับผู้บริโภค  หากเห็นว่า มีแหล่งพลังงานใดที่รัฐไม่ต้องอุดหนุนและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ ก็ล้วนแต่เป็นโครงการที่จะน่าจะต้องนำมาพิจารณา เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของเรา

Date : 18 / 08 / 2016

  • Date : 18 / 08 / 2016
    IES รุกธุรกิจใหม่ ติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปครบวงจร

    IES เดินหน้าพลังงานสะอาด รุกธุรกิจใหม่ให้บริการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปแบบครบวงจร พร้อมข้อเสนอทางเลือกให้ลูกค้าไม่ต้องลงทุนเอง ล่าสุดเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับแรกกับเคอรี่สยามซีพอร์ตแล้ว

    นายสมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์ Executive Vice President, Business Development บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) ซึ่งมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่พัฒนาเสร็จแล้ว และโครงการที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่มากกว่า 180 เมกะวัตต์ ทั้งในไทยและญี่ปุ่น เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้พัฒนาธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อบริษัท อิมแพค โซล่าร์ จำกัด (Impact Solar) ให้บริการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซล่าร์รูฟท็อป แบบครบวงจร เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าให้แก่องค์กรและผู้ประกอบการ โดยบริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ดูแลรักษา ตลอดจนถึงการจัดการด้านการเงินและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการติดตั้ง

    ทั้งนี้ องค์กรหรือผู้ประกอบการที่ต้องการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปกับ Impact Solar สามารถเลือกดำเนินการตามแพคเกจที่นำเสนอ ได้แก่ แพคเกจ Solar PPA (Power Purchase Agreement) ซึ่งผู้ประกอบการไม่ต้องใช้เงินลงทุนเอง แต่ยังได้รับประโยชน์จากการจ่ายค่าไฟฟ้าตามปริมาณที่ใช้จริงให้แก่ Impact Solar ในอัตราที่การันตีว่าต่ำกว่าอัตราค่าไฟของรัฐตลอดอายุสัญญา และจะได้เป็นเจ้าของระบบโซล่าร์รูฟท็อปที่ติดตั้งไว้ทันทีเมื่อครบกำหนดสัญญา หรือ แพคเกจ Solar Sale ที่ผู้ประกอบการเป็นผู้ลงทุน โดยมี Impact Solar ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบติดตั้ง การขอใบอนุญาตฯ การจัดหาประกันฯ รวมถึงการจัดหาสินเชื่อระยะยาวจากธนาคารในประเทศให้ด้วย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าด้วยการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองด้วยโซล่าร์ที่ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ทดแทนการซื้อไฟฟ้าจากรัฐฯ โดยกรรมสิทธิ์ในระบบโซล่าร์รูฟท็อปในแพคเกจนี้เป็นของผู้ประกอบการเอง โดย Impact Solar จะไม่คิดค่าดำเนินการและบำรุงรักษาระบบในช่วง 2 ปีแรก นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังจะได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อีกด้วย 

                                                     

     

    “ตัวอย่างการติดตั้งระบบโซล่าร์รูฟท็อป ที่กำลังการติดตั้ง 0.5 เมกะวัตต์ ผู้ประกอบการที่เลือกข้อเสนอแบบ Solar PPA คือไม่ต้องใช้เงินลงทุนเอง จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยราว 12-15 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา ส่วนผู้ประกอบการที่เลือก  Solar Sale สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงเฉลี่ยปีละ 5 ล้านบาท หรือสูงถึง 125 ล้านบาทในระยะเวลา 25 ปี ซึ่งถ้ามีกำลังการติดตั้งมากขึ้น ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น” นายสมบูรณ์กล่าว และชี้แจงว่าการคำนวณค่าไฟฟ้าที่ลดลงจากการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปของ Impact Solar อ้างอิงจากค่าไฟฟ้าของรัฐในปัจจุบันและคาดการณ์ค่าไฟรัฐจะเติบโตขึ้นตามนโยบายของรัฐ

    นายสมบูรณ์กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถลองคำนวณค่าไฟที่จะประหยัดได้จากการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ด้วยการเข้าไปใช้แอพพลิเคชั่นอย่างง่าย บนเว็บไซต์ของบริษัท www.impactsolar.co.th โดยเพียงแต่ระบุอัตราค่าไฟฟ้ารายเดือน ชั่วโมงทำงานและพื้นที่หลังคาของสถานประกอบการที่จะติดตั้ง ซึ่งระบบจะคำนวณให้ได้ว่าจะสามารถประหยัดรายจ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือนได้เฉลี่ยเดือนละเท่าไหร่ และรวมตลอดระยะเวลาสัญญา 25 ปีจะประหยัดได้เท่าไร และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปริมาณกี่ตันต่อปี รวมถึงแนะนำกำลังการผลิตติดตั้งที่เหมาะสม และในกรณีหากเลือกดำเนินการแบบแพคเกจ Solar Sale จะสามารถทราบต้นทุนการติดตั้งและค่าใช้จ่ายรายปีในการดำเนินการและบำรุงรักษาระบบ

                                        

     

    “ธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปครบวงจรของเรา เป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีของกระทรวงพลังงาน โดยผู้ประกอบการที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการดังกล่าวของรัฐ สามารถมาปรึกษาหารือเราได้ในเรื่องการติดตั้งและอื่นๆ ทั้งนี้ เราสามารถนำโครงการที่ทำร่วมกันเข้าร่วมกับโครงการของรัฐได้” นายสมบูรณ์กล่าว

    ที่ผ่านมา Impact Solar ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Solar PPA ฉบับแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากับ บริษัท เคอรี่ สยามซีพอร์ต จำกัด (KSSP) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เคอรี่ โลจิสติคส์ เน็ทเวอร์ค ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่บริการท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินสมุทร บริการคลังสินค้า และบริการการขนส่งสินค้าอย่างครบวงจร และล่าสุดนี้ได้ลงนามสัญญาอีกหนึ่งฉบับกับ บริษัท เจเอเอส เอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ Impact Solar จะดำเนินการติดตั้งระบบโซล่าร์รูฟท็อป กำลังการผลิตรวมทั้งสองที่ประมาณ 1000 กิโลวัตต์ บนหลังคาคลังสินค้าของ KSSP ที่ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี และ แจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์ (Jas Urban Srinakarin) ช้อปปิ้งมอลล์แห่งใหม่ใจกลางย่านศรีนครินทร์ และจะผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าค่าไฟของรัฐตลอดอายุสัญญา 25 ปี

    “ขณะนี้ เรากำลังเจรจากับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอีกหลายราย ซึ่งเชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ เห็นความสำคัญของการลดค่าไฟฟ้า และยังได้พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” นายสมบูรณ์กล่าว

    นายสมบูรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม มีประสบการณ์ด้านการลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์มาต่อเนื่องกว่า 8 ปี ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และมีการร่วมมือกันกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของบริษัทได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากสถาบันต่างๆระดับโลก

    “เรามีความมั่นใจว่าการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปนั้นมาถึงจุดที่สามารถแข่งขันกับราคาค่าไฟฟ้าปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการหลายท่านมีความกังวลใจในด้านเทคนิคหรือด้านการบำรุงรักษา ตลอดจนความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งข้อเสนอแบบแรก Solar PPA ของเราสามารถตอบโจทย์ข้างต้นได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งเรายังมีพาร์ทเนอร์ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยในการดูแลติดตั้ง รวมถึงการบำรุงรักษา ตลอดทั้งการสนับสนุนจากธนาคารชั้นนำทั้ง ในและนอกประเทศในด้านการเงินอีกด้วย” นายสมบรูณ์กล่าว