บทความทั้งหมด

Date : 14 / 10 / 2016

  • Date : 14 / 10 / 2016

    เช้าวันนี้ (14 ตุลาคม 2559) พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

    ต่อมา นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารในเครือ ปตท. และพนักงาน ร่วมกันถวายอาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อมกับยืนไว้อาลัยเป็นเวลา9นาที

     ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดรวบรวมผลงานในโครงการตามแนวพระราชดำริ นำออกมาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อการพัฒนาพลังงานไทย จนได้รับการขนานนาม "พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย" ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงาน พร้อมสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริต่อไปเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

     

     

Date : 11 / 10 / 2016

  • Date : 11 / 10 / 2016
    สัมภาษณ์พิเศษ "ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ"อธิบดีพพ.คนใหม่ ปรับภารกิจพพ.สอดรับ Energy4.0

    อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) คนใหม่"ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ"  ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าว Energy News  Center  หลังนั่งทำงานในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของพพ.เต็มตัว  พร้อมปรับภารกิจของกรมให้สอดรับกับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน  ในการนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน  การปรับทบทวนระบบฟีดอินทารีฟ  และการกำหนดโซนนิ่งให้มีความเหมาะสมมากขึ้นกับพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ  การมอบนโยบาย5ด้านให้ข้าราชการของพพ. ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านพลังงานในระดับสากล     รายละเอียดจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านจากบทสัมภาษณ์

    -พพ.จะมีโครงการอะไรบ้างภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ?

    ตอบ วันนี้กระทรวงพลังงานเดินหน้าสู่นโยบาย Energy 4.0 เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมด้านพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในส่วนของ พพ. จะมีการส่งเสริมในรูปแบบของโครงการ แบ่งเป็น 2 ระดับ  ได้แก่ 1.ระดับครัวเรือน โดย พพ.จะสนับสนุนการทำอุปกรณ์อบแห้งสำหรับพืชผลการเกษตร เช่น การทำโดมที่ใช้เทคโนโลยีโซล่าร์สำหรับอบแห้งผลิตภัณฑ์การเกษตร เช่น ลำไยอบแห้ง พริกอบแห้ง และกล้วยตาก เป็นต้น เพราะการอบแห้งทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมามีผิวสวย น่ารับประทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการ ตากแห้งแบบเดิมถึง 10 เท่า 

    โครงการนี้  พพ.ได้รับงบประมาณมาดำเนินการแล้ว 19 ล้านบาท  โดยจะคัดเลือกผู้ร่วมโครงการ 50 ราย ซึ่ง พพ.จะให้เงินสนับสนุน 35% ของต้นทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 65% ผู้ร่วมโครงการจะออกเอง คาดว่าแต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งเท่ากับว่า พพ.จะสนับสนุนประมาณ 1.5-2 แสนบาทต่อราย  ขณะนี้เรากำลังกำหนดหลักเกณฑ์การรับสมัครผู้ร่วมโครงการอยู่ 

    ส่วนระดับที่ 2 คือ ระดับชุมชน ซึ่งพพ.จะให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ประมาณ 30-60 กิโลวัตต์ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า ยังมีหลายอำเภอที่ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ โดยเบื้องต้น พพ. จะดำเนินการใน 5 แห่ง ได้แก่

    1. อ.ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน

    2. อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน    

    3. อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

    4. อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

    5. อ.แม่สรวย จ.เชียงราย 

    โครงการนี้ พพ.ได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานแล้ว 68 ล้านบาท คาดว่าจะสนับสนุนเฉลี่ยแห่งละ  17-18 ล้านบาท เมื่อสร้างเสร็จจะมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หรือ เทศบาล และให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลต่อไป โดยคาดว่าจะสร้างเสร็จประมาณปลายปี 2560 

    โครงการทั้ง2ระดับดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำนวัตกรรมด้านพลังงาน มาสร้างประโยชน์และสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านให้สูงขึ้นได้  

    -ยังมีแผนงานอื่นๆที่ต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ ?

    ตอบ ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนวัตกรรมไปเร็วมาก และเป็นหน้าที่ พพ.จะต้องตามให้ทัน ที่เห็นได้ชัดคือ การผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากแผงโซล่าร์เซลล์ ซึ่งขณะนี้ราคาค่าแผงโซล่าร์เซลล์ปรับลดลงมาก ทำให้ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประกาศปรับลดเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) ลงจาก 5.66 บาทต่อหน่วย เหลือเพียง 4.12 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี  ดังนั้น พพ. เตรียมแผนที่จะทบทวนปรับอัตราฟีดอินทารีฟในส่วนของพลังงานทดแทนชนิดอื่นๆ ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยแต่เดิมการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบฟีทอินทารีฟเป็นหน้าที่ของ สนพ. แต่ภายหลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่เมื่อเร็วๆนี้ จึงทำให้ พพ.ต้องเป็นผู้เข้ามาดูแลเรื่อง ฟีดอินทารีฟเองทั้งหมด

    นอกจากนี้ พพ.ยังเตรียมทบทวนการกำหนดโซนนิ่งเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนทุกชนิด เช่น ชีวมวล แก๊สชีวภาพ ลม โซล่าร์  เป็นต้น ให้ทราบข้อมูลล่าสุดว่าพื้นที่ใดมีเชื้อเพลิงชนิดใดมากหรือน้อยแค่ไหน เหมาะสมกับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดนั้นๆ หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ พพ. มีอยู่นั้น เป็นข้อมูลที่สำรวจไปเมื่อปี 2557 ดังนั้นควรมีการสำรวจใหม่ให้ทันสถานกาณ์ปัจจุบันมากขึ้น ที่สำคัญข้อมูลใหม่นี้จะเริ่มนำไปใช้กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล แก๊สชีวภาพ เฟส2 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เตรียมประกาศรับซื้อในปี 2560 นี้ เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้สำนักงานใน พพ.ประสานงานกับพลังงานจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด  

    -มอบนโยบายอะไรกับข้าราชการ พพ. บ้าง?

    ตอบ ผมได้มอบนโยบาย 5 ด้านให้กับข้าราชการ พพ. ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ผมนำประสบการณ์ตรงจากการอยู่มาหลายตำแหน่ง ทั้งที่เคยอยู่ พพ. มานาน ก่อนจะก้าวไปเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จากนั้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกรถทรวงพลังงาน และรองปลัดกระทรวงพลังงาน ก่อนจะมาเป็นอธิบดี กรม พพ.ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ พพ. ในยุคใหม่นี้ 

    โดยนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านบุคลากร จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ พพ.เกษียณหลายคนในปี 2559 นี้ ทั้งนี้จะต้องสร้างข้าราชการเดิมที่มีอยู่ให้เติบโตในตำแหน่งหน้าที่มากขึ้น พร้อมกับสร้างข้าราชการรุ่นใหม่ให้มาทดแทนให้ทัน แต่ก็ต้องอยู่ในความเหมาะสม ไม่ข้ามหน้าคนรุ่นเก่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรู้สึกไร้ค่า 

    2. ด้านการเงิน จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบในโครงการที่ผ่านเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์)แล้ว รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 6,000 ล้านบาท จะเร่งกำหนดเกณฑ์คัดเลือกผู้ร่วมโครงการให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค. 2559 นี้ เพื่อให้เปิดโครงการได้ภายในสิ้นปี 2559  เบื้องต้นหน่วยงานรัฐที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นหน่วยงานที่ไม่เคยได้รับการสนุบสนุนจากกระทรวงพลังงานมากก่อน หรือเคยได้รับแล้วก็ต้องมาดูว่ากี่ปีมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ภาครัฐทำการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เช่น เครื่องปรับอากาศ หลอดไฟ เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน รวมถึงการติดตั้งโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงาน โดยไม่มีการขายเข้าระบบ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลการประหยัดได้ชัดเจน

    3. ด้านวิธีการทำงาน จะต้องประสานงานกับเอกชนและหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น โดยขณะนี้ได้เริ่มหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) รวมถึงกรมต่างๆ ในกระทรวงพลังงาน เพื่อประสานการทำงาน ร่วมมือกันช่วยให้ประเทศเกิดการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการโซล่าร์สำหรับสูบนำ้กลับมาช่วยภัยแล้ง ซึ่งสำนักปลัดกระทรวงพลังงานได้รับงบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าว 500 ล้านบาท ดำเนินการในชุมชน 900 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงฤดูร้อนของปี 2560 นี้ ทาง พพ.ก็จะเข้าไปช่วยเรื่องการทำทีโออาร์ การสนับสนุนนักวิชาการ เป็นต้น เพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ 

    นอกจากนี้จะปรับวิธีการทำงานใหม่ โดยมอบอำนาจตัดสินใจให้รองอธิบดี รวมถึง ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ สามารถเซ็นต์อนุมัติงบประมาณได้ เช่น งบไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ผู้อำนวยการสามารรถอนุมัติได้ หรือ งบไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้รองอธิบดี อนุมัติได้ แต่เกิน 3 ล้านบาทต้องให้อธิบดีอนุมัติเท่านั้น เป็นต้น  นอกจากนี้จะเตรียมลดขั้นตอนการทำงานให้สะดวกขึ้น โดยเตรียมไปศึกษาดูระบบการทำงานแบบใหม่จากภาคเอกชนเพื่อมาปรับใช้กับ พพ.ต่อไป 

    4. ด้านข้อมูล ปัจจุบันข้อมูลของสำนักงานต่างๆ ในพพ. เช่น สำนักลม แสงแดด ไบโอแมส ไบโอแก๊ส มีข้อมูลไม่ตรงกัน ดังนั้นจะมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูง 1 คน เข้ามาเป็นศูนย์กลางข้อมูล โดยแต่ละสำนักงานต้องจัดทำข้อมูลล่าสุดส่งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศไม่เกินวันที่ 5 ของทุกเดือน และผู้บริหารระดับสูงนี้จะสรุปประมวลลงเว็บไซด์และอัพเดทขึ้นเว็บไซต์ทุกๆ วันที่ 10 ของทุกเดือน ซึ่งต่อไปใครจะใช้ข้อมูลก็ต้องนำข้อมูลที่จัดทำนี้ไปใช้ เพื่อให้เป็นข้อมูลเดียวกัน และเข้าใจตรงกัน และที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น ตามทิศทางของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

    และ 5. วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องจักร อาคารสถานที่ ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำร่องที่ พพ. ด้วยการกำหนดให้เปิดแอร์ที่ 26 องศา แต่ต้องตรวจวัดอุณหภูมิ ณ จุดที่คนนั่งทำงานอยู่ หรือจุดที่ร้อนสุดของห้องให้ไม่เกิน 26 องศา เพราะปัจจุบันเครื่องปรับอุณหภูมิมักติดอยู่บนผนังหรือเพดาน และใช้อุณหภูมิ ณ จุดนั้นเป็นตัวปรับอุณหภูมิซึ่งไม่ได้ช่วยให้เกิดการประหยัดแต่อย่างใด 

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นชื่อที่บ่งบอกถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว  จึงควรจะเป็นต้นแบบของประเทศหรือก้าวเข้าสู่ระดับสากล  ดังนั้นในอนาคตต้องปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานระดับอาเซียนภายใน 2 ปี และระดับเอเชียใน 5 ปี  ซึ่ง พพ.จะจัดสัมมนาข้าราชการ พพ.ในเดือน พ.ย. 2559 นี้ เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนการบริหารงานไปสู่ระดับสากลให้มากขึ้น 

Date : 20 / 09 / 2016

  • Date : 20 / 09 / 2016
    ตุลาคมวัดใจพลเอกประยุทธ์ ชี้ชะตาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    หลายฝ่ายประเมินกันว่าเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ประเด็นเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คงจะร้อนระอุขึ้น เนื่องจากจะมีข้อสรุปจากคณะกรรมการไตรภาคีออกมาเพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจว่าจะสั่งเดินหน้าหรือจะให้ชะลอโครงการนี้ออกไป หลังจากที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นล่าช้าออกไปกว่าแผนมากกว่า1ปีแล้ว   ในขณะที่เอ็นจีโอและตัวแทนชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากลุ่มหนึ่งที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ก็นัดหมายเตรียมที่จะเดินทางมาปักหลักพักค้านที่ทำเนียบรัฐบาล เหมือนเมื่อช่วงปี 2558 เพื่อกดดันการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

    ลองมาไล่เลียงประเด็นข้อกังวลที่ทำให้ชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม  ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบางราย  เอ็นจีโอ และนักวิชาการที่มีแนวความคิดเดียวกัน ลุกขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาดกำลังการผลิต800 เมกะวัตต์  ที่ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  จะเห็นว่าหลายเรื่องล้วนเป็นประเด็นที่ กฟผ. ได้ชี้แจงข้อมูล ไปเกือบทั้งหมดแล้ว

    ประเด็นที่ชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าบางหมู่บ้าน นั้นมีความกังวลว่า  เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหินนั้น ผ่านจุดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด โดยขนาดของเรือจะทำให้น้ำขุ่นเกินกว่ามาตรฐานจนชะลอการเติบโตของหญ้าทะเล  เมื่อไม่มีแหล่งอาหารของปลา ก็จะกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำประมงชายฝั่ง รวมทั้งประเด็นการสะสมของโลหะหนักที่จะเกิดขึ้นจากการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ประเด็นนี้ กลุ่มชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ส่วนใหญ่ ที่สนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้ากลับไม่ได้มีข้อกังวลในเรื่องนี้ เพราะมองว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะทำให้มีเม็ดเงินที่จัดสรรลงพื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าปีละหลายร้อยล้านบาท  ในขณะที่จังหวัดกระบี่เอง ในอดีตก็เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์มาก่อนแล้ว เพราะมีการทำเหมืองถ่านหิน  ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาหรือส่งผลกระทบอะไรต่อคนในชุมชน

    ในขณะที่ฝั่ง กฟผ. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหินที่ใช้ จะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ กฟผ.เดินเรือขนส่งน้ำมันเตามายังโรงไฟฟ้ากระบี่ในปัจจุบัน  ในขณะที่ประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจากท่าเทียบเรือและการเดินเรือนั้น  ก็มีการศึกษาอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ทั้งนี้ กฟผ. และ คณะทำงานในคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้น ได้มีการลงพื้นที่ไปวัดค่าความขุ่นของน้ำทะเล เมื่อมีเรือขนส่งน้ำมันเตาแล่นผ่าน ร่วมกันมาแล้ว ส่วนการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  กฟผ. ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ คือ บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งในรัศมี 5 กิโลเมตร และพื้นที่เกี่ยวเนื่องตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด

    สำหรับการประเมินการตกสะสมของโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตตลอดอายุดำเนินการโรงไฟฟ้า 30 ปี นั้น จากการศึกษาในพื้นที่โครงการพบการสะสมของโลหะหนักน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากมีการพบการสะสมที่ผิดปกติหรือเกินค่ามาตรฐาน กฟผ. จะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

    ในประเด็นที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ให้เหตุผลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะทำลายภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยว  เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสกปรก ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ฝั่ง กฟผ. ก็เคยชี้แจงไปแล้วว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเลือกใช้ ซึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก อย่างปารีส หรือ เบอร์ลิน ของเยอรมนี  ก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ในชุมชน และก็ไม่ได้มีประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวหรือทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดน้อยลงแต่อย่างใด

    ส่วนประเด็นที่เอ็นจีโอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากกรีนพีซ ซึ่งมีกิจกรรมการรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกนั้น มองว่ากระแสโลกกำลังมุ่งไปที่พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน  หลายประเทศมีการปลดโรงไฟฟ้าถ่านหินออกจากระบบ และหันมาลงทุนพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์และพลังงานลมมากขึ้น  แต่ไทยกลับกำลังจะเดินสวนกระแส  รวมทั้งนักวิชาการแนวร่วมเดียวกับเอ็นจีโอ มองว่าพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยมีแสงแดดที่ดี จึงควรต้องส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ให้เต็มศักยภาพ ทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และชีวมวล ที่มาจากน้ำเสียและเศษทะลายปาล์ม  โดยจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันอยู่มาก มีศักยภาพที่จะตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลได้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ที่เพิ่มขึ้น  โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน   ในขณะที่นักวิชาการสายเอ็นจีโอบางคน ก็ตั้งคำถามไปถึงกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ว่า เป็นเพราะมีการเข้าไปซื้อกิจการเหมืองถ่านหินรอเอาไว้ก่อนแล้วหรือไม่ การเร่งรัดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้ได้ประโยชน์

    ต่อประเด็นนี้ผู้ว่าการกฟผ.คนใหม่ นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์  ออกมาชี้แจงว่า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา  มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ  เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง โดยลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนสูงในปัจจุบัน  ซึ่งหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ไม่เกิดขึ้นตามแผน  เราจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีซึ่งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ประชาชนต้องมีภาระในการจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

    ทั้งนี้ ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. ไม่ได้สวนทางกับกระแสของโลก เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ควบคู่ไปกับการลงทุนพลังงานทดแทนซึ่งตามแผนเฉพาะในส่วนของกฟผ.จะลงทุนโรงไฟฟ้าประเภทนี้ให้ได้ 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ และจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

    ส่วนประเด็นที่นักวิชาการมองว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คือ จากน้ำเสียที่ได้จากโรงงานปาล์มน้ำมันและจากเศษทะลายปาล์ม  ที่มีมากพอจะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น  กฟผ.ชี้แจงว่า  การผลิตไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าว เป็นสัญญา Non-Firm  มีความไม่แน่นอน ผลิตไฟฟ้าส่งเข้าระบบได้เฉพาะช่วงที่มีวัตถุดิบเท่านั้น   นอกจากนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับจังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้จังหวัดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในฝั่งอันดามันอย่างภูเก็ต พังงา ด้วย

    ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปควรต้องรู้ คือ ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆ อย่างการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลและพลังงานลมในภาคใต้ยังมีศักยภาพต่ำ พึ่งพาได้น้อย เพราะจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เฉพาะช่วงที่มีแดดและลมเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่มีประสิทธิภาพทำให้กฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลัก มาช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง  อีกทั้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูง ทำให้รัฐต้องอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมให้โครงการพลังงานทดแทนเกิดขึ้นได้

    สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องกลุ่มทุนที่ไปลงทุนเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย ล่วงหน้า เพื่อจะได้ประโยชน์จากการขายถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น  ผู้บริหารกฟผ.เคยชี้แจงเอาไว้ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการซื้อถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า มีขั้นตอนในการพิจารณา ที่โปร่งใส แต้องมีการแข่งขันราคากัน  ไม่สามารถที่จะล็อคสเปคเพื่อซื้อถ่านหิน จากรายหนึ่งรายใด เอาไว้ล่วงหน้าได้

    เดือนตุลาคม นี้  จึงต้องติดตามดูว่าทั้งข้อมูลจากฝั่งที่คัดค้านโครงการกับข้อมูลจากกฟผ.และเสียงของตัวแทนชุมชนรอบโรงไฟฟ้าที่สนับสนุนโครงการ  ที่นำเสนอออกมานั้น  นายกรัฐมนตรีจะให้น้ำหนักไปที่ฝ่ายใด   ซึ่งเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถือเป็นโครงการที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อออกไปนานเท่าไร  ความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่านั้น

Date : 02 / 09 / 2016

  • Date : 02 / 09 / 2016
    ตีเหล็กเมื่อร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    ตีเหล็กเมื่อร้อน คณะกรรมการไตรภาคีเร่งสรุปมติ เสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายในเดือน ก.ย.นี้

    การเคลื่อนไหวของประชาชนในเครือข่าย 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ อันประกอบด้วย ตำบลเกาะศรีบอยา ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย และตำบลตลิ่งชัน เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  คู่ขนานไปกับการเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของชาวชุมชนเทพา จ.สงขลา เมื่อเร็วๆนี้ นั้น สะท้อนให้สังคมทั่วไปได้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ อ.เทพา นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเสียงคัดค้าน  แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมาส่งเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรีบตัดสินใจเดินหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งชุมชนเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ. ลำปาง และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อ.จะนะ ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้สนับสนุนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานมาแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทั้งกระแสคนคัดค้านไม่เห็นด้วย และกระแสของคนที่สนับสนุนให้สร้าง  รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีกลไกของการยุติปัญหา คือการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี  ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ  ภาคประชาชน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.           ซึ่งฟังจากเสียงของนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังจากที่ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมการไตรภาคีครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา  ก็พอจะเห็นความชัดเจนแล้วว่า  คณะกรรมการไตรภาคี จะเร่งหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการโรงไฟฟ้ากระบี่  ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ

    โดยในแนวทางที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณานั้น มีความเป็นไปได้ทั้งการสรุปผลที่ชัดเจนไปเลยว่าควรให้สร้างหรือไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยมีเหตุผลสนับสนุน ซึ่งหากเป็นกรณีที่สรุปว่าให้สร้างนั้น  ก็จะมีการนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านพ่วงท้ายเข้าไปด้วยกับรายงานเกี่ยวกับสิ่งตอบแทนที่ชาวบ้านจะได้รับหากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า   ส่วนอีกแนวทางที่จะเสนอ จะเป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจเอง

    ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถือว่ามีความล่าช้าไปจากแผนเดิมมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว จากที่กำหนดจะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ซึ่งหากไม่เร่งตัดสินใจ จะทำให้การบริหารจัดการความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566 จะทำได้ยากขึ้น  เนื่องจากกำลังการผลิตติดตั้งในพื้นที่จะใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี เข้ามาช่วยเสริมระบบ

    ที่ผ่านมาชุมชนทั้ง 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้รับการชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใน 5ประเด็นหลักแล้วว่า 1. การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด24 ชั่วโมง  2. เป็นโรงไฟฟ้าที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลักในปัจจุบันของภาคใต้นั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งโรงไฟฟ้าขนอม และ จะนะ  ซึ่งจะต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาหรือดีเซลแทนเมื่อมีการหาการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งผลิตเพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งมีต้นทุนที่สูง 3. โรงไฟฟ้าถ่านหินมีอัตราต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ  จึงมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน   4. โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมดีขึ้น  และ 5. โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นใหม่  ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สถานะของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น มีการประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างพร้อมไว้แล้ว รอเพียงนายกรัฐมนตรีไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการเท่านั้น    ในสถานการณ์ของรัฐบาลที่ได้กระแสประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน อย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มาช่วยสนับสนุนการทำงาน   และการออกมาชูป้ายและยื่นหนังสือสนับสนุนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในช่วงไม่กี่วันมานี้  ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลต้องตีเหล็กเมื่อร้อน เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานให้เกิดขึ้นให้ได้   งานนี้การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางไฟฟ้าของภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566  นี้