บทความทั้งหมด

Date : 31 / 10 / 2016

  • Date : 31 / 10 / 2016
    กฟผ.ย้ำ “มั่นคง-ราคา” สร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลควบคู่พัฒนาพลังงานทดแทน

    การประชุมใหญ่เชิงวิชาการอุตสาหกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 21 หรือ The 21st Conference of Electric Power Supply Industry  (CEPSI 2016) ภายใต้แนวคิด “ความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน : ทางเลือกและความท้าทายของอุตสาหกรรมไฟฟ้า” ที่ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 23-27 ตุลาคม 2559 ปิดฉากลงไปแล้วด้วยความสำเร็จ จากการที่ ผู้นำองค์กรด้านพลังงานระดับโลกกว่า 1,500 คน จาก 31 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวิชาการของอุตสาหกรรมไฟฟ้า และหารือกันอย่างกว้างขวางถึงแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การ มุ่งสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รับกระแสภาวะโลกร้อน ตามความตกลงลดก๊าซเรือนกระจกในการประชุมนานาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่กรุงปารีส หรือ COP21 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา   

    สำหรับประเทศไทย ายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) และประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งเอเซียตะวันออก และแปซิฟิคตะวันตก (AESIEAP) กล่าวกับ Energy News Center ว่า ประเทศไทยเองก็มีนโยบายมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของโลกที่มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า   

    อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กฟผ. ชี้ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันพลังงานทดแทนประเภทพลังงานหมุนเวียน ยังไม่สามารถผลิตและส่งไฟฟ้าตามความต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านประสิทธิภาพและต้นทุนค่าระบบและอุปกรณ์ที่ยังสูง จึงยังมีความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าและให้ผู้บริโภคมีไฟฟ้าใช้ในราคาที่เหมาะสม

    “การเข้ามาสู่ระบบของพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ และลม ในปริมาณมากๆ จะมีผลกระทบ เพราะมีความวูบวาบ ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังสูง ก็มีผลต่อราคาค่าไฟ ซึ่ง กฟผ. ในฐานะที่ดูแลทั้งความมั่นคงและราคา เห็นว่าหากต้องการให้เกิดความมั่นคง ในขณะที่ก็ต้องส่งเสริมผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นด้วยนั้น เราต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยประคับประคองไประยะหนึ่งก่อน จนกระทั่งถึงเวลาที่เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ มีการพัฒนาจนทำให้ระบบ Energy  Storage มีประสิทธิภาพและราคาประหยัด ซึ่งเมื่อนั้น พลังงานหมุนเวียนก็จะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเลย” นายกรศิษฏ์กล่าว

    แต่เนื่องจากปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องให้มีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม หรือโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยเสริมความมั่นคง 

    “ถ้าอยากให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิด ก็ต้องยอมให้ฟอสซิลหรือถ่านหินเกิด แต่ให้อยู่เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตลอดไป คือรอจนเทคโนโลยี Energy Storage ประสบความสำเร็จ กักเก็บได้ 24 ชั่วโมง และราคาถูกลง ถึงตอนนั้น เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่ง กฟผ. เอง เฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ เพื่อพร้อมปรับตัวกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนไป โดยหากถึงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนมั่นคง และสามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว อาจมีการปรับเปลี่ยนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากฟอสซิลที่อยู่ปลายแผนพีดีพี 2015 ก็เป็นได้” นายกรศิษฏ์กล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมความมั่นคงทางไฟฟ้า ตามแผน PDP 2015 ต้องมีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมกับประเทศ  โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีสูงมากถึงร้อยละ 70   เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินโดยนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้  เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐานรองรับและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

     

    ผู้ว่าฯ กฟผ. กับรถ EGAT EV ที่นำมาจัดแสดงในส่วนนิทรรศการในงาน CEPSI 2016

     

    ภาคใต้ต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    สำหรับในประเด็นปริมาณสำรองไฟฟ้าที่พบว่า ปริมาณสำรองไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ อยู่ในระดับสูงเกินกว่า 30% ตั้งแต่ปี 2559 ไปจนถึงปี 2569 โดยในปี 2559 ปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ 36.8% ปี 2560 อยู่ที่ 33.9% ปี 2561 และอยู่ในระดับสูงกว่า 30% เรื่อยไป ก่อนที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าจะปรับลดลงมาเหลือ 24.6% ในปี 2570 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ได้แสดงความเป็นห่วงผลกระทบภาระค่าไฟฟ้าต่อประชาชน และสั่งการให้ กฟผ. ทำแผนปรับลดให้เหลือ 15% หลังจากปี 2563  โดยอาจพิจารณาชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นั้น ผู้ว่าฯ กฟผ. กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น ปริมาณสำรองที่สูงเป็นเพราะนับรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าไปด้วย แต่ถ้าไม่นับรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนตามสัญญาแบบ Non-firm ก็จะมีสำรองอยู่ที่ราวๆ 20% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศที่มีระดับสำรองอยู่ที่กว่า 20-30%

    ทั้งนี้ หากมีสำรองต่ำเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยง เช่นเดียวกับกรณีไต้หวัน ที่ระดับสำรองลดลงเหลือเพียง 2% เนื่องจากความล่าช้าใน การเข้าสู่ระบบของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่

    นอกจากนั้น ผู้ว่าฯ กฟผ. ยังชี้แจงว่า แม้ในภาพรวมปริมาณสำรองไฟฟ้าจะอยู่ในระดับ 20% แต่หากพิจารณารายภาค ก็จะพบว่าภาคใต้มีไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้ และต้องส่งไฟฟ้าไปจากส่วนอื่น ทั้งนี้ แม้ตัวเลขกำลังการผลิตภาคใต้จะอยู่ที่กว่า 3,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้มีราว 2,700 เมกะวัตต์ แต่ความที่ภาคใต้ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งถือว่าเป็น non-firm ทำให้มีความไม่สม่ำเสมอ ทุกวันนี้จึงยังต้องส่งไฟจากภาคอื่นไปช่วยคราวละ 200-300 เมกะวัตต์ เนื่องจากไม่ต้องการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในภาคใต้โรงที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพราะจะทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นมาก

    นอกจากนั้น หากโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ในภาคใต้หยุดซ่อมบำรุง ก็จะมีปัญหามากขึ้น เพราะจะทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบถึง 600-1,000 เมกะวัตต์

    “ภาคใต้มีปัญหากำลังการผลิตไม่พอ ดังนั้น อย่างไรก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจาก ก๊าซฯ เพราะจะช่วยเรื่องความมั่นคงไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถช่วยได้เพราะยังไม่เสถียร แต่ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ค่าไฟก็จะโดดสูงขึ้น” นายกรศิษฏ์ชี้แจง

    นายกรศิษฏ์กล่าวสรุปว่า ดังนั้น ภาคใต้ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลให้เกิดความเสถียร แล้วค่อยเติมพลังงานหมุนเวียนเข้ามา ดำเนินงานควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าในภูมิภาค 

     

Date : 24 / 10 / 2016

  • Date : 24 / 10 / 2016
    พระราชดำรัสในดวงใจ สว่างไสวพลังงาน

    อาจจะมีใครอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งทรงชี้แนะให้พสกนิกรชาวไทยได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตนั้น  มีอยู่3 เรื่องสำคัญ ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาประยุกต์ใช้แล้ว สามารถพัฒนากิจการพลังงานของประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเชิงสัญลักษณ์  ทำให้หลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ สว่างไสว ด้วยแสงไฟฟ้ามานับตั้งแต่นั้น

    บุคคลที่มาบอกเล่าเรื่องนี้ให้เราได้เข้าใจในอีกมิติของพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่9 ที่มีผลต่อการวางรากฐานสำคัญของกิจการพลังงาน คือ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน  โดยเรียบเรียงมาจากคำบอกเล่า  บทสัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงแวดวงพลังงานในอดีต และหนังสือที่เขียนถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน


     

    ดร.ทวารัฐ บอกถึง พระราชดำรัส เรื่องที่หนึ่ง คือ การรู้รักสามัคคี    โดยทรงชี้แนะถึงเทคนิคการทำงานร่วมกัน

    คำไม่กี่คำแต่กินความหมายลึกซึ้งนั้น  มีผู้นำมาวิเคราะห์และขยายความออกไปในเชิงรัฐศาสตร์  ได้ว่า . "รู้" คือ ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในงานที่จะต้องทำ  . "รัก" คือ การมีความรัก ความพอใจในงานที่จะต้องทำนั้น  และ  “สามัคคี” คือ การร่วมกันทำงานด้วยความจริงใจ อย่างพร้อมเพรียง กัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อิจฉาริษยากัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ทำงานนั้น เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

    ดร.ทวารัฐ  เล่าว่า  หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำและพลังงานที่ต้องบูรณาการทำงานด้วยกันในอดีต คือ กรมชลประทาน  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และสำนักงานพลังงานแห่งชาติ( ปัจจุบันคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) )  โดยหากหน่วยงานเหล่านี้ ไม่ได้น้อมนำพระราชดำรัส เรื่อง “รู้รักสามัคคี”มาปฏิบัติใช้ การพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งด้านเกษตรกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้า ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

    เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่9ของไทยทรงสนพระทัยและมีพระอัจฉริยภาพเรื่องน้ำเป็นพิเศษ  เมื่อครั้งทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทาน สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ โครงการแรกของประเทศ  ในขณะนั้น  กรมชลประทาน ได้ตั้งกองไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นมาดูแลโครงการนี้โดยเฉพาะ  ซึ่งผอ.กองในตอนนั้น คือคุณ เกษม จาติกวณิช  

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน การดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ในสมัยนั้นให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศ และต้องมีการจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ  จึงมีการตั้งการไฟฟ้ายันฮี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าในขณะนั้น (ก่อนจะมีการควบรวมกับการลิกไนต์และ การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อนยันฮี ในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามชื่อเขื่อนว่า ‘เขื่อนภูมิพล’ ในปี พ.ศ. 2500

    เขื่อนภูมิพล ถูกออกแบบให้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าและการเกษตรกรรม แต่ให้มีวัตถุประสงค์หลักคือการผลิตกระแสไฟฟ้า  เพื่อให้มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้ามาชำระคืนเงินกู้   โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารโลก(World Bank )  ซึ่งในพ.ร.บ.กฟผ. มีการระบุเอาไว้ด้วยว่า หากรายได้ของกฟผ.ของไม่เพียงพอ ต่อการชำระคืนหนี้  รัฐจะต้องนำเงินมาอุดหนุน  หรือต้องเป็นผู้ใช้หนี้แทน 

    ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่คือเขื่อนภูมิพล ถือเป็นการเปิดทางให้มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานอื่นๆในลำดับต่อมา  โดยในยุคที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  เป็นนายกรัฐมนตรี   ก็มีแนวนโยบายที่จะพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ขึ้นมาเพื่อกั้นแม่น้ำชี และ แม่น้ำมูล  สร้างความเจริญให้กับภาคอีสาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน   แต่แทนที่จอมพลสฤษดิ์  จะให้กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการ  กลับให้มีการตั้งสำนักงานพลังงานแห่งชาติขึ้น และสั่งให้ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานพลังงานแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

    ด้วยน้อมนำเอาพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ทำให้ทั้ง2หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบเรื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยไม่ได้มีการสร้างเขื่อนแข่งกัน  โดยกฟผ. คือ คุณเกษม นั้นรับผิดชอบการสร้างเขื่อนใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนน้ำพอง (ปัจจุบันคือเขื่อนอุบลรัตน์) , เขื่อนลำโดมน้อย( ปัจจุบันคือเขื่อนสิรินธร) และเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นต้น  ส่วนฝ่ายดร.บุญรอด นั้นรับผิดชอบเขื่อนขนาดเล็ก และดูแลระบบชลประทานท้ายเขื่อนเพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมด้วย  ทำให้ยุคดังกล่าวสามารถที่จะพัฒนาโครงการไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่างคนต่างสร้างผลงาน คู่ขนานกันไปโดยไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน

    ผลจากการน้อมนำเอาพระราชดำรัส "รู้รักสามัคคี" มาประยุกต์ใช้ จึงทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  โดยมีทั้งเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตไฟฟ้า และเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักคือการเกษตรกรรม ที่มีการผลิตไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้โดยที่ทั้ง กฟผ.  กรมชลประทาน และพพ. ต่างบูรณาการทำงานร่วมกันมาจนถึงปัจจุบันนี้


     

    พระราชดำรัส เรื่อง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยอธิบายถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในเรื่องนี้ว่า หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”  คือก่อนจะทำเรื่องอะไร ต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้นจะต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงาน ให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย  เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว   โดยที่เขาไม่เข้าใจเรา  ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้  “เข้าถึง” ก็ เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึง  เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้  และเมื่อเข้าถึงแล้ว  จะต้องทำอย่างไรก็ตามให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย

    ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นการสื่อสารสองทางทั้งไปและกลับ ถ้าสามารถทำสองประการแรกได้สำเร็จ  เรื่อง “การพัฒนา” จะ ลงเอยได้อย่างดี  เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้และผู้รับ

    ดร.ทวารัฐ ขยายความถึงพระราชดำรัส“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ด้วยว่า เป็นหลักที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน หลายโครงการ สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เพราะได้รับประโยชน์จากโครงการนั้นด้วย  อย่างเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จเปิดเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ซึ่งซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรกของภาคใต้ตอนล่างนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากในการก่อสร้างเนื่องด้วยในขณะนั้นยังมีการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายโดยในระหว่างการก่อสร้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่เขื่อนแห่งนี้หลายครั้งด้วยพระราชประสงค์จะพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานและทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า " คนที่เข้าถึงพื้นที่ได้ ย่อมมีโอกาสทำงานสำเร็จ"

    พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รายงานให้พระองค์ท่านทราบว่า เจอหมู่บ้านสันติที่อยู่บริเวณใกล้กับเขื่อนนั้นแต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ พระองค์ฯทรงเห็นว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติที่หมู่บ้านต้นน้ำของเขื่อนบางลาง ที่ผลิตไฟฟ้าจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสร้างเขื่อน  จึงทรงรับสั่งให้ไปเจาะอุโมงค์เพื่อให้หมู่บ้านสันติ ได้มีไฟฟ้าใช้ 

     จากแนวพระราชดำริดังกล่าว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนบางลาง โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1,275 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง และติดตั้งท่อส่งน้ำยาว 1,800 เมตรสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ.2528

     โรงไฟฟ้าพลังน้ำ บ้านสันตินับเป็นโรงไฟฟ้าใต้ภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการควบคุมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงด้วยการเดินเครื่องในระบบอัตโนมัติสามารถสั่งการและควบคุมการเดินเครื่องโดยตรงจากโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลางสามารถอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

    พระราชดำรัส เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง 

     ในปี 2541 ซึ่งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พระองค์ทรงนำนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่ประชาชน โดยทรงตรัสว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นต้องเป็นเสือ(ของเอเชีย) แต่ขอให้เพียงพอ โดยกระทรวงพลังงานได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวนโยบายต่างๆด้านพลังงาน ได้แก่
    1.ความพอประมาณ คือ การใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า การคาดการณ์ต่างๆให้นึกถึงการพอประมาณ 
    2.มีเหตุผล  คือ ให้ใช้ของที่มีในประเทศก่อนจะนำเข้าจากต่างประเทศ  และ ใช้พลังงานที่ต้นทุนต่ำก่อนจะเลือกใช้ของแพง 
    3.การมีภูมิคุ้มกัน   คือการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะเห็นว่าการมีแหล่งพลังงานเป็นของตัวเองนั้นดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนอกประเทศ  ไทยก็จะยังมีพลังงานในประเทศใช้ได้ โดยพลังงานทดแทนทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล  ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ  พลังงาน ชีวมวล  แสงแดด ลม  ทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด  ซึ่งในอนาคตพลังงานทดแทนอาจจะกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศได้หากมีต้นทุนที่ต่ำลงและมีความสม่ำเสมอในการผลิตกระแสไฟฟ้า

    ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงสนพระทัยในเรื่องเอทานอล และไบโอดีเซล โดยในปี 2528 ทรงริเริ่มเอทานอล โดยให้โครงการสวนจิตรลดารับไปดำเนินการทั้งกระบวนการตั้งแต่ปลูกอ้อย ตัด หีบ และกลั่น เป็นน้ำมันเพื่อใช้ในรถยนต์ของโครงการ ซึ่งกระทรวงพลังงาน นำมาแปลงเป็นนโยบายเพื่อส่งเสริมอย่างจริงจังในช่วงที่คุณวิเศษ จูภิบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในปี 2547-2548 โดยนำเอทานอลมาผสมในน้ำมันเบนซิน 10% (ซึ่งก็คือแก๊สโซฮอล์ 95 และโซฮอล์ 91 ในปัจจุบัน)  จนปัจจุบันพัฒนามาถึงแก๊สโซฮอล์ E85  ถือได้ว่าพระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเรื่องนี้ เพราะช่วงที่ทรงริเริ่มเรื่องของเอทานอลนั้น ยังไม่ได้มีวิกฤตเรื่องของราคาน้ำมันเลย

    ส่วนไบโอดีเซลนั้น ทรงพระราชทานแนวคิดสูตรไบโอดีเซล ที่ทำจากน้ำมันปาล์มดิบในปี 2530-2543 ทรงทำปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ต่อมามีผู้มาถวายงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกันมากขึ้น ตอนนั้นขนาดรถส่วนพระองค์ยังเขียนไว้ว่า รถใช้ไบโอดีเซลบริสุทธิ์   ในปี 2544 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำไปจดสิทธิบัตรไบโอดีเซล  ส่งเข้าประกวดที่ประเทศเบลเยี่ยม และได้รางวัลกลับมา จากนั้นกระทรวงพลังงานก็นำมากำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมเพื่อขยายผลอย่างต่อเนื่อง  

    การพัฒนาเอทานอลและไบโอดีเซล สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นของพระองค์ท่าน ทรงเชื่อมั่นในการทดลองแม้ตอนนั้นราคาน้ำมันยังไม่แพงและคนยังไม่ให้ความสนใจ  แต่ก็ทรงเริ่มคิดค้นทดลองจากโครงการเล็กๆ ใช้ในบ้านก่อนค่อยต่อยอดไประดับประเทศ เมื่อเรามีปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเกิน100เหรียญสหรัฐ คนจึงได้ตระหนักถึง สายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน  

    ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้คนไทยได้รู้ใช้พลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะน้อมนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้ในอนาคตที่ กระทรวงพลังงานจะมุ่งสู่นโยบาย Energy 4.0 ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรม ที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์  เช่น การทำสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด) การทำโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟ ท็อป) เป็นต้น  โดยในกระแสเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในเรื่องพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั้น   กระทรวงพลังงานก็กำลังคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสัญชาติไทย ที่คนไทยผลิตได้เองมาใช้แทนการนำเข้า และสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย  เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

    แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ แผน PDP นั้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีการน้อมนำพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้วย โดยในการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้ามีการนำแผนประหยัดไฟฟ้า หรือ การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ มาพิจารณาด้วย รวมถึงกรณีที่ในอนาคตที่จะส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้เอง มาพิจารณาด้วย

    พระราชดำรัสและพระอัจฉริยภาพในด้านการพัฒนาพลังงาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาปฏิบัติ สร้างความเจริญต่อวงการพลังานไทยแบบก้าวกระโดด นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 70 ปีในรัชสมัย จนทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

Date : 19 / 10 / 2016

  • Date : 19 / 10 / 2016
    “เขื่อนภูมิพล”เพื่อประโยชน์สุขของคนไทย

    ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศไทย จึงส่งผลให้เกิดโครงการเกี่ยวกับน้ำขึ้นมากมาย และทำให้ประเทศไทยบรรเทาปัญหาภัยพิบัติทางน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อยู่หลายครั้ง

    "เขื่อนกักเก็บน้ำ" เป็นหนึ่งในโครงการเกี่ยวเนื่องกับน้ำที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วยแก้ไขปัญหาน้ำด้านการอุปโภค บริโภค การเกษตร รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้ นอกจากนี้ยังสามารถเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำสร้างแสงสว่างให้คนไทยทั้งประเทศได้อีกด้วย 

    ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17  มีนาคม พ.ศ. 2529 ว่า "...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้..."

    เขื่อนภูมิพล ถือกำเนิดขึ้นจากการมีพระราชดำรัสเห็นชอบกับทางรัฐบาลในสมัยนั้นว่าควรมีเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเพื่อทำการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 

    การไฟฟ้ายันฮี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าของไทยในขณะนั้น (ก่อนจะมีการควบรวมกับการลิกไนต์และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อนยันฮีในปี พ.ศ. 2500 

    จนกระทั่งปี 2507 การดำเนินการก่อสร้างจึงเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 และพระองค์ได้ทรงพระราชดำรัสในวันประกอบพิธีเปิดไว้ดังนี้

     

    "เราเห็นพ้องกับรัฐบาลว่า โครงการอเนกประสงค์โครงการแรกของประเทศไทยนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวใหม่ให้ไพศาลออกไป ปัจจุบันน้ำเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตและน้ำกับไฟฟ้า ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชีวิต เมื่อพลเมืองเพิ่มมากและเร็วก็ต้องเพิ่มน้ำและไฟฟ้าให้ทันความต้องการของพลเมือง"

    เขื่อนภูมิพลแห่งนี้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย  สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิงที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา  ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่  เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,062 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง 

    นายเกษม จาติกวณิช อดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในการเสวนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในหัวข้อ "ในหลวงกับน้ำ" ซึ่งจัดโดยกระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและกฟผ.ว่า 

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงสนพระทัยเรื่องเขื่อนภูมิพลเสมอ เคยรับสั่งด้วยความเป็นห่วงว่า "วันหนึ่งถ้าตะกอนจะเต็มแล้วจะทำอย่างไร" กฟผ.ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แม้ตามหลักวิชาการแล้วไม่น่าจะเต็ม ทรงตรัสว่า "ถ้าไม่คิดไว้ก่อน บอกว่ายังไม่ถึงเวลาคิด ถ้าถึงเวลาแล้วจะคิดออกไหม" เมื่อกราบบังคมทูลไปว่าคิดออก พระองค์ท่านก็ตรัสว่า "ถ้าคิดออกให้เขียนไว้ในกระดาษแล้วเอาไปใส่ในไหไปฝังไว้เป็นลายแทง เผื่อว่าอีก 400 ปี จะมีใครมาขุดเอาไปใช้ เพราะว่าเขื่อนมันเต็ม"

    ซึ่งในความเป็นจริง คำว่าเต็มนี้ไม่ได้หมายถึงต้องเต็มตัวเขื่อน แค่เต็มที่ระยะ 230 เมตร ในระดับ Elevation เป็นระดับปากท่อที่จะปล่อยน้ำลงปั่นเครื่องปั่นไฟ ซึ่งน้ำก็จะไม่เข้าท่อแล้ว เพราะฉะนั้นอายุของเขื่อนก็จะหมดตรงนั้น กฟผ. จึงได้ไปทำการวิจัยว่าตะกอนที่ตกมาแล้ว ตกตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าว่ามันยังตกมาไม่ถึงตัวเขื่อน ก็ไปกราบทูลให้ทรงทราบ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าทำเสร็จแล้วก็ปล่อยไป

    อดีตผู้ว่ากฟผ.เคยกล่าวไว้ด้วยว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประเทศอิหร่าน พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านได้มีพระราชดำรัสเรื่องเขื่อนในประเทศอิหร่านกับพระองค์ เมื่อพระเจ้าชาห์เสด็จฯเยือนประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงอยากให้พวกเรา กฟผ. แสดงให้ต่างชาติเห็นว่าพวกเราก็มีดี ก็ทรงให้ กฟผ.สร้างที่ประทับที่เขื่อน และให้เราต้อนรับพระเจ้าชาห์ โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จฯด้วย พระองค์ทรงวางพระทัยพวก กฟผ. ทรงภูมิพระทัยว่าประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่เช่นกัน กฟผ. ก็สนองพระราชประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์ พระเจ้าชาห์ทรงคล้ายกับพระเจ้าอยู่หัวคือ ทรงสนพระทัยเรื่องเขื่อน เรื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กฟผ.ถวายรายงานว่าเขื่อนภูมิพลสูงเท่าไหร่ ความจุเท่าไหร่ ตอนแรกพระเจ้าชาห์ทรงมีทีท่าทางว่ามีขนาดใหญ่ แต่พอทรงประทับเรือลงไปในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลก็ทรงเชื่อ ทรงตรัสว่า "นี่มันไม่ใช่อ่าง นี่มันทะเล" 

    ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลนอกจากจะผลิตกระแสไฟฟ้าและกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว บริเวณโดยรอบเขื่อนภูมิพลเป็นแหล่งพักผ่อน และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดด้วย และทางเขื่อนภูมิพลได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ  สองฝั่งลำน้ำปิงเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ตื่น เป็นเส้นทางเดินศึกษาสภาพความหลากหลายของพื้นที่ป่าดิบเขา และการฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนการศึกษาลักษณะสภาพป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ความหลากหลายของภูเขาหิน ลำห้วย และน้ำตก  เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ มีนักท่องเที่ยวไปเยือนราว 27 ล้านคนต่อปี 

    นอกจากนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวในบริเวณนั้นที่น่าสนใจ เช่น พระพุทธบาทดอยเขาหนาม   ลักษณะเป็นเกาะกลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล มีวัดพระพุทธบาทอยู่บนเขา ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทและศาลาประดิษฐานองค์พระประธาน มีทิวทัศน์โดยรอบสวยงามยิ่งนัก และ เกาะวาเลนไทน์  เป็นเกาะเล็ก ๆ มีหาดทราย สามารถเล่นน้ำได้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวเกาะทั้งสองได้โดยเช่าเรือจากเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที 

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "พระบิดานักพัฒนาพลังงานไทย" ผ่านโครงการด้านพลังงานมากมาย ตลอดสมัยที่ทรงครองราชย์ 70 ปี และเขื่อนภูมิพลแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในเขื่อนหลักของกฟผ.ที่ลูกหลานคนไทยได้ยังประโยชน์มาตราบจนวันนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงหาที่สุดมิได้  

Date : 17 / 10 / 2016

  • Date : 17 / 10 / 2016
    พระผู้ทรงเป็นวิศวกรนักพัฒนาแห่งแผ่นดิน

    นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี ๒๔๘๙ ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยนานัปการ และตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติถึง ๗๐ ปี การใดก็ตามที่จะเป็นการสนองตอบพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเกล้าล้นกระหม่อมนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับราษฎร ในด้านพลังงานและด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งแต่ละโครงการล้วนส่งผลให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีความสุข

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์มาโดยตลอด และด้วยพระอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรม เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้ กฟผ. ทำการสำรวจและศึกษาพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กผลิตกระแสไฟฟ้าให้ราษฎรในชนบท อาทิ โรงไฟฟ้าบ้านขุนกลาง จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล่ำจ.สระแก้ว โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ จ.ยะลา และเขื่อนพรมธารา จ.ชัยภูมิ ซึ่งการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตราษฎรให้ดีขึ้น

    ไม่เพียงโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่หล่อเลี้ยงชุมชนเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ยังทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง กฟผ. ได้รับสนองพระราชดำริ โดยพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ในความดูแลของ กฟผ. กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามเขื่อนใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคล ๙ แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา

    เขื่อนขนาดใหญ่ของ กฟผ. ทุกแห่ง ล้วนเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ แต่การจะมีน้ำให้เขื่อนได้ทำหน้าที่กักเก็บนั้น ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อกัน ระหว่างทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ กฟผ. จึงได้ดำเนินโครงการปลูกป่า กฟผ. มากว่า ๒๐ ปี อาทิ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ โครงการปลูกต้นกล้า ป่าต้นน้ำ ถวายพ่อ โครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ เป็นต้น ทำให้วันนี้ต้นน้ำลำธารของเมืองไทยยังคงมีอยู่ ยังผลมาถึงการที่ประชาชนมีอาชีพ เลี้ยงตัวเองได้ จากความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้น

    พระมหากษัตริย์นักพัฒนา แนะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หนทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรไทย ให้สามารถดำรงตนอยู่อย่างมั่นคงภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก บนหลัก “ความมีเหตุผล” “พอประมาณ” และ “มีภูมิคุ้มกัน” กฟผ. จึงได้จัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้พนักงาน กฟผ. ทั่วประเทศช่วยกันขยายแนวคิดนี้ไปสู่ชุมชนรอบหน่วยงานของ กฟผ. ด้วยการสนับสนุนชุมชนในด้านวิชาการ บุคลากร และงบประมาณดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งในการทำประมง เกษตร ปศุสัตว์ และรักษาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยปราศจากสารพิษ ส่งผลให้ประชาชนมีความสุข