บทความทั้งหมด

Date : 18 / 12 / 2016

  • Date : 18 / 12 / 2016
    วิกฤตพลังงานของประเทศในมือสนช.

    ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น ถูกดองเอาไว้อยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มานานหลายเดือนแล้ว  จากที่ควรจะต้องพิจารณาเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2559 แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างที่มีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน  ขอขยายกรอบระยะเวลาการพิจารณามาแล้ว 4 ครั้ง กลายเป็นถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 และยังมีแนวโน้มที่จะขอขยายต่อไปอีก  แม้ว่ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 1พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือไปยัง สนช. ให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่หลายฉบับ ซึ่งรวมทั้งกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนี้ด้วย ภายในเดือน ธ.ค. 2559 นี้ แต่ก็ไม่เป็นผล

    ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนั้นมีการแก้ไขหลักการสำคัญคือเรื่องของการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือPSC) และระบบจ้างผลิต (Service Contract)  เข้าไปนอกเหนือจากระบบสัมปทานที่มีอยู่เดิม ตามข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมกลุ่มหนึ่งและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งที่มีการตั้งเวทีดีเบต ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่20  ก.พ. 2558 และรัฐบาลรับไปพิจารณาดำเนินการ  ซึ่งเมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในเดือน พ.ค. 2559 ที่ประชุมใหญ่ก็มีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในวาระแรก

    อย่างไรตาม ประเด็นที่ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายมีความล่าช้า คือความต้องการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่พยายามจะแปรญัตติให้มีการบรรจุเรื่องของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (National Oil Company – NOC) เข้าไปในการแก้ไขครั้งนี้ด้วย  แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยมติ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  เห็นควรให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้ง NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทราบถึงผลดีและผลเสียที่ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งเมื่อรัฐบาลยังไม่ยอมให้ตั้ง NOC  ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงหยิบเรื่องของการแก้ไขนิยามของคำว่า Service Contract ที่เขียนว่าเป็นการจ้างสำรวจและผลิต  ให้แก้ไขเป็น จ้างบริการ ทำให้ต้องส่งเรื่องมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะยอมให้มีการแก้ไขในหลักการเรื่องนี้หรือไม่

    การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับมีความสำคัญต่อการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สผ.  ซึ่งเอกชนผู้รับสัมปทานต้องการที่จะทราบความชัดเจนว่าใครจะได้สิทธิในการบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวภายในปี 2560 นี้ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมในช่วง 5 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุได้

    โดยความชัดเจนดังกล่าวจะมีผลต่อปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากทั้งสองแหล่งที่มีปริมาณสูงถึง 2,214 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทยทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) ซึ่งหากผู้รับสัมปทานทราบก่อนว่า บริษัทของตนเป็นผู้ชนะการประมูล ก็จะทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่อง  ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทผู้รับสัมปทานรู้ว่าไม่ได้สิทธิที่จะบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวต่อหลังจากหมดอายุสัมปทาน  บริษัทก็จะลดการลงทุนลงในช่วงปลายอายุสัมปทาน   และจะส่งผลให้การผลิตปิโตรเลียมลดปริมาณลงในช่วงรอยต่อที่ผู้ชนะประมูลรายใหม่จะเข้ามาดำเนินการ

    รัฐมนตรีพลังงาน พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆนี้ว่า  ความล่าช้าในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของ สนช. ทำให้ขั้นตอนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช จะถูกเลื่อนออกไปจากไตรมาสแรกของปี2560 เป็นเดือน มิ.ย. 2560 แต่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะให้ความชัดเจนกับเอกชนผู้รับสัมปทานได้ทันภายในปี 2560 เพื่อให้เอกชนสามารถที่จะวางแผนการลงทุนได้

    ปิโตรเลียมที่ผลิตได้จากแหล่งเอราวัณและบงกชนั้นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยก๊าซที่ผลิตได้จากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  ใช้เป็นก๊าซเอ็นจีวีในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน  นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมอีกจำนวนหลายแสนล้านบาท

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการประเมินถึงผลกระทบกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต ว่าจะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ 2,214 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงกว่าเข้ามาทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ในขณะโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ ก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาทดแทนเช่นเดียวกัน  ผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงคือต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มสูงขึ้น 

    ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Energy News Center ว่าหาก สนช.ไม่ยอมผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเปิดให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  หรือมีการแก้ไขตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่ต้องการจัดตั้ง NOC นั้น จะพาประเทศจะเดินไปสู่หายนะ แบบเดียวกับที่ประเทศเวเนซุเอลา ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

    ดร.คุรุจิต ย้ำว่ากฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ที่ดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น  เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา อีกทั้งระบบสัมปทานไม่ได้เลวร้ายจนทำให้รัฐต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านพลังงาน หรือเป็นการขายสมบัติชาติ ไม่ได้เปิดช่องให้ข้าราชการเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ อย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

    โดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่อยู่ในการพิจารณาของสนช.นั้น เป็นการยกร่างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ที่พยายามจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ จึงเลือกใช้ระบบสัมปทาน แบบเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้  โดยออกแบบให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ต้องเข้าไปรับความเสี่ยง ไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม  นำมาใช้กับประเทศเมืองขึ้นของตนเอง เพื่อที่จะให้ได้ส่วนแบ่งกลับคืนไปจำนวนมาก

    ความพยายามที่จะให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ของ สนช. บางคน อาจจะเป็นข้อเสนอที่สวนทางกับกระแสของโลก ที่รัฐพยายามจะลดบทบาทตัวเองลง โดยแยกเรื่องของการกำกับดูแล (regulator) ออกจากหน่วยปฏิบัติ (Operator)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกันได้ โดยตัวอย่างจาก เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่เมื่อรัฐเข้าไปยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ และตั้งเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจัดการเองทั้งหมด  ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน และเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไป  ในขณะที่การผลิตปิโตรเลียมในส่วนที่รัฐเข้ามาจัดการ ก็ไม่มีการพัฒนา และลดปริมาณลงเรื่อยๆ  เพราะขาดความรู้ ขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เกิดสมองไหลไปทำงานที่อื่น  กรณีของประเทศไทย ก็อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน

    กฎหมายปิโตรเลียมที่อยู่ในการพิจารณาแก้ไขของ สนช. ขณะนี้  นับเป็นการแก้ไขครั้งที่ 6 แล้วและถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยหาก สนช. เลือกแก้ไขในหลักการนอกเหนือไปจากร่างที่รัฐบาลนำเสนอ หรือถ่วงเวลาการพิจารณาออกไปให้มีความล่าช้า  ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะพาประเทศเดินเข้าสู่วิกฤติพลังงาน ทำให้กระบวนการผลิตก๊าซในอ่าวไทยจากแหล่งสำคัญทั้งเอราวัณและบงกชหยุดชะงัก  ผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ อาจจะมากเกินกว่าที่ สนช. ทั้งคณะจะรับผิดชอบไหว

Date : 30 / 11 / 2016

  • Date : 30 / 11 / 2016
    ส่อง 5 โรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร

    ยังคงต้องรอฟังเสียงของคนในพื้นที่ที่แท้จริงให้ชัดเจนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ ว่าจะสามารถเดินหน้าโครงการได้หรือไม่ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปดำเนินการรับฟังความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งหากได้รับเสียงสนับสนุนอย่างชัดเจนก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป แต่หากเสียงคัดค้านดังกว่า ก็จะได้พิจารณาหาแนวทางใหม่ในการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าในภาคใต้ต่อไป

    สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP  2015 โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date –  COD)  ในเดือนมีนาคม 2562 แต่เสียงคัดค้านและกระบวนการต่างๆที่ตามมา ทำให้โครงการล่าช้าออกไปจากแผนเดิม โดยก่อนหน้านี้ คาดว่านายกฯจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการในเดือนธันวาคม หลังได้รับรายงานจากคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้นมาศึกษาข้อดี-ข้อเสียของโครงการตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากเป็นตามคาดดังกล่าว การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ก็จะล่าช้าออกไปจากแผนเดิมเป็นปี 2565 แต่หลังจากนายกฯ สั่งชะลอการตัดสินใจและให้ไปฟังเสียงชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง แผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้ากระบี่ หากสามารถก่อสร้างได้ ก็จะขยับออกไปอีกเป็นปี 2566  

    แม้มีกลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งที่คัดค้าน แต่ก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ประกอบด้วยผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่รอบโครงการ ในอำเภอเหนือคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ได้ยื่นหนังสือและรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 15,000  รายชื่อ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ซึ่งได้ถูกนำเสนอต่อนายกฯแล้ว แสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อย มีความเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะอยู่ร่วมกับชุมชนของพวกเขาได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กันอยู่ที่เรียกว่า Ultra Super Critical - USC ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซที่จะเป็นมลพิษต่อสภาวะแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

    สำหรับเทคโนโลยี USC ดังกล่าว หลายประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ได้นำมาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นยอมรับว่าสามารถจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ใกล้เคียง แต่ก็สามารถบริหารจัดการให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้ Energy News Center จึงถือโอกาสนำตัวอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 แห่ง ที่สื่อมวลชนได้เคยมีโอกาสไปศึกษาดูงานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน มาให้ลองพิจารณาศึกษา ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีทันทันสมัยและมีระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถร่วมกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าได้

     

    โรงไฟฟ้าดังจิน (Dangjin) เกาหลีใต้ : ต้นทุนค่าไฟต่ำ ชุมชนรับสวัสดิการ

    เกาหลีใต้มีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิง โดยเน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 110 วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงยังคงให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 70 วอนต่อหน่วย ในขณะที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตที่ 60 วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 150 วอนต่อหน่วย

    สำหรับโรงไฟฟ้าดังจิน  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัท East West Power (EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ มี 8 หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัส ซึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเชีย

     

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Dangjin

    โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่ USC เช่นเดียวกับที่ กฟผ. จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย โดยก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา โดยจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีอยู่ 100 ครัวเรือน เพิ่มเป็น 400 ครัวเรือน

    โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ 5,400 ล้านบาท ซึ่ง 80% ดูแลประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20% ดูแลทั้งชุมชนของเมืองดังจิน ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ก็มีโครงการที่จะก่อตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเช่นกันหากมีการก่อสร้าง

     

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ญี่ปุ่น: ชุมชนของ คน ทะเล ปลา และโรงไฟฟ้า

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ (Matsuura Thermal Power Plant) ของบริษัท J Power  ขนาดกำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์  ตั้งอยู่ในเมืองมัตซุอูระ จังหวัดนางาซากิ  บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มัตซุอูระเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยชุมชนรอบโรงไฟฟ้าประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและปลูกข้าวแบบขั้นบันได ใกล้ๆโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระมีโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทคิวชู อิเลคทริค เพาเวอร์อีกหนึ่งโรงที่ตั้งอยู่

    โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้เทคโนโลยี USC และถ่านหินนำเข้า บิทูมินัส และซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิงเช่นเดียวกับที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะดำเนินการ โดยค่าควบคุมปากปล่องทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ฝุ่นละออง  อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่มากเช่นเดียวกัน ต่างกันที่โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ระบบการกองเก็บถ่านหินแบบกองในที่โล่ง ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะกองเก็บไว้ในอาคารปิด  โดยขี้เถ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้ามัตซุอูระจะนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการถมทะเล เนื่องจากคนในชุมชนมัตซุอูระไม่มีความความกังวลเรื่องขี้เถ้าจากกระบวนการผลิต แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะเอาไปทิ้งในบ่อฝังกลบ

    เมื่อมองจากมุมสูงบนภูเขาที่ห่างออกไป จะเห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่กันหนาแน่นรอบโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ โดยตัวเลขทางการเผยว่ามีคนอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ราว 22,000 คน นอกจากนี้ยังมีตลาดปลาที่ Yoshoku  Fish Farm อยู่ใกล้ๆกับโรงไฟฟ้า  ซึ่งเป็นตลาดปลาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีการเลี้ยงปลาซาบะในกระชังในทะเลที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงไฟฟ้า โดยปลาซาบะจากเมืองมัตซุอูระ มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น  เจ้าหน้าที่ประจำโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ชี้แจงว่า น้ำที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าลงสู่ทะเล ผ่านระบบการบำบัด มีอุณหภูมิที่สูงกว่าน้ำทะเลเล็กน้อย ทำให้ปลาชอบมาอาศัยอยู่ในน้ำทะเลใกล้โรงไฟฟ้า ดังนั้น จึงไม่กระทบต่ออาชีพประมงของชาวมัตซุอูระ จะเห็นได้จากปริมาณการจับปลาในแต่ละปีที่ไม่ได้ลดจำนวนลง  โดยปลาที่จับได้มีประมาณ 89,294 ตันต่อปี

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Mutsuura

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ ยอมรับว่าในช่วงแรกของการสร้างโรงไฟฟ้า ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีความกังวลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างมลพิษ และปล่อยฝุ่นละอองที่กระทบกับความเป็นอยู่ของ ชุมชน  แต่เมื่อทางโรงไฟฟ้าชี้แจงข้อมูลให้เห็นถึงมาตรการการป้องกันต่างๆ คนที่คัดค้านก็มีความเข้าใจ  ซึ่งตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่ม เดินเครื่องผลิตจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์  โรงไฟฟ้ากับชุมชนก็ไม่เคยมีปัญหาการร้องเรียน  และไม่มีการย้ายถิ่นฐานออกไป อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้ามัตซูอูระ ไม่ได้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเฉพาะเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เพราะถือว่าโรงไฟฟ้าได้จ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชนแล้ว 

     

    โรงไฟฟ้าจิมาห์ (Jimah) มาเลเซีย : เลือกถ่านหินลดต้นทุน ส่งออกก๊าซฯสร้างรายได้

    มาเลเซียถือเป็นประเทศปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติยังมีมาก แต่ได้มีการปรับนโยบายที่จะใช้ถ่านหินนำเข้าที่มีต้นทุนที่ถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า และหันไปส่งออกก๊าซธรรมชาติในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพื่อเป็นรายได้ในกับประเทศแทน ทำให้ สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย มีถ่านหินเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือราวร้อยละ 45 และก๊าซธรรมชาติราวร้อยละ  43 ที่เหลือคือน้ำมันและพลังน้ำในสัดส่วนราวร้อยละ 6 เท่าๆกัน

    ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศมาเลเซีย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.1บาทต่อหน่วย ซึ่งยังสูงกว่าประเทศไทยที่มีอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย แต่ในอนาคต หากไทยไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและต้องมีการนำเข้า LNG มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้ประเมินว่าอัตราค่าไฟฟ้าของไทยจะแซงมาเลเซียไปอยู่ที่ประมาณ 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน  

    โรงไฟฟ้า Jimah และกองถ่านหิน

    โรงไฟฟ้าจิมาห์ เป็นโรงไฟฟ้าของบริษัท Jimah Energy Venture  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้ามาเลเซีย  มีกำลังการผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ เริ่มขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อปี พ.ศ.2548 ใช้เวลาการก่อสร้างโครงการ 4 ปี จนสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ ได้ในปี พ.ศ. 2552  ตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล เพื่อความสะดวกในการขนถ่ายถ่านหินนำ โดยเข้าโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ถ่านหินประเภท บิทูมินัส และซับบิทูมินัส นำเข้าจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียเป็นเชื้อเพลิง และแม้ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุดอย่าง USC เนื่องจากก่อสร้างก่อนที่จะมีเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ได้เทคโนโลยี Sub-Critical Boiler ซึ่งติดตั้งระบบป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อม  ทั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurisation- FGD) และเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator-ESP)  ที่สามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี  และระบบการลำเลียงถ่านหินไปยังโรงไฟฟ้าจะเป็นระบบปิดทั้งหมด จึงไม่เป็นเป็นปัญหากับชุมชน  ทั้งนี้ บริษัทยังมีการเตรียมพื้นที่เพื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคต อีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์  

     

    โรงไฟฟ้าถ่านหินในเยอรมัน : ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

    ประเทศเยอรมนีนับเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบที่มีการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินดำเนินการอยู่ควบคู่กันไป และเสียงจากภาคเอกชนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเหมืองถ่านหินและไฟฟ้าก็สะท้อนว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินยังมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจเยอรมัน โดยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 40 ของเยอรมันมาจากเชื้อเพลิงถ่านหิน และแม้ว่ารัฐบาลเยอรมันจะได้จัดทำ Climate Action Plan หรือแผนปฏิบัติการด้านสภาวะอากาศ ซึ่งได้ระบุว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งจากปริมาณที่ปล่อยในปัจจุบันภายในปี 2030 แต่ในแผนดังกล่าวก็ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและระยะเวลาที่แน่ชัดว่าเยอรมันจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินลงอย่างไรและเมื่อใด นอกจากนั้น ผู้ประกอบการด้านพลังงานและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ยังออกมาคัดค้านแผนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดย นาย Hermann Oppenberg ซึ่งเป็นผู้บริหารเหมืองถ่านหิน Hambach ซึ่งเป็นเหมืองเปิดลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมัน กล่าวกับสื่อท้องถิ่นของเยอรมันว่า “รัฐสวัสดิการของเราต้องพึ่งพิงพลังงานราคาถูกอยู่มาก และเหมืองลิกไนต์ก็ได้ทำหน้าที่นำส่งพลังงานราคาถูกนี้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ”

    สื่อมวลชนได้เคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าในเยอรมัน 2 แห่ง โรงแรก คือ โรงไฟฟ้าไมโนวา (Mainova HKW West)  ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีขนาดกำลังการผลิต 124 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไมน์ และชุมชนในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต  โดย ในแต่ละวันจะมีเรือขนถ่ายถ่านหินล่องมาตามแม่น้ำไมน์มายังโรงไฟฟ้า และถูกเทกองเอาไว้ในลานเก็บถ่านหิน ซึ่งเป็นระบบเปิดที่สามารถมองเห็นกองถ่านหินลิกไนต์ได้ด้วยสายตา  โรงไฟฟ้าแห่งนี้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2533

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Mainova

    ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งที่สอง อยู่ในเมืองนีเดอร์เราเซ็ม (Niederaussem)  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ กำลังการผลิตรวมประมาณ 3,680 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองลิกไนต์ และมีการลำเลียงขนส่งลิกไนต์จากเหมืองด้วยระบบสายพานมายังโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน  โดยเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ มาตั้งแต่ปี 2506 ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแห่งนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็มีปัญหากับชุมชนเช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้ยังไม่สามารถที่จะกำจัดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์  คาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้ดีเพียงพอ  แต่ต่อมาบริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีถ่านหินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่ไปกับการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าโรงไฟฟ้าปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คนในชุมชนก็มีความเข้าใจ และอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้ เพราะเห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนได้รับจากการจ้างงาน และการจ่ายภาษีให้กับรัฐ นอกจากนั้น ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้พัฒนาระบบวิศวกรรมสำหรับโรงไฟฟ้าลิกไนต์ หรือที่เรียกว่า BoA ซึ่งช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้นได้ถึง 43% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีกถึงปีละกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง ที่ปล่อยออกมาก็ลดลงถึง 30% ซึ่งโรงไฟฟ้าก็ได้ริเริ่ม Coal Innovation Center หรือศูนย์นวัตกรรมถ่านหินขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน Niederaussem กับชุมชนโดยรอบ

    จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลส่งเสริมชุมชมรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างจริงใจ และการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อปรับปรุงการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายประเทศอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ซึ่ง กฟผ. และกระทรวงพลังงาน อาจจะพิจารณานำมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้ากระบี่ หากในที่สุดสามารถเดินหน้าโครงการได้ตามแผน

Date : 25 / 11 / 2016

  • Date : 25 / 11 / 2016
    อนาคตโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ที่การยอมรับของประชาชน

    หลังจากที่ยืดเยื้อมานานว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้างได้หรือไม่ ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจชะลอการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้หาข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกัน

    โดยนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “ข้อเรียกร้องเรื่องถ่านหิน ขณะนี้ได้มีการชะลอเรื่องไว้อยู่แล้ว อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอ ก็ขอให้เป็นข้อสรุปมาว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร เพราะถ้าบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอันมันคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ด้วย”

    “วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้น สร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

    ถ้าถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ จะเห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้นยังไม่ได้ถูกสั่งให้ยกเลิก แต่โครงการดังกล่าวจะยังสามารถเดินหน้าได้หาก มีเสียงสนับสนุนที่ชัดเจนจากเสียงส่วนใหญ่ของคนกระบี่ว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ซึ่งแน่นอนว่า กฟผ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้น

    ในขณะเดียวกัน ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ที่นำโดยนายอนันต์  สันหาด  อดีตกำนันตำบลคลองขนาน     อ. เหนือคลอง นายไพโรจน์  บุตรเผียน นายบุญเที่ยง  บัวเลิศ  นายกิจจา  ทองทิพย์  ผู้นำชุมชน ชุมชนทั้ง 4 ตำบล ใน        อ.เหนือคลอง จ.กระบี่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่  ซึ่งเดินทางมายื่นหนังสือและรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่  จำนวน 15,000  รายชื่อ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อนำเสนอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น  อาจจะต้องขยายเครือข่ายและแนวร่วมให้มากขึ้น  สะท้อนให้รัฐบาลได้เห็นถึงความต้องการของคนกระบี่อย่างต่อเนื่อง

    หลังการตัดสินใจนายกรัฐมนตรีที่ประกาศชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้น นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ออกมาน้อมรับคำสั่ง โดยที่ผ่านมา กฟผ.ได้มีการถอนคณะทำงาน ออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

    นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.

    อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทางผู้ว่า กฟผ.แสดงถึงความกังวล ก็คือความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ในอนาคตที่จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักตั้งอยู่ในพื้นที่ ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้น ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  

    ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ประมาณวันละ 200 – 300 เมกะวัตต์ และหากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือมีการหยุดส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา เหมือนที่ผ่านมา กฟผ. จะต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี ลงไปช่วยเพิ่มมากถึง 600 – 700 เมกะวัตต์  

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้น 5-6% ต่อปี หรือประมาณปีละ 150 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1,000   เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 6 ปี แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและทั่วโลกต่างประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ แต่สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมคือ หากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มไปมากกว่านี้อีก และหากสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ไม่ทัน ก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้

    โดยผู้ว่าการ กฟผ. ย้ำถึงเรื่องพลังงานทดแทน ที่เป็นข้อเสนอของกลุ่มผู้คัดค้านที่จะให้มีการส่งเสริมเพื่อทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า พลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคใต้ จะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเสริมในระบบได้เท่านั้น เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันพลังงานทดแทนยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้  อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่สูงกว่า

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่ กฟผ.รอฟังเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนที่ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ กฟผ. ก็จะศึกษาเรื่องโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG คู่ขนานกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงจะมีต้นทุนที่สูงกว่าถ่านหิน และในอนาคตจะส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    ในขณะที่ฝั่งกระทรวงพลังงาน ซึ่งกำกับดูแลแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือแผน PDP2015 นั้น นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังออกมาระบุถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในอนาคต ด้วยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม มีความต้องการใช้ขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยกำลังผลิตโดยรวมในภาคใต้มีประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ความต้องการอยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางถึง 16%

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ไม่สร้างมลพิษ ซึ่งก่อสร้างในพื้นที่เดิมที่เคยเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก่อน และการก่อสร้างใหม่นี้ ก็อยู่ในระหว่างการจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ซึ่งจะต้องทำ 3 ครั้ง ก่อนที่จะเสนอต่อคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ  โดยตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี) โรงไฟฟ้าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเข้าระบบในปี 2562 แต่ปัจจุบันเลื่อนออกไปจนถึงปี 2565

    ที่ผ่านมาแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ในช่วงปี 2562 เป็นต้นไป รวมทั้งตอบโจทย์เรื่องของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค และตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง จากปัจจุบันที่ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่สูงถึง 64 % ซึ่งในอนาคตการผลิตก๊าซฯในประเทศจะมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ และหากต้องแก้ปัญหาโดยนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาทดแทน โดยไม่มีการกระจายไปเชื้อเพลิงประเภทอื่น ไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    ในหลายประเทศทั้งเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ต่างมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่สูงกว่าไทย และโรงไฟฟ้าถ่านหินก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยมีการจัดการปัญหาเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยที่ กฟผ. ก็มีโอกาสนำสื่อมวลชน และผู้นำชุมชน หลายคณะไปศึกษาดูงานมากแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกรัฐมนตรี สั่งชะลอโครงการเพื่อส่งการตัดสินใจกลับไปยังชุมชนในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่แสดงเจตนารมณ์ให้สังคมและรัฐบาลได้รับรู้อย่างชัดเจนว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่หากเสียงสะท้อนว่าไม่ต้องการนั้นดังกว่า ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ที่ต้องปรับวิธีการเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ให้ได้ต่อไป

     

Date : 15 / 11 / 2016

  • Date : 15 / 11 / 2016
    มองญี่ปุ่น มองไทย ผ่านโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ

    ความเข้าใจที่ต่างกัน ในเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น  ซึ่งทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ และในอำเภอ เทพา จังหวัดสงขลา นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินหน้าโครงการ  ทำให้ผู้บริหารกฟผ.ต้องนำคณะสื่อมวลชน ไปดูให้เห็นข้อเท็จจริงว่าคนญี่ปุ่นนั้นสามารถอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินได้อย่างไร

    คณะศึกษาดูงานครั้งนี้ นำโดยนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี  รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. เดินทางไปที่เมืองมัตซุอูระ จังหวัดนางาซากิ  บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น  ที่เมื่อต้นเดือนพ.ย.2559 ที่ผ่านมานี้

    มัตซุอูระเป็นเมืองเกษตรกรรมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและปลูกข้าวแบบขั้นบันได  มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน มัตซุอูระ(Matsuura Thermal Power Plant)   เป็นของบริษัท J Power  มีขนาดกำลังการผลิตรวม2,000เมกะวัตต์  โดยยูนิตแรกกำลังการผลิต1,000เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในเดือนมิ.ย.2533 และยูนิตที่สองอีก1,000เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเดือนก.ค.2540   ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกโรงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกัน เป็นของบริษัทคิวชู อิเลคทริค เพาเวอร์

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระแห่งนี้ใช้ถ่านหินนำเข้า บิทูมินัส และซับบิทูมินัส นำเข้าและเทคโนโลยี Ultra-Supercritical เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี  โดยโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่2,225 ตันต่อเมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งน้อยกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ ใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ2,588 ตันต่อเมกะวัตต์ต่อปี  เพราะมีค่าความร้อนของถ่านหินที่สูงกว่า คืออยู่ที่5,000-6,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม  ส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อยู่ที่ 4,000-6,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม   โดยค่าควบคุมปากปล่องทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน  ฝุ่นละออง  ต่างอยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน และต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่มาก

    โรงไฟฟ้ามัตซุอูระ ใช้ระบบการกองเก็บถ่านหินแบบกองในที่โล่ง ในขณะที่ ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น กองเก็บไว้ในอาคารปิด  โดยขี้เถ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้านั้น โรงไฟฟ้ามัตซุอูระนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการถมทะเล ในขณะที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น  เอาไปทิ้งในบ่อฝังกลบ เพราะคนในชุมชนยังไม่มั่นใจในขี้เถ้าของถ่านหินเหมือนคนของอำเภอ มัตซุอูระ

    คณะของกฟผ.และสื่อมวลชน มีโอกาสได้ไปยืนดูโรงไฟฟ้ากับชุมชน ในมุมสูงบนภูเขาที่ห่างออกไป  ก็เห็นด้วยสายตาว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่กันหนาแน่นรอบโรงไฟฟ้า มีคนอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ราว22,000 คน  นอกจากนี้ยังได้ไปชมตลาดปลาที่ Yoshoku  Fish Farm  จึงได้เห็นว่า ในทะเลใกล้กับโรงไฟฟ้านั้น มีการเลี้ยงปลาซาบะ แบบในกระชัง  โดยปลาซาบะจากเมืองมัตซุอูระ มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น และ ตลาดปลาในเมืองนี้ก็มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ8ของประเทศญี่ปุ่น

    เจ้าหน้าที่ประจำโรงไฟฟ้ามัตซูอุระ ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนจากประเทศไทย ว่า น้ำที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าลงสู่ทะเล ผ่านระบบการบำบัด โดยมีอุณหภูมิที่สูงกว่าน้ำทะเลเล็กน้อย ทำให้ปลาชอบมาอาศัยอยู่ในน้ำทะเลใกล้โรงไฟฟ้าจึงไม่กระทบต่ออาชีพประมง ของชาวมัตซูอุระ   จะเห็นได้จากปริมาณการจับปลาในแต่ละปีที่ไม่ได้ลดจำนวนลง  โดยปลาที่จับได้มีประมาณ89,294ตันต่อปี

    ในขณะที่การคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น ภาคประชาชนกลุ่มหนึ่งหยิบยกข้อกังวลเรื่องของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะทางอากาศและน้ำ  ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ที่จะส่งผลต่อการประกอบอาชีพประมง  รวมไปถึงภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินมัตซุอูระ ยอมรับว่า ในช่วงแรกของการสร้างโรงไฟฟ้า ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีความกังวลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างมลพิษ และปล่อยฝุ่นละอองที่กระทบกับความเป็นอยู่ของชุมชน  เมื่อทางโรงไฟฟ้าชี้แจงข้อมูลให้เห็นถึงมาตรการการป้องกันต่างๆ คนที่คัดค้านก็มีความเข้าใจ  ซึ่งตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องผลิตจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์  โรงไฟฟ้ากับชุมชนก็ไม่เคยมีปัญหาการร้องเรียน  และไม่มีการย้ายถิ่นฐานออกไปเพื่อหนีโรงไฟฟ้า   นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ามัตซูอูระ ไม่ได้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเฉพาะเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในลักษณะเดียวกันกับไทย  เพราะถือว่าโรงไฟฟ้าได้จ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชนไปแล้ว  

    นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม  กฟผ. กล่าวถึงภาพรวมของนโยบายด้านไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่น  ว่าญี่ปุ่นหันมาเพิ่มสัดส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้นเพื่อลดผลกระทบของอัตราค่าไฟฟ้า เพราะหลังเหตุการณ์อุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิม่า จากผลของสึนามิ  เมื่อปี2554 ที่ญี่ปุ่นต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด ทำให้อัตราค่าไฟฟ้า ทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้น จากเดิมโดยภาคครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้นจากอัตรา7.65 บาทต่อหน่วย เป็น7.98บาทต่อหน่วย ส่วนภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่5.09บาทต่อหน่วย เพิ่มเป็น5.74 บาทต่อหน่วย

    โดยในปี2556 สัดส่วนเชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ30.3% เป็นอันดับสองรองจากเชื้อเพลิงLNG  ที่มีสัดส่วนอยู่ที่43.2% โดยที่นิวเคลียร์มีสัดส่วนการใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แต่แนวโน้ม สัดส่วนถ่านหินจะลดลงมาอยู่ที่26% และLNGเหลือ27% ในปี2573  เพราะญี่ปุ่นหันกลับมาทะยอยเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยสัดส่วนของนิวเคลียร์ จะอยู่ที่20-22%

    หันมาดูแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทย หรือPDP2015 นั้นมีเป้าหมายที่จะลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซ ธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จากปี2558 อยู่ที่64% ให้เหลือ 37% ในปี2579 โดยจะเพิ่ม สัดส่วนของเชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าบวกลิกไนต์ในประเทศ จาก20% เป็น23%และเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนจาก7% เป็น18%  ซึ่งจากแผนดังกล่าว ทำให้กฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอีก9โรง กำลังการผลิตรวม7,390 เมกะวัตต์  โดยเป็นโครงการที่ผูกพันแล้ว 6โรงกำลังการผลิตรวม4,390เมกะวัตต์ (รวมโครงการกระบี่และเทพา)  และเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อีก3โรง กำลังผลิตรวม3,000 เมกะวัตต์   

    นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของกฟผ.ที่จะสร้างความเข้าใจกับชุมชนและประชาชนให้ยอมรับในโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมือนที่ญี่ปุ่นดำเนินการได้สำเร็จ   เพราะถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ.จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้ และมีมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีการตั้งกองทุนขึ้นมาพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าที่ดีกว่าญี่ปุ่น   แต่หากคนในชุมชนไม่ให้การยอมรับ  การดำเนินโครงการก็เป็นไปได้ยาก 

    การนำโมเดลความสำเร็จของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ  มาให้คนไทยได้เรียนรู้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารกฟผ.ให้ความสำคัญ และหวังว่าคนไทยส่วนใหญ่ จะมองเห็นประโยชน์ของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน  เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้ามัตซุอูระ