บทความทั้งหมด

Date : 10 / 01 / 2017

  • Date : 10 / 01 / 2017
    พลังงานรอบโลก: รายงานต่างประเทศระบุจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด

    จากรายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ที่เผยแพร่ออกมาเร็วๆนี้ ชี้ให้เห็นว่าจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก โดยในปี 2016 จีนทำสถิติทุ่มเม็ดเงินลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนต่างๆ ในต่างประเทศ ถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือพุ่งสูงขึ้นราว 60% และคาดว่าในปีนี้จะเดินหน้าลงทุนต่อไป

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา จีนประกาศว่าเตรียมลงทุนกว่า 3.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐในโครงการด้านพลังงานทดแทนภายในปี 2020 โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานด้านพลังงานของจีนกล่าวว่า พลังงานทดแทนจะเป็นหลักสำคัญของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของจีน

    ทั้งนี้ ในปี 2016 ที่ผ่านมา จีนได้ทำข้อตกลงลงทุนในโครงการด้านพลังงานทดแทนต่างๆ ในต่างประเทศ จำนวน 11 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการลงทุนดังกล่าว ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในออสเตรเลียและชิลี การจัดจำหน่ายไฟฟ้าในบราซิล และการสร้างโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์ในเวียดนาม

    นอกจากการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในต่างประเทศแล้ว จีนก็มีการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยในปี 2015 จีนใส่เงินลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงในทั้งโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคพลังงานสะอาดเกินกว่าเท่าตัว จีนจึงได้ก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ผลิตพลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเมื่อพิจารณาจากนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ที่จะมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำแล้ว จึงคาดว่าแนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานของสหรัฐฯ คงไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ส่งเสริมพลังงานทดแทนแต่อย่างใด

    สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างความคิดเห็นของนักวิชาการด้านการเงินและการจัดการจากมหาวิทยาลัยในเยอรมัน ว่า จีนได้กลายมาเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน แซงหน้าประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯและเยอรมันแล้ว โดยปัจจุบัน จีนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่สุดในโลกถึง 5  โรง จากทั้งหมด 6 โรง โดยจีนมีความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิต หากเป็นการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในระดับมาตรฐาน ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน เช่นเดียวกับการผลิตอุปกรณ์สำหรับการผลิตพลังงานลมแบบมาตรฐาน

    อย่างไรก็ตาม ยุโรปและอเมริกา ยังคงมีข้อได้เปรียบอยู่ หากวัดกันที่ความทันสมัยและความมีประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง (thin-film solar) และการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้านพลังงานที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูงในการเดินระบบ

    จีนเล็งปรับลดการเติบโตของการใช้พลังงานต่อปีเหลือ 2.5% ในช่วง 2016-2020

    สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข้อมูลจากแผนพลังงาน 5 ปี ฉบับล่าสุดของจีน ที่ระบุว่าจีนตั้งเป้าอัตราการเติบโตของการใช้พลังงานต่อปีเฉลี่ยที่ 2.5% ในช่วงปี 2016-2020 ซึ่งน้อยกว่าช่วงปี 2011-2015 ที่อยู่ที่ระดับ 3.6% โดยเป้าหมายการเติบโตที่น้อยลงนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานใหม่ ตามการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ new normal ของประเทศ

    ทั้งนี้ การปรับลดเป้าดังกล่าว จะทำให้การใช้พลังงานรวมในปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านเมตริกตันเทียบเท่าถ่านหินมาตรฐาน

    จากแถลงการณ์ร่วมของ National Energy Administration และ National Development and Reform Commission ของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนยังตั้งเป้าลดความเข้มข้นของพลังงาน หรือการใช้พลังงานต่อหน่วยจีดีพีภายในปี 2020 ลงอีกกว่า 15% จากปี 2015 พร้อมจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็นกว่า 15% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเป็น 10% จาก 8% แต่จะลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินจาก 62% เหลือน้อยกว่า 58%

    ขณะเดียวกัน จีนได้กระตุ้นให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าและใช้ก๊าซแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มากขึ้นด้วย 

Date : 30 / 12 / 2016

  • Date : 30 / 12 / 2016
    ทิศทางพลังงานไทยในปีระกา2560

     ทิศทางพลังงานในปีระกา 2560  จะเป็นแบบไหน  แต่ละหน่วยงานมีมุมมองและเตรียมนโยบายหรือแผนรองรับเอาไว้อย่างไร กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center  นำมาเรียบเรียงให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น

    ปตท.มองราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพแค่ช่วงครึ่งแรก  พร้อมปรับแผนลงทุนรองรับ

    ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM (Petrochemicals and Refining Integrated Synergy Management) ออกมาประเมินราคาน้ำมันปี 2560จะทรงตัวระดับ 50-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว  ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี สภาะการผลิตที่ล้นตลาดจะปรับตัวเข้าสู่สมดุล แต่ราคาจะยังมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย อาทิ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ Go Online มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และอุปกรณ์เก็บพลังงานประจำบ้าน เป็นต้น

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ประกาศแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2560 – 2564) ที่ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดปตท.เมื่อวันที่ 16ธ.ค.วงเงินรวม 338,849ล้านบาท แบ่งหมวดการการลงทุน ตาม 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจำนวน 186,524 ล้านบาท   ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน 150,673 ล้านบาท และ ยุทธศาสตร์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 1,652 ล้านบาท

     โดยปตท.ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ อาทิ การขยายความสามารถในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (คลังแอลเอ็นจี เทอมินัล 1 และ 2) เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น   การพัฒนาระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  และการพัฒนาสถานีบริการ  รวมทั้งจะมีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการรองรับการดำเนินงานในระยะยาว

    สนพ.ประเมินราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ที่42-52 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ต้นทุนไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ออกมาประเมินทิศทางราคาน้ำมันที่ใกล้เคียงกับ ปตท. โดยคาดว่าราคาจะแกว่งตัวอยู่ระดับ 42-52 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ซึ่งเป็นกรอบที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดการณ์ไว้ 

    ส่วน ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) จะอยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศและLPG  ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนโยบายปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและนอกโอเปก

    ในส่วนค่าไฟฟ้า ก็มีแนวโน้มที่ต้นทุนจะปรับขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่สะท้อนต้นทุนน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือน จากต้นปี 2559 ราคาน้ำมันดิบอยู่ประมาณ 30 เหรียยสหรัฐฯต่อบาร์เรล และทยอยปรับขึ้นมาอยู่ที่กว่า 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปี 2560 ทรงตัว หรือ ปรับสูงขึ้น ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) กลุ่ม ปตท. ประเมินว่าจะปรับสูงขึ้นเล็กน้อย หรือ อยู่ที่ 7.5 เหรียญหรัฐฯต่อตัน

    การดำเนินนโยบายพลังงานของภาครัฐ ในปี 2560 ยังดูแลให้กลไกราคาสะท้อนต้นทุนตลาดโลกให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงอัตราการจัดเก็บ ส่วนภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าในปี 2560  การเติบโตของพลังงานในภาคขนส่งจะใกล้เคียงกับปี 2559 อยู่ที่ 0.8% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) และการใช้ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 1.2% ของGDP ซึ่งการใช้พลังงานในภาคขนส่งที่ต่ำกว่า GDP ถือว่าเป็นเรื่องดี ส่วนการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นถือว่าเป็นไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    กรมธุรกิจพลังงานเตรียมเปิดเสรี LPG ม.ค.2560  ปรับราคาLPGขนส่งสูงกว่าครัวเรือน

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ระบุว่า ธพ. เตรียมจะเสนอมาตรการ LPG เสรีแก่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ต้นเดือนม.ค. 2560 นี้ ซึ่งจะมีผลให้เกิดการนำเข้า จำหน่าย LPG ได้อย่างเสรี โดยมี ธพ.ทำหน้าที่กำกับดูแลไม่ให้เกิดการขาดแคลน LPG ในประเทศ 

    นอกจากนี้ยังมีแผนเตรียมปรับราคา LPG ในภาคขนส่งให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคา LPG ของประเทศกลายเป็นสองราคา คือราคาภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม จะมีราคาถูกกว่า LPG ภาคขนส่ง ทั้งนี้เนื่องจากต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้รถยนต์ เพราะปัจจุบันผู้ใช้รถยนต์ที่เติม LPG เสียภาษีสรรพสามิต ถูกกว่าผู้ใช้น้ำมันมาก โดยผู้ใช้น้ำมันเสียภาษีอยู่ 4-5 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ใช้ LPG เสียภาษีเพียง 1 บาทต่อลิตรเท่านั้น  ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุม กบง. ไตรมาสแรกของปี 2560 นี้ 

    กกพ. ประเมินค่าไฟฟ้า Ft ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.2560 ปรับขึ้น 20.32 สตางค์ต่อหน่วย  พร้อมเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

    นายวีระพล จิระประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ในฐานะโฆษก กกพ. ประเมิน ค่าไฟฟ้าตั้งแต่งวด พ.ค.-ส.ค. 2560 จะปรับสูงขึ้น 20.32 สตางค์ต่อหน่วย จากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติปรับขึ้น 6 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งขึ้นตามราคาน้ำมันและเข้าสู่ฤดูร้อนที่ประชาชนใช้ไฟฟ้ามากขึ้น   อย่างไรก็ตาม  ค่าเอฟที เดือนม.ค.ม.ค. - เม.ย. 2560 อยู่ที่ -37.29 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากงวดที่แล้ว 4.00 สตางค์ต่อหน่วยทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

    สำหรับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในปี 2560 นั้น วีระพล ระบุว่า กกพ. มีแผนจะเปิดรับซื้อไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ รวมเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก  4  โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เหลือจากปี 2559 ที่เปิดรับซื้อแล้วยังไม่ครบตามเป้าหมาย จึงมาเปิดรับซื้อต่อในปี 2560 

    โดย โครงการแรกที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้า คือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)และ4 อำเภอ ได้แก่ จะนะ เทพพา สะบ้าย้อยและนาทวี )จำนวน 8 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการที่ 2 ที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าต่อคือ โครงการประมูลผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพและก๊าซชีวมวล ซึ่งจะเป็นการเปิดประมูลทั่วไปทั้งประเทศ จำนวน 400 เมกะวัตต์ 

    โครงการที่ 3 ที่จะเปิดรับซื้อ คือโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จำนวน 63 เมกะวัตต์ เพื่อให้เต็มเป้าหมายการรับซื้อที่ 140 เมกะวัตต์ หลังจากที่เปิดรับซื้อรอบแรกไปแล้วมีผู้เข้าร่วม 77 เมกะวัตต์  และโครงการสุดท้ายที่จะเปิดรับซื้อช่วงครึ่งหลังของปี 2560 คือโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)เฉพาะภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 519 เมกะวัตตต์ 

    พพ. เตรียมเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีหลังมิ.ย.2560

    ด้านกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ก็ออกมายืนยันว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมพิจารณาเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศหลังเดือนมิ.ย. ปี 2560 ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบการไฟฟ้าได้ด้วย

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการให้กรม พพ.พิจารณาตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)เสรีทั่วประเทศ ในรูปแบบการผลิตใช้เองและขายเข้าการไฟฟ้าได้ด้วย โดยขณะนี้ได้เริ่มตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายละเอียดทั้งปริมาณการผลิต การเปิดรับซื้อ การจัดการสายส่งไฟฟ้า เป็นต้น โดยคาดว่าสรุปการกำหนดกติกาและเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาได้ในเดือน ม.ค. 2560  และคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มเปิดได้ประมาณหลังกลางปี 2560 เป็นต้นไป

    กฟผ. คาดแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าปี2560 โต 3-4%

    กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดการณ์  แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในปี 2560 จะเติบโตใกล้กับประมาณการอัตราการขยาตัวของเศรษฐกิจ(GDP) ที่ระดับ 3-4% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่ค่าไฟฟ้า จะใกล้เคียงกับปี 2559  เพราะต้นทุนค่าเชื้อเพลิงโดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ยังทรงตัวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยง จากการเปลี่ยนประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่อาจมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจและความต้องการบริโภคน้ำมันของสหรัฐ แต่สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เป็นสัญญาล่วงหน้าจึงยังไม่น่าจะมีผลกระทบกับไทย 

    ในส่วน แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ปี2558-2579 นั้นพบว่า ในปี 2560 อัตราการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) อยู่ที่ 31,385 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากพีคปี 2559 อยู่ที่ 30,218 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่กว่า 4 หมื่น เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

    สำหรับแผนการลงทุนในปี 2560 ของ กฟผ. นั้น ได้รับอนุมัติงบลงทุนจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) วงเงิน 57,587 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าลงทุน 8.1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ และอ.เทพา จ.สงขลา ยังมีความล่าช้ากว่าแผน รวมถึงแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนเดิม คือ บางปะกง ยังไม่ได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ทำให้การลงทุนในส่วนนี้จะยังไม่เกิดขึ้น  

    โดยจะมีการลงทุนในโครงการระบบส่งและโรงไฟฟ้ารายการใหญ่ 31,879 ล้านบาท รวมถึงแผนระยะยาวและครุภัณฑ์รวม 25,707 ล้านบาท และในปี 2560 ยังมีแผนปรับปรุงงบประมาณในส่วนของโรงไฟฟ้าเพิ่ม 5,758 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเพิ่มของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่อง4-7 วงเงิน 3,500 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ระยะที่ 1 จำนวน 2,258 ล้านบาท จากงบประมาณดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ทั้งโครงการรวม 30,600 ล้านบาท

    PEA ปรับแผนธุรกิจสู่ยุค PEA4.0

    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ออกมาเปิดเผยว่า  PEA กำลังอยู่ระหว่างการปรับแผนธุรกิจใหม่ เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตอันใกล้ PEA จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมของโลก ทำให้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าหายไปจำนวนมาก ดังนั้น PEA จึงจะเริ่มปรับตัวไปสู่ยุค PEA 4.0 หรือ การบริหารงานในยุคนวัตกรรมและความสร้างสรรค์  โดยเตรียมปรับธุรกิจเป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบและสายไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ(สมาร์ท กริด)ให้กับประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงให้บริษัทลูกเข้าไปลงทุนระบบสมาร์ทกริดในประเทศเมียนมาด้วย พร้อมทั้งการร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 โครงการ 

    นอกจากนี้ได้เตรียมงบประมาณ 40 ล้านบาทในปี 2560 สำหรับธุรกิจสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งในปี 2559 นี้บอร์ด  PEA อนุมัติให้สร้างสถานี 5 แห่งแล้ว และในปี 2560 จะศึกษาอีก 7 แห่ง แบ่งเป็นที่บริเวณสุวรรณภูมิถึงเมืองพัทยา  4 แห่ง ที่เหลืออยู่บริเวณ จ.อยุธยา และบริเวณเส้นถนนจากภาคใต้ไปหัวหิน 

     

    กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center  รายงาน

Date : 22 / 12 / 2016

  • Date : 22 / 12 / 2016
    โรงไฟฟ้าถ่านหิน กับมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคงไฟฟ้า ในมุมมองนักวิชาการ

    โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่ จำต้องชะลอออกไปก่อนตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้กลับไปถามความคิดเห็นคนในพื้นที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง ว่าต้องการให้สร้างหรือไม่ ทำให้ถึงวันนี้ แผนการผลิตไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวเพื่อป้อนเข้าสู้ระบบ มีแนวโน้มว่าต้องเลื่อนออกไปเป็นปี 2565 จากเดิมที่กำหนดไว้เป็นปี 2562 ซึ่งทำให้เกิดความกังวลถึงความเสี่ยงที่กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้จะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

    ปัจจุบัน ประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนโครงการมากขึ้น ทั้งการร่วมลงชื่อ 15,000 รายชื่อเพื่อยืนยันกับรัฐบาลว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงการแสดงออกด้วยการติดป้ายผ้าสนับสนุนตามบ้านเรือนต่างๆ  เพื่อสะท้อนให้ความเชื่อมั่นในโครงการดังกล่าว ว่าจะทำให้ภาคใต้มีความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ลดความเสี่ยงไฟดับ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในอนาคต ในขณะที่ภาคประชาชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านโครงการฯ โดยมองถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว  

    ดร.ภิญโญ มีชำนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคีที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อให้ศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการ การพิจารณาประเด็นด้านพลังงาน ควรพิจารณาถึงความจำเป็นในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้ง E – Economics (ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ) E – Energy Security (ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงาน) รวมถึง E – Engineering (ความจำเป็นด้านวิศวกรรม พลังงานสำรองไฟฟ้า) โดยต้องไม่พิจารณาจากมิติใดมิติหนึ่งเพียงด้านเดียว

    สำหรับปัจจัยด้านเศรษฐกิจ โรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำกว่าโรงไฟฟ้าชนิดอื่น ทำให้ไม่เป็นภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป ในขณะที่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยงจากการกระจายเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม คือ พึ่งพิงการผลิตจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่มากเกินไปถึง 70% เช่นในปัจจุบัน  โดยถ่านหิน ถือเป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสมเพราะราคาถูก และยังมีปริมาณสำรองอยู่ทั่วโลก

    ดร. ภิญโญ ชี้แจงว่า การพึ่งพิงพลังงานเพียงชนิดเดียวเกิน 70% นั้นเสี่ยงเกินไป จากดัชนีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไฟฟ้านานาชาติ หรือ International Index of Energy Security Risk ที่จัดทำโดย the Institute of 21st Century Energy, U.S. Chamber of Commerce พบว่าในกลุ่มประเทศผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ 25 ประเทศ ประเทศไทยมีความเสียงสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากยูเครน (ดูตาราง)

     

    ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน ได้เคยแสดงความคิดเห็นในประเด็นความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากเกินไปไว้ในรายการ "สายตรง บลูสกาย" เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ก๊าซฯ ในอ่าวไทย ที่เป็นสัดส่วนถึง 75% ของก๊าซฯที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย มีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งการเปิดสัมปทานรอบใหม่สำหรับการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยก็ยังไม่สามารถทำได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย ที่มีก๊าซฯ สำรองมาก ยังมีแผนเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าในปี 2040 หรือ ใน พ.ศ. 2583 จะลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ลงจาก 42% เหลือ 29% และเพิ่มการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเป็น 35% จาก 17% 

    ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ประเทศไทยจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็น 23% ในปี พ.ศ. 2579 จากราว 19% ในปัจจุบัน

    สำหรับปัจจัยด้านวิศวกรรม เมื่อมองถึงแผน PDP2015 พลังงานที่จะอยู่ในแผนดังกล่าวต้องสามารถตอบสนองการใช้ไฟฟ้าทดแทนในช่วงความต้องการสูงสุดได้ ดังนั้นพลังงานหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดย ดร. ภิญโญ แสดงทัศนะว่า พลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งแสงแดดและลม ในปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตได้ตลอดเวลา จึงยังไม่สามารถพึ่งพิงหรือนำมาทดแทนพลังงานหลักอย่างพลังงานฟอสซิลได้ แต่ในอนาคต หากเทคโนโลยีพัฒนาไปและต้นทุนลดต่ำลง ก็อาจจะทำได้

    สำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ดร. ภิญโญ กล่าวว่า เทคโนโลยีถ่านหิน มีการพัฒนามาโดยตลอด เช่นเดียวกับเทคโนโลยี   ยานยนต์ที่พัฒนาจากระบบคาร์บูเรเตอร์ มาสู่ระบบหัวฉีดที่กินน้ำมันน้อยลง ปล่อยมลพิษน้อยลง และมาสู่ระบบไฮบริดในปัจจุบันที่ปล่อยมลพิษน้อยลง มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  

    “โรงไฟฟ้าถ่านหินก็เช่นกัน ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปสู่การมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง  หรือ Energy Efficiency ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 40%  คือ ใช้เชื้อเพลิง 100 ส่วน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 40 ส่วน จากเดิมอยู่ที่  30% เท่ากับใช้ถ่านหินน้อยลงแต่ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น อีกทั้งมีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ดร. ภิญโญกล่าว

    สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ ได้เลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ Ultra Super Critical ซึ่งทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ ที่สามารถควบคุมมลพิษต่างๆ  และมีระบบการกำจัดมลภาวะที่ดีที่สุด นอกจากนี้ระบบการขนถ่ายถ่านหินจะเป็นระบบปิดทั้งหมดเพื่อป้องกันผงฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจายด้วย

    ดร. ภิญโญ บอกด้วยว่า เรื่องถ่านหินเป็นเรื่องที่ต้องยึดข้อมูลทางวิชาการ แม้ปัจจุบัน มีกระแสประเทศพัฒนาบางประเทศลดการใช้ถ่านหิน อาทิ นอร์เวย์ ซึ่งสามารถทำได้เพราะมีแหล่งน้ำเยอะ มีหิมะเยอะ และมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้มากพอ แต่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ต่างมีแนวโน้มการใช้ถ่านหินเพิ่มมากขึ้น ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งเพิ่งล้มเลิกโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน รวมถึง ญี่ปุ่น ที่ก็ยังต้องพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

    ด้านนายมนูญ นักวิชาการพลังงาน ได้ให้ทัศนะไว้ว่า การพัฒนาประเทศ ต้องพัฒนาตามบริบทของประเทศนั้นๆ จะเอาอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ เพราะประเทศเหล่านั้นใช้ถ่านหินจนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีความมั่งคั่งแล้ว จึงเลิกใช้ ส่วนไทย จะใช้ก๊าซฯในสัดส่วนที่สูงเช่นปัจจุบันต่อไปไม่ได้ ต้องหาพลังงานอื่นมาสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงต่อไป

Date : 21 / 12 / 2016

  • Date : 21 / 12 / 2016
    สมาร์ทกริดนำร่อง แม่ฮ่องสอน

    โครงการนำร่องระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ทกริด  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งรับผิดชอบโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้รับงบประมาณในการดำเนินการจำนวน720ล้านบาท  โดยมีแนวคิดที่จะนำระบบอัจฉริยะ ใน3ส่วน คือ1.ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า(Transmission) จะมีระบบปฏิบัติการและควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ   2. ด้านการผลิตไฟฟ้า (Generation)จะเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า80% และ3.ด้านผู้ใช้ไฟฟ้า(Consumption)จะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า   มาช่วยลดปัญหาการเกิดไฟฟ้าดับและไฟฟ้าตกในเขตอำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน  ซึ่งนำคณะสื่อมวลชน เดินทางดูสถานที่ติดตั้งระบบสมาร์ทกริด ของกฟผ.ที่ โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ผาบ่อง  เมื่อวันที่17ธ.ค.2559 ที่ผ่านมา กล่าวว่า ระบบสมาร์ทกริด มีความฉลาดใน3เรื่อง คือ1. ฉลาดเลือกแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนที่ต่ำที่สุดก่อน  2.ฉลาดเลือกเวลาสั่งจ่ายไฟฟ้าที่เหมาะสม และ3.ฉลาดในการเลือกอุปกรณ์ที่จะช่วยประหยัดพลังงาน  ว่าอุปกรณ์ประเภทไหน ที่จะถูกงดใช้เป็นการชั่วคราว 

    นายทวารัฐ  กล่าวว่า  โครงการนำร่องระบบสมาร์ทกริด  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ของกฟผ. อยู่ในแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 ที่มีการประกาศใช้ไปแล้ว  โดยเป็นโครงการที่อยู่ในแผนการเร่งรัดที่เสนอให้ดำเนินการทันที(Immediate Plan)  เนื่องจากปัจจุบัน เขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ยังไม่มีระบบส่งไฟฟ้าแรงดันสูงของ กฟผ.เข้าถึงพื้นที่ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา  จึงทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  ดังนั้น การมีระบบสมาร์ทกริด  น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

    “การนำระบบสมาร์ทกริดมาใช้ จะทำให้เกิดการรับรู้ข้อมูลด้านต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  การเลือกสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า  หรือช่วงเวลาสั่งจ่ายไฟฟ้า  โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น  เนื่องจากจะมีการนำเอาระบบพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy Forecast-REF) หรือระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage Systems-ESS) มาประยุกต์ใช้  ทำให้สามารถลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือความผันผวนของแหล่งพลังงานหมุนเวียนลงได้” นายทวารัฐ กล่าว

    ภายใต้โครงการนำร่องระบบสมาร์ทกริด  ของกฟผ. ในส่วนของการผลิตไฟฟ้า จะมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ แบบฟาร์มชุดใหม่3 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ขนาด4 เมกะวัตต์ ทดแทนโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผาบ่อง ที่มี ขนาด0.5เมกะวัตต์ เดิม เนื่องจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์เดิมเสื่อมประสิทธิภาพลงเนื่องจากมีการใช้งานมานานแล้ว    การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 

    ส่วนด้านการควบคุมไฟฟ้า จะมีการติดตั้งระบบการจัดการพลังงานขนาดเล็ก  การติดตั้งระบบสื่อสารและสารสนเทศ  การติดตั้งระบบวิเคราะห์ความสามารถในการทำงานของ Micro-EMS ด้วยระบบทดสอบจากระยะไกล     และด้านผู้ใช้ไฟฟ้า จะมีการติดตั้งป้ายอัจฉริยะ  การจัดซื้อรถบัสไฟฟ้าและการติดตั้งสถานีอัดประจุ การติดตั้งระบบการจัดการพลังงานในอาคาร    รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เรื่องของระบบสมาร์ทกริดให้กับชุมชน   

    กฟผ.ตั้งเป้าหมายความสำเร็จของโครงการสมาร์ทกริด ซึ่งน่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จในปี2561 เอาไว้ ว่าจะช่วยให้อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสามารถรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้  รวมทั้งพัฒนาให้แม่ฮ่องสอนกลายเป็นต้นแบบจังหวัดสีเขียว เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต  และเป็นต้นแบบการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน

    ผู้แทนจากกฟผ.ระบุด้วยว่า  แนวโน้มเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้วงเงินลงทุนการพัฒนาโครงการนำร่องสมาร์ทกริด ที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน  ต่ำกว่าตัวเลขลงทุนที่ขออนุมัติเอาไว้ คือประมาณ720 ล้านบาท

    ก็ต้องติดตามดูความคืบหน้าโครงการว่า กฟผ.จะทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

     

    โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ผาบ่อง ของกฟผ.

     

    โครงข่ายระบบสายส่งที่มีในปัจจุบัน