บทความทั้งหมด

Date : 24 / 02 / 2017

  • Date : 24 / 02 / 2017
    พลังงานรอบโลก: สิงคโปร์มุ่งศูนย์กลาง LNG ในเอเชีย ด้านเวียดนามชูศักยภาพพลังงานลม

    สิงคโปร์มุ่งศูนย์กลางการค้า LNG ในเอเชีย

    The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานข่าวว่า นาย Steve Hill, Executive Vice-President ด้าน การตลาดและการค้า ธุรกิจก๊าซและพลังงานของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เชลล์ กล่าวว่า สิงคโปร์อยู่ในทำเลที่ดีที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและตลาด ก๊าซธรรมชาติเหลว (liquefied natural gas – LNG) ของภูมิภาคเอเชีย โดยเหมาะสมทั้งในแง่ของการเป็นชุมชนการซื้อขาย การมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหนึ่งของการเป็นศูนย์กลางการค้า LNG ในเอเชียของสิงคโปรค์ คือ จะต้องออกผลิตภัณฑ์ที่ใช่ นั้นคือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตรงตามความต้องการของตลาด

    ทั้งนี้ นาย Hill ยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับตลาด LNG โลก โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ LNG โลกจะเติบโต 4-5% ระหว่างปี 2015-2030 และภายในปี 2020 ขนาดของการซื้อขาย LNG โลกจะสูงกว่าในปี 2014 ประมาณ 50% โดยการเติบโตส่วนใหญ่ หรือราว 39% จะมาจากเอเชีย ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวและประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น ประกอบกับการหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

    ปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งมาเลเซียและจีนอยู่ในกลุ่มประเทศที่นำเข้า LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก และจะกลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซฯ สุทธิในอนาคต นอกจากนั้น ความต้องการใช้ LNG จะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและแหล่งสำรองก๊าซในท้องถิ่นที่ลดลงในหลายประเทศ เช่น ในประเทศไทย 

    เรือบรรทุก LNG แล่นผ่านทะเลสิงคโปรค์

     

    เวียดนามใช้ศักยภาพพลังงานลมผลิตไฟฟ้า

    จากรายงานเรื่อง “Vietnam wants to develop high-tech wind power plants” เผยแพร่ในเว็บไซต์ Vietnam Net Bridge ระบุว่า พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลม จะเป็นคำตอบสำหรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในเวียดนาม โดยนับถึงปัจจุบัน มีการลงทะเบียนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานลมในเวียดนามแล้ว 50 โครงการ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 4 โครงการที่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีกำลังการผลิตรวม 159.2 เมกะวัตต์

    ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า เวียดนามมีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคที่จะพัฒนาพลังงานลม โดยประเมินว่าเวียดนามมีศักยภาพสำรองพลังงานลม 513.360 เมกะวัตต์ หรือสูงกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมภายในปี 2020 ประมาณ 6 เท่าตัว ผลการวิจัยยังระบุด้วยว่า 8.6% ของแผ่นดินใหญ่เวียดนามมีศักยภาพมาก สามารถติดตั้งกังหันขนาดใหญ่ได้

    ทั้งนี้ General Electric (GE) เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้เข้ามาลงทุนโครงการพลังงานลมในเวียดนาม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปัจจุบันเวียดนามมีโอกาสสำคัญที่จะเร่งพัฒนาโครงการพลังงานลมโดยใช้เทคโนโลยีของ GE ซึ่งได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง GE และ Vietnam’s Ministry of Industry and Trade แล้ว ซึ่งระบุว่า จะจัดหาพลังงานลมอย่างน้อย 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2025

    กังหันลมผลิตไฟฟ้าของ GE 

     

    ลาวเมินความกังวลโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng

    สำนักข่าว Voice of America (VOA) Khmer รายงานข่าวว่า ในการประชุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับภูมิภาคจัดโดย Mekong River Commission Sommad Pholsena รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของลาว กล่าวว่า โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng จะไม่ส่งผลกระทบมากต่อชุมชนปลายน้ำ และจะใช้เวลาในการศึกษาผลกระทบที่อาจมี โดยยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่การสร้างเขื่อนจะได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์

    เขื่อน Pak Beng มูลค่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชา 1,500 กิโลเมตร จะเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 ที่ประเทศลาวก่อสร้างบริเวณช่วงกลางของแม่น้ำโขง โดยคาดว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปและจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2024

    Daovong Phonekeo, ปลัดกระทรวงพลังงานของลาว ให้สัมภาษณ์ VOA Khmer ว่า เขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบมากต่อประเทศปลายแม่น้ำโขง ซึ่งเขื่อน Pak Beng อยู่เหนือเขื่อน Xayaburi และลาวปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดเดียวกัน ดังนั้น เชื่อว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับเขื่อน Pak Beng น้อยลง พร้อมกันนี้ยังกล่าวว่า ลาวจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านต้นทุนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ หากโครงการมีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการเงิน จึงไม่มีเหตุผลที่ไม่ควรสร้าง อย่างไรก็ตาม ลาวยังพิจารณาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ หากต้นทุนถูกกว่าเขื่อนผลิตไฟฟ้า 

Date : 14 / 02 / 2017

  • Date : 14 / 02 / 2017
    นักวิชาการจากมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หลังผลสรุปรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA พบตัวเลขข้อมูลด้านมลภาวะทางอากาศ เสียงและสารโลหะหนักดีกว่าค่ามาตรฐาน แนะ กฟผ.ทำพันธสัญญากับชาวบ้านยืนยันในมาตรฐานความปลอดภัย และพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบในกรณี ที่มีปัญหาจากโรงไฟฟ้า

    เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2560 ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy  News Center -ENC) จัดเสวนากลุ่มย่อย หัวข้อ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน น่ากลัวจริงหรือ?"โดยเชิญ ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment หรือ  EIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ   

    ดร.ธีระพงษ์​  กล่าวยืนยันว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า อย่างที่มีข้อวิตกกังวล  เนื่องจากผลสรุปการจัดทำEIA ที่สรุปออกมา ทั้งในส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ มีข้อมูลตัวเลขทางวิชาการซึ่งได้จากการคำนวณจากโมเดลที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล กรณีมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ปริมาณโลหะหนักทั้ง สารปรอท ตะกั่ว ซัลฟูริก  มลภาวะทางอากาศ ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง รวมทั้งมลภาวะทางเสียง นั้นในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่ามาตรฐาน จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต รวมถึงไม่สะสมให้เกิดโรค เช่น มะเร็ง 

    ส่วนกรณีที่ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม ยังกังวลผลกระทบต่อการท่องเที่ยวนั้น จากการลงพื้นที่สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ท ต่างระบุว่า หากผู้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สามารถป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้ หรือ ปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลได้ ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทก็ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ 

    ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

    สำหรับกรณีที่ชาวประมงเป็นห่วงเรื่องระบบการขนถ่านหินจะทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบสัตว์น้ำและอาชีพประมงนั้น ใน EIA ระบุว่าการขนย้ายถ่านหินจะเป็นระบบปิด โดยเรือใหญ่จะจอดอยู่ในทะเลน้ำลึกและจะใช้เรือเล็กลำเลียงถ่านหินเข้ามายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เรือใหญ่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล 

    อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังกังวลกรณีเรือเล็กลำเลียงถ่านหินประสบอุบัติเหตุและจะทำให้ถ่านหินตกไปในทะเลและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลนั้น  กฟผ. ก็ควรจะต้องมีหลักประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น หรือหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงจะมีแนวทางที่จะแก้ไขผลกระทบอย่างไร  ทั้งในช่วงระหว่างก่อสร้าง  และหลังจากมีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า โดยจะต้องปฏิบัติงานให้อยู่ในมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อย่างเคร่งครัด

    ดร.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการจัดทำ EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และ EIA ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้าที่สู่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)ได้ เนื่องจากยังมีการคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนรอการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ หากให้สร้างก็จะต้องกลับมาทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(Environment and Health Impact Assessment หรือ EHIA) เพิ่มเติมอีกฉบับ ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี 

    อย่างไรก็ตามเห็นว่า ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากถึง 67% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งไม่สมดุลด้านความมั่นคงพลังงาน ดังนั้นควรกระจายไปใช้เชื้อเพลิงอื่น ซึ่งถ่านหินน่าจะเหมาะสม เพราะมีต้นทุนต่ำเพียงกว่า 2 บาทต่อหน่วย ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างลมและแสงแดด ต้นทุนเฉลี่ย 3 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลก็ควรพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วย โดยควรปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงใหม่ ลดการใช้ก๊าซฯเหลือ 30% เพิ่มถ่านหินเป็น 28-29% และที่เหลือเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลพลังงานประเทศได้ 

     รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

     

    ด้าน รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการนำข้อมูล EIA มาประยุกต์เพื่อตรวจสอบว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อพืชอย่างไรนั้น พบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลเกษตรรวมถึงป่าชายเลน เนื่องจากปริมาณสารพิษที่จะทำร้ายพืชนั้นยังมีปริมาณที่ต่ำมาก ซึ่งหากสารพิษบางประเภท เช่น ซันเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณน้อยและละลายในน้ำ ต้นพืชสามารถดูดซับมาใช้สร้างการเติบโตของพืชเองได้ ดังนั้นมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถือว่าอันตรายและน่าห่วงน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลภาวะสู่ธรรมชาติ 

    อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ข้อมูลทางวิชาการอาจไม่ตรงกันได้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและดัชนีที่นำมาประมวลผล  แต่ก็สามารถที่จะหาข้อยุติทางวิชาการกันได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทำซ้ำหรือตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันได้  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการนำความเชื่อ ของแต่ละบุคคลมาใช้โต้แย้งกันนั้น  คงต้องใช้เวลาในการหารือ พูดคุยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ

    ทั้งนี้เห็นว่า หากต้องการให้ชาวบ้านจังหวัดกระบี่เกิดความมั่นใจและเชื่อถือว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมรุนแรง รวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ทาง กฟผ. ควรทำพันธสัญญากับชุมชนว่าจะใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพดี มีกระบวนการขนส่งการผลิตที่ปลอดภัยตามที่ระบุไว้  และหากเกิดผลกระทบขึ้น กฟผ.จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งจะต้องมีหน่วยงานและทีมวิชาการเข้าไปดูแลไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็ตาม  ตลอดระยะเวลาที่มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในจังหวัดกระบี่

    งานเสวนากลุ่มย่อย"โรงไฟฟ้าถ่านหินน่ากลัวจริงหรือ?"จัดโดยศูนย์ข่าวพลังงาน

Date : 31 / 01 / 2017

  • Date : 31 / 01 / 2017
    เทคโนโลยีช่วยโรงไฟฟ้าถ่านหินลดมลภาวะ

    แม้ความตื่นตัวในผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาดจะปรากฏให้เห็นเป็นทิศทางพลังงานในอนาคต  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว แต่ในความเป็นจริง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน มีอัตราการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในระยะกว่าสิบปีที่ผ่านมา และถ่านหินก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้ ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชากรมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถเข้ามาแทนทีได้ในทันที เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ทั้งความเสถียร ความยากลำบากในการกักเก็บพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

    สำหรับประเทศไทย ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2558–2579 หรือ PDP2015 จะต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็น 23% ในปี พ.ศ. 2579 จากราว 19% ในปัจจุบัน เพื่อการกระจายเชื้อเพลิงที่มีความสมดุลมากขึ้น ไม่พึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป โดยในปัจจุบัน ไทยพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมากถึงร้อยละ  70 ซึ่งนักวิชาการพลังงานหลายท่านเคยให้ทัศนะไว้ว่าเป็นภาวะที่เสี่ยงเกินไป หากมีปัญหาการจัดหาก๊าซฯ จะทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมได้  

    ต่อความกังวลเรื่องการปล่อยมลภาวะของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น นาย Mike Thomas และ นาย Leo Lester ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท Lantau Group ที่ปรึกษาด้านพลังงานในฮ่องกง กล่าวไว้ในข้อเขียนที่เผยแพร่ในสื่อญี่ปุ่น Nikkei Asian Review ว่า แม้ว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงต้องพึ่งพิงถ่านหินราคาถูก จึงต้องการการลงทุนด้านนวัตกรรมพลังงานเพื่อให้สามารถใช้ถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินมีความก้าวหน้ามาก ทำให้การผลิตถ่านหินมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยลดการปล่อยมลภาวะจากกระบวนการผลิตลง  ทั้งนี้ การปรับปรุงเครื่องจักรให้ดีขึ้น (Upgrading) หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องเก่า (Replacing) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ultra-supercritical boilers และ ระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่มีเกณฑ์กำหนดสูง (high-specification air quality control systems) ก็จะช่วยให้สามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยดังกล่าว สามารถลดปริมาณถ่านหินที่ใช้ในผลิตไฟฟ้าในแต่ละกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงลงได้อย่างมาก

    แม่เมาะอากาศดี แม้มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินทุกโรงในประเทศไทย ได้ดำเนินการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และติดตั้งระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพแล้ว โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Flue-gas desulfurization เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดมลภาวะและควบคุมคุณภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และที่ผ่านมาคุณภาพอากาศที่แม่เมาะก็มีคุณภาพดีกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเสมอ

    “แม่เมาะในวันนี้ แตกต่างจากอดีตเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์มลภาวะตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา กฟผ. ได้บริหารจัดการคุณภาพแม่เมาะโดยการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดมลภาวะ และระบบติดตามคุณภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรายงานการ ตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษก็ยืนยันถึง ดัชนีคุณภาพอากาศทุกๆ ด้าน ทั้งฝุ่นละออง ก๊าซมลภาวะ และ โอโซน ก็อยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด หรือดีกว่าหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร,นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าว

    ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปรากฏในแอพลิเคชั่น “Air4Thai” ที่รายงานสถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทย พบว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ใน 3 ตำบล ในอำเภอแม่เมาะ จ. ลำปาง มีค่าบ่งชี้คุณภาพอากาศดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด โดย บ่งชี้ว่ามีคุณภาพอากาศปานกลาง ถึง คุณภาพดี (ดังภาพ) 

             

     

            

     

           

     

    นอกจากนั้น สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก นั้น ในกรณีที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  กฟผ. จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง เครื่องที่ 4–7 ที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าเดิม โดยได้กำลังไฟฟ้ามากขึ้นแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก

    นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิม โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้นส่วน ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้น เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพกังหันไอน้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ หน่วยที่ 10 และ 11 จากการวิเคราะห์ พบว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ประมาณร้อยละ 1.5 ซึ่งช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 360,000 – 380,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่เป็นอุปสรรคลดก๊าซเรือนกระจก         

    นายสหรัฐ กล่าวว่า กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตไฟฟ้า ตามที่ประเทศไทยได้ลงนามสัตยาบันข้อตกลงปารีส (COP21) และได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ฉบับ แบ่งเป็น 1) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกก่อนปี พ.ศ. 2563 (NAMAs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 7 ถึง 20 จากระดับการปล่อยในสภาวะเศรษฐกิจปกติ (Business as Usual : BAU) ในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ภายในปี 2563 และ 2) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2563 (INDCs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ถึง 25 จาก BAU ในทุกภาคส่วน (Economy-Wide) ภายในปี 2573 ซึ่งผลการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2557 ที่ผ่านมา กฟผ. สามารถลดก๊าซ  เรือนกระจกได้มากกว่า 3.2 ล้านตัน

    สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. นั้น ก็จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะมีการก่อสร้าง และปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมโดยการเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นดังที่กล่าว นอกจากนั้น ยังมีการเดินหน้าพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน PDP 2015 โดย กฟผ. ปรับแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจาก 500 MW เป็น 2,000 MW พร้อมกับการเร่งขยายระบบส่งให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และในอนาคตจะมีการพัฒนาโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid ซึ่งเป็นโครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการ ควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาดที่กระจายอยู่ทั่วไป (Distributed Energy Resource : DER) อีกด้วย 

    โฆษก กฟผ. ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข่าวการเสียชีวิตของชาวแม่เมาะ โดยเฉพาะผู้ที่เคยฟ้องร้องศาลปกครอง ในระหว่างปี 2537–2541 ซึ่งเผยแพร่ทางสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์ ที่ระบุว่า มีสาเหตุมาจากมลภาวะนั้น ไม่เป็นความจริงและอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม เนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของชาวแม่เมาะ ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ โดยที่การเสียชีวิตของผู้ฟ้องคดีทั้งชายและหญิง มีอายุเฉลี่ย 71 และ 75 ปี โดยมีสาเหตุต่างๆ กัน เช่น โรคชรา หัวใจวาย มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งอายุและสาเหตุการเสียชีวิตไม่แตกต่างจากอายุเฉลี่ยของคนไทยทั่วไป ในขณะที่ผู้เสียชีวิตบางท่านมีอายุน้อย แต่เสียชีวิตจากโรคที่ไม่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแต่อย่างใด

     

Date : 27 / 01 / 2017

  • Date : 27 / 01 / 2017
    กฟผ.เตรียมทุ่ม 2 แสนล้าน ลงทุนพลังงานหมุนเวียน

    กฟผ.เตรียมวงเงิน 2 แสนล้านบาท ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 20 ปีข้างหน้า เน้น ชีวมวล แสงอาทิตย์ พลังงานลม โดยจะเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยในรูป PPP( Public –Private Partnership)

    แผนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งรวมอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP2015) มีการปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุน โดยจะมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 513 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 171 เมกะวัตต์ ตามด้วยพลังงานลม 168 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 116 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ  58 เมกะวัตต์  ปรับเปลี่ยนเป็น กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเป็น 2,000 เมกะวัตต์  โดยจะหันมาเน้นการลงทุนในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) จำนวน 1,032 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 486 เมกะวัตต์ พลังงานลม 307  เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 125 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากขยะ 43 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในส่วนของกฟผ.ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 513 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท ในช่วง20ปีข้างหน้าคือจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2579  โดยแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. แล้ว และนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

    “แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีการปรับใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้มุ่งลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ก๊าซฯในการผลิตไฟฟ้าที่สูงเกือบ70% เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวล ที่จะมีส่วนในการกระจายรายได้ไปถึงมือเกษตรกร ที่จะมาปลูกพืชพลังงานเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้า” นายสหรัฐกล่าว

     

    ทั้งนี้ กฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสมของพืชพลังงาน ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะต้องมีเพียงพอสำหรับป้อนโรงไฟฟ้า แต่กำลังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่าจะเน้นไปที่พืชตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลักหรือไม่อย่างไร โดยตามแผนโรงไฟฟ้าจาก     ชีวมวลของกฟผ.จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของ กฟผ. จะไม่ไปแย่งวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่จะเป็นการปลูกพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตชีวมวลขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไฟฟ้าจากชีวมวลจะเข้าเข้าสู่ระบบในปี 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอความพร้อมเรื่องวัตถุดิบพืชพลังงาน ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นของแผน กฟผ. จึงให้ความสำคัญในการผลักดันโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ระบบก่อน เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่า โดยเริ่มเข้าสู่ระบบมาตั้งแต่ปี 2558 (ตามแผนภาพ)

     

    นอกจากนี้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานเชื้อเพลิง (hybrid) เพื่อทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีความแน่นอนและสม่ำเสมอ จากที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน มักจะเป็นสัญญาแบบ Non-Firm  ซึ่งไม่มีการกำหนดระยะเวลาขายไฟฟ้าที่แน่นอน จึงมีความไม่แน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้า

    ในส่วนของการลงทุนตามแผน กฟผ.จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้วย ในรูปแบบPPP (Public –Private Partnership) โดยกฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดของแนวทางการลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะดังกล่าว  ซึ่งขณะนี้ ก็มีภาคเอกชนหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมลงทุนกับกฟผ. เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนนี้ ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.เอง จะไม่ได้รับการอุดหนุน และจะต้องไม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้

    สำหรับแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ. ฉบับนี้ ยังจะช่วยให้กฟผ.สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5% ภายในปี 2563 ด้วย