บทความทั้งหมด

Date : 16 / 03 / 2017

  • Date : 16 / 03 / 2017
    IMF ชี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวระยะสั้น-กลาง แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง

    IMF ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น-กลาง จากการลงทุนภาครัฐที่จะกระตุ้นความต้องการในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่เป็นอุปสรรค และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า แนะรัฐผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างเพี่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกแถลงการณ์รายงานการประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายหลังจากคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเสร็จสิ้นการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2560 โดยคณะเจ้าหน้าที่สรุปว่า เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 3.2% ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีการส่งออกบริการและการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นปีที่สองปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดลงและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าที่ขยายตัวในระดับต่ำ ในขณะที่ตลาดการเงินไทยมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับมือกับความเสียงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เป็นอย่างดี

    สำหรับในปีนี้ คณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นและกลางจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ข้างหน้าจากการดำเนินการตามแผนนโยบายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ 2.5% ต่อไปอีกหลายปี เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะค่อยๆเกินดุลน้อยลง เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศ อาทิ  นโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจกระทบต่อการส่งออกไทย และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ ที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกและส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น และยังก่อให้เงินความผันผวนในตลาดการเงินโลก ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำซึ่งจะเป็นผลให้ความต้องการภายในประเทศชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

    ทั้งนี้ IMF แนะรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายที่ผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    สำหรับแนวโน้มราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น ผู้สื่อข่าว Energy News Center : ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานว่า ขณะนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่กดดันตลาดน้ำมันโลกมาเกือบ 3 ปีนั้น กำลังจะลดลงและตลาดจะเข้าสู่จุดสมดุลในปีนี้ แม้ว่าจะล่าช้ากว่าไปกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ทบวงพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า แม้ว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำให้ปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกลดลงแต่ถ้ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก ยังคงลดกำลังการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายนตามที่วางแผนไว้ ก็อาจทำให้ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลหรืออุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ได้  โดยหากเป็นไปตามคาด ตลาดจะอยู่ในภาวะขาดดุลประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน

    ย่างไรก็ตาม กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปก จะมีการประชุมกันในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาและทบทวนข้อตกลงการลดกำลังการผลิตและหารือร่วมกันว่าจะขยายการลดกำลังการผลิตดังกล่าวออกไปว่าจากเดิมสิ้นสุดในเดือนออกไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่

    https://www.imf.org/en/News/Articles/2017/03/14/PR1781-Thailand-IMF-Staff-Concludes-2017-Article-IV-Visit

     

Date : 06 / 03 / 2017

  • Date : 06 / 03 / 2017
    รัฐบาลต้องสร้างสมดุลเรื่องการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

    ประเด็นของการจัดทำ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้ไปจัดทำใหม่ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น  ด้วยแรงกดดันของกลุ่มเครือข่ายค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เดินทางมาประท้วงที่หน้าทำเนียบ นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และดูย้อนแย้งในตรรกะพอสมควร

    ที่บอกเช่นนี้ เพราะรายงาน EHIA และ EIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของ กฟผ. ที่ถูกสั่งให้ไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ นั้น ที่ผ่านมาก็ดำเนินการตามประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและระเบียบปฎิบัติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี2552  ยิ่งไปกว่านั้น EIA ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ นั้นได้รับรางวัลการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2559 (EIA Monitoring Awards 2016)ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นผู้มอบรางวัลด้วยตัวเอง ที่  ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์  โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่6 มี.ค.2560  สะท้อนถึงการทำงานที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล 

    การคัดค้านโครงการของประชาชนบางกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญจึงเป็นประเด็นที่ทั้งหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการ และบรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรม  มีข้อกังวล ต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตในส่วนที่ต้องทำEIAและEHIA ว่า ควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรดี   เพราะที่ปรากฎเห็นเป็นตัวอย่างกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  ของกฟผ.  นั้น การทำตามหลักเกณฑ์ขั้นตอนของหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ   ในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ ทั้งได้รับรางวัลการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น จากมือรัฐมนตรีว่าการ    ทั้งมีเสียงสนับสนุนจากประชาชนรอบพื้นที่โครงการที่ร่วมลงชื่อ กว่า15,000 คน ก็ยังไม่สามารถที่จะฝ่าด่านเครือข่ายของ กลุ่มคัดค้านได้   นอกจากนี้ในอนาคต หากมีการ กรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาใช้ การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งมีความยากลำบากมากกว่าเดิมอีก  เพราะกรอบSEA ซึ่งประเมินโดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจแล้วเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ไม่ควรตั้งอยู่บนพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ก็หมายความว่า ไม่ต้องไปศึกษา EIAและEHIA ในรายโครงการให้เสียเวลา 

    ถ้ารางวัลด้านสิ่งแวดล้อม จากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ช่วยการันตี คุณภาพของโครงการ หรือหน่วยงานที่ได้รับรางวัลแล้ว เราจะมีการจัดมอบรางวัลเพื่ออะไร นี่คือบางเสียงสะท้อนที่มีต่อรางวัล EIA Monitoring Awards 2016 

    ว่าที่พันตรี อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นตัวแทนกฟผ.ที่เดินทางมารับรางวัล EIA Monitoring Awards 2016 กล่าวว่า ในปี 2559 กฟผ. ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่นประจำปี 2559 (EIA Monitoring Awards 2016) จำนวน 9 รางวัล จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ ชุดที่ 3 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 5 โรงไฟฟ้าจะนะ (กรณีใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง)  เหมืองแร่ลิกไนต์ จังหวัดลำปาง  ระบบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ ท่าเทียบเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ และท่าเทียบเรือและอุปกรณ์ขนส่งน้ำมันสำหรับโรงไฟฟ้าบางปะกง

    โดยยืนยัน ว่า  กฟผ.ได้ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจ กฟผ. ว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานเพื่อให้คนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้อย่างมีความสุข ควบคู่กับการดูแลสังคมและชุมชนให้อยู่ดีมีสุข โดยการได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2016 ก็เป็นการ แสดงถึงความใส่ใจและการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น  ที่การันตีโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลและเป็นผู้พิจารณาโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    เมื่อทิศทางการพัฒนาประเทศมีความจำเป็นที่รัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ควบคู่ไปกับมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องชัดเจน ในการสร้างสมดุล ด้วยหลักกฏหมายที่ถูกออกแบบเอาไว้    และมีความเด็ดขาดในการเดินหน้าโครงการที่เห็นว่าได้ดำเนินการตามกรอบกติกาที่กำหนดอย่างครบถ้วน  เพราะถ้าให้น้ำหนักความสำคัญกับแรงกดดันทางการเมือง หรือ การประท้วงคัดค้านจากคนบางกลุ่มอย่างมากจนเกินพอดี  โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ถูกการันตีด้วยข้อกฏหมายและเกณฑ์การให้รางวัล  ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลสร้างเป็นผู้ที่ทำให้การพัฒนาติดหล่มเรื่องสิ่งแวดล้อมไปเสียเอง

Date : 04 / 03 / 2017

  • Date : 04 / 03 / 2017
    Energy 4.0 นวัตกรรมพลังงานใกล้ตัว ยุคที่เราช่วยชาติประหยัดได้ด้วยปลายนิ้ว

    นโยบาย Energy 4.0 ไม่ใช่เพียงวาทกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายThailand 4.0ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็น ทิศทางของการดำเนินนโยบายทางด้านพลังงาน ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงาน ของผู้คนในอนาคต ทั้งในภาคสังคมเมืองและเกษตรกรรม  ซึ่งมุ่งให้เกิดผลจริงในการปฏิบัติ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประเทศไทยของเราก้าวเข้าสู่ยุค Energy 4.0

     ย้อนความให้เข้าใจก่อนว่า วิวัฒนาการทางด้านพลังงานก่อนที่จะไปถึงยุค Energy 4.0 เราต้องผ่านอะไรบ้าง ยุค  Energy 1.0 คือการที่คนค้นพบไฟ ต่อมายุค Energy  2.0 เป็นการค้นพบแร่ธาตุอย่างถ่านหินที่ทำให้การจุดไฟติดได้นานขึ้น นำมาใช้เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ส่วนยุค Energy 3.0 ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน คือ ยุคที่เราค้นพบน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่   ส่วนยุค Energy 4.0 ที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศไทย คือการที่พลังงานตั้งอยู่บนพื้นฐานของนวัตกรรม มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

     

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวอธิบายถึงยุค Energy 4.0 ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า   ENERGY 4.0 ในเชิงนโยบาย แบ่งได้เป็นพลังงานฐานนวัตกรรม ด้วยการนำเอาระบบ ICT มาประกอบโยงกับเรื่องพลังงาน ทั้งในเรื่องนวัตกรรมการประดิษฐ์ เช่น ระบบโซล่าร์เซลล์ ระบบเก็บสะสมพลังงาน(Energy Storage) รวมไปถึงยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ผสมผสานกันจนเกิดเป็น Smart Cities  และส่วนที่สองคือ พลังงานฐานเกษตร  คือพลังงานจากพืช (Bio Energy) หรือรูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่ผสมผสานระหว่างพลังงานธรรมชาติและพลังงานชีวภาพ

     ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ใกล้ตัวซึ่งจะเกิดในชีวิตประจำวัน คือ การใช้ไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือน ที่สมาชิกในบ้านสามารถควบคุมการเปิดปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าผ่านระบบปฏิบัติการในมือถือได้แม้จะอยู่นอกบ้านก็ตาม เช่น การควบคุมการเปิดหรือปิด ไฟฟ้า  ทีวี และ เครื่องปรับอากาศ  เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังสามารถทราบข้อมูลยอดการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าในบ้านตัวเองผ่านระบบมือถือได้อีกด้วย

     วิธีการนี้นอกจากจะช่วยตรวจสอบและควบคุมการใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนด้วยตัวเองแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้เกิดความตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน เพราะระบบปฏิบัติการในมือถือยังสามารถช่วยคำนวณวิธีการลดใช้ไฟฟ้าเพื่อประหยัดค่าไฟในแต่ละเดือนลงอีกด้วย  ซึ่งระบบปฏิบัติการดังกล่าวขณะนี้ สนพ. อยู่ระหว่างการศึกษาและทดลอง เพื่อนำมาใช้จริงในอนาคต

     สิ่งใกล้ตัวสำคัญอีกอย่างที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ รถยนต์ไฟฟ้า  หรือ EV ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานรัฐเริ่มนำมาทดลองขับกับบ้างแล้ว ทั้งรถบัส รถยนต์ และมอเตอร์ไซด์ รวมไปถึงรถตุ๊กๆ ที่ภาครัฐมีแนวคิดจะเปลี่ยนให้เป็นรถตุ๊กๆเครื่องยนต์ที่มีกว่า 2.2 หมื่นคันให้เป็นรถตุ๊กๆ ไฟฟ้าทั้งประเทศ ภายใน 5 ปีด้วย

     

    สำหรับรถ EV เป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิง โดยสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทั้งตามบ้านเรือนตัวเอง หรือ ที่ปั๊มชาร์จไฟฟ้าก็ได้ โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการผลักดันให้ภาคเอกชนสร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้า ให้ได้ 150 หัวจ่าย โดยในปี 2560-2561 จะเริ่มเห็นเอกชนเปิดให้บริการใน 100 หัวจ่ายแรก ส่วนในเรื่องของราคารถ EV นั้นปัจจุบันยังแพงถึง 2 ล้านบาทต่อคัน แต่ทางนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยออกมาระบุว่า อีกเพียง 8-9 ปี ราคารถ EV ต่ำกว่า 1 ล้านบาทและจะสามารถออกมาขายแข่งกับรถเครื่องยนต์ได้แน่

     Energy 4.0 ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการผลิตไฟฟ้าที่แต่ละครัวเรือนยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ จากโครงการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป) เสรี ที่กระทรวงพลังงานเตรียมจะเปิดให้เข้าร่วมโครงการนำร่องเร็วๆนี้ โดยการติดตั้งโซล่าร์รูปท็อป  ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในช่วงเวลากลางวันแล้ว ในอนาคตถ้าระบบแบตเตอรี่มีความพร้อมก็สามารถเก็บไฟฟ้าช่วงกลางวันไว้ใช้กลางคืนได้อีกด้วย  ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการใช้ในช่วงกลางวันยังสามารถขายเข้าระบบการไฟฟ้าสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งอีกด้วย

     โดยขณะนี้ทั้งการไฟฟ้าและภาครัฐ กำลังร่วมกันพัฒนาระบบทั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่สามารถคำนวณและรับส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากบ้านเรือนขายเข้าระบบไฟฟ้าภาครัฐ ซึ่งเร็วๆนี้คงจะเห็นการนำร่องทดลองระบบแล้วใช้จริงต่อไป

     สำหรับในภาคการผลิตไฟฟ้า สัญญาณการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจน โดยการผลิตไฟฟ้าจะมุ่งไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เป็นพืชพลังงาน ทั้งชีวมวล จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ชีวภาพจากน้ำเสียในฟาร์มปศุสัตว์ รวมถึงพลังงานนจากแสงแดด ลม เป็นต้น  รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มและเอทานอลมาผสมในน้ำมันให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในอนาคตต่อไป

     โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(ไฮบริด) คือ นำเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนชนิดใดก็ได้มาผสมกันเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้ระยะยาวตามสัญญา(สัญญา Firm) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) นำร่อง 300 เมกะวัตต์ ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) นำร่องรับซื้อ 269 เมกะวัตต์ แบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียรในช่วงความต้องการใช้สูงสุด(พีค) หรือที่เรียกว่า สัญญาแบบ Semi Firm

     พร้อมกันนี้เตรียมผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage)ทั้งในภาคไฟฟ้าและยานยนต์ให้เกิดการกับเก็บพลังงานได้นานและมากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลิตและใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

    ทั้งนี้ภาครัฐคาดว่าจากนโยบาย Energy 4.0 ดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งให้ประเทศไทยประหยัดการใช้พลังงานลงได้มากและก้าวสู่จุดหมายการลดใช้พลังงานลงไป 30%ในปี 2579 ลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลลงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 111 ล้านตันต่อปี

     

    โดยตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงานนั้น ระบุว่า ในส่วนของรถ EV นั้น ภาครัฐตั้งเป้าให้มีการใช้รถEV ถึง 1.2 ล้านคันในปี 2579 ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ถึง 3.6 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันที่ไทยใช้น้ำมันในภาคขนส่งถึง 132 ล้านลิตรต่อวัน  ขณะที่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยนั้น ก็จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง  89,000 ล้านหน่วย หรือลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าลงได้ 10,000 เมกะวัตต์ และการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็จะเพิ่มขึ้นจาก 8%เป็น 20% ในปี 2579  

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้นโยบาย Energy 4.0 เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น ทางกระทรวงพลังงานยังได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในปี 2560 ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท โดย 400 ล้านบาท ใช้สำหรับ 33 โครงการที่เกี่ยวกับรถ EV และ Energy storage ส่วนอีก 800 ล้านบาท ใช้ใน 34 กลุ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงาน และการส่งเสริมพลังงานทดแทน

     ใครที่เคยคิดว่าEnergy 4.0เป็นเรื่องไกลตัว  หรือเป็นเรื่องที่จับต้องยาก คงจะต้องเปลี่ยนความคิด  เพราะเริ่มเห็นนวัตกรรมทางด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นในชีวิตประจำวัน  จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องศึกษาและเรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น  เพราะในอนาคตอันใกล้นี้เราจะมีนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยชาติประหยัดใช้พลังงานด้วยปลายนิ้วของตัวคุณเอง

     

     

     

Date : 28 / 02 / 2017

  • Date : 28 / 02 / 2017
    ชี้รัฐต้องเคลียร์สังคมให้ชัด ทำไมต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม เหตุความต้องการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง 10 ปีโตเฉลี่ย 6.74% ต่อปี แนะการทำ EIA และ EHIA ใหม่ ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และเน้นการใช้ข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลที่เป็นปฐมภูมิให้มากขึ้น เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย พร้อมเปิดเผยข้อมูลออนไลน์โรงไฟฟ้าแม่เมาะให้สาธารณะมั่นใจโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ในงานเสวนาทางวิชาการ เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถานบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากร กล่าวว่า ยอมรับว่าปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศมีปริมาณสูงมากจากปกติที่ควรมี 15% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยในปี 2558 ปริมาณสำรองมีถึง 30% และต้นปี 2559 มีเกือบ 40% เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำหงสาเข้าระบบกว่า 1,200 เมกะวัตต์

    ชี้ภาคใต้ใช้ไฟเติบโตมาก แต่พลังงานทดแทนยังผลิตได้น้อย  

    ดร. กุลยศ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันอาจยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่เมื่อดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตปีละ 6.74% จาก 9,362 ล้านหน่วย ในปี 2549 เป็น 15,644 ล้านหน่วย ในปี 2558 โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าเติบโตมากที่สุด คือ จังหวัดสงขลา 3,199 ล้านหน่วยต่อปี หรือ ประมาณ 21.3%  รองลงมาคือจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2,635 ล้านหน่วย หรือ 17.5% และภูเก็ต 2,431 ล้านหน่วย หรือ 16.2% ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าของภาคใต้มี 3,800 เมกะวัตต์ ส่วนความต้องการใช้อยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตหากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ภาคใต้ก็จำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    ทั้งนี้ หากไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ ก็จะเหลือทางเลือกเพียง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยหากเลือกโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ประชาชนก็ต้องยอมรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ส่วนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์คงต้องหารือกันระยะยาว ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแม้จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาว่าเชื้อเพลิงสามารถผลิตได้ตลอดปีทดแทนโรงไฟฟ้าหลักได้ถึง 800 เมกะวัตต์หรือไม่ และจากข้อมูลปัจจุบันพบว่า น้ำเสียจากปาล์มที่นำมาผลิตไฟฟ้าในภาคใต้สามารถผลิตได้เพียง 8 เมกะวัตต์ ดังนั้นหากต้องการผลิตไฟฟ้าให้ถึง 800 เมกะวัตต์จะต้องมีโรงปาล์มถึง 100 โรง และหากใช้กะลาปาล์ม หรือ น้ำมันปาล์ม มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ก็ต้องพิจารณาว่าปาล์มเป็นพืชผลตามฤดูกาล หากช่วงไหนไม่มีปาล์มจะทำอย่างไร

    ทั้งนี้ แม้จ.กระบี่จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 200 เมกะวัตต์ แต่ภาครัฐต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถึง 800 เมกะวัตต์นั้น เป็นการพิจารณาตามนโยบายภาพรวมของภาคใต้ โดยการสร้างโรงไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์นั้น ก็เพื่อให้โรงไฟฟ้ามีหน้าที่เสริมไฟฟ้าของภาคใต้โดยรวม  หากจะให้สร้างตามความต้องการใช้เฉพาะจังหวัดนั้นๆ เท่ากับทุกจังหวัดต้องมีโรงไฟฟ้าของตัวเอง

    "วันนี้จุดที่ต้องทำคือ การนำหลักวิชาการของทั้งสองฝั่งมาวิเคราะห์ร่วมกัน ส่วนความเชื่อหรือความเห็นส่วนบุคคล คงต้องมาดูกันว่าอะไรเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ หรือไม่ได้" ดร.กุลยศ กล่าว

    เสนอรัฐเป็นเจ้าภาพทำ EIA และ EHIA

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุธา ขาวเธียร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา ว่า หน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่เจ้าของโครงการ ควรเป็นเจ้าภาพจัดการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดการยอมรับ โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันในแผนที่มีการจัดทำร่วมกัน ซึ่งเห็นว่าหน่วยงานที่เหมาะสม คือ หน่วยงานที่กำหนดนโยบายอย่างสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) น่าจะเป้นหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพได้

    อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดทำ EIA  และ EHIA ครั้งใหม่ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความโปร่งใสในการดำเนินการนั้น จะต้องสามารถนำทุกประเด็นทั้งที่เป็นข้อมูลทางวิชาการและประเด็นที่เป็นความเชื่อเข้ามาสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ก่อนที่จะคัดให้เหลือเฉพาะประเด็นที่สำคัญ มากำหนดเป็นกรอบการศึกษา โดยควรจะใช้ข้อมูลปฐมภูมิซึ่งเป็นข้อเท็จจริงให้มากขึ้น เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงแรกที่เกิดขึ้น เพราะยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและถ่านหินประเภทเดียวกับที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะใช้ รวมถึงนำข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่เป็นข้อมูลย้อนหลังที่เกิดขึ้นจริง มาชึ้ให้เห็นถึงการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า

    "สมมติว่าเรามีความจำเป็นต้องมีบ้านหนึ่งหลัง กฟผ. อาจจะต้องการสร้างบ้านที่ต้นทุนถูกที่สุด แต่กลุ่มคนไม่เห็นด้วยอาจจะอยากได้บ้านที่สวยที่สุด ปลอดภัยที่สุด รัฐซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายควรจะต้องเป็นคนกลางที่จะบอกได้ว่าจุดสมดุลอยู่ตรงไหน ซึ่งประเด็นที่รัฐต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนก็คือข้อเท็จจริงทางนโยบายถึงความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้ทุกฝ่ายยอมรับในนโยบายได้เสียก่อนจึงค่อยมาคุยกันถึงว่าจะทำ EIA และ EHIA อย่างไร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและยอมรับจากทุกฝ่าย"

    ดร.สุธา กล่าวว่า มติคณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม (คชก.) สะท้อนให้เห็นว่า การทำ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น เช่นความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง การพิจารณาทางเลือกของเชื้อเพลิง และขั้นตอนการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา การกลับไปเริ่มกระบวนการศึกษาใหม่จึงเป็นโอกาสที่จะให้ทุกฝ่ายหันมารับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันให้มากขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่ายังมีเวลาที่จะทำได้

    แนะให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น

    ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลประกาศให้ดำเนินการ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ ประเด็นการลดผลกระทบจากถ่านหินจึงไม่ใช่ข้อกังวลของประชาชน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ควรดำเนินการให้มีตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมดังที่ผ่านมา รวมถึงมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้และให้ข้อมูลรอบด้านในมิติต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของประชาชน และเพื่อพิจารณา ว่าควรมีเครื่องมือ มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติเป็นการเฉพาะหรือไม่ เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงพลังงาน

    เชื้อเพลิงถ่านหินยังเอื้อต่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    รศ.สมศักดิ์ สายสินธุ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม กล่าวว่า ในประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องกระจายเชื่อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซฯ โดยเชื้อเพลิงถ่านหินถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากมีปริมาณสำรองปริมาณมากสามารถใช้ได้ถึง 200 ปี โรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถสำรองถ่านไว้ได้ถึง 60 วัน นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ระบบไฟฟ้าจึงมีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินยังช่วยให้ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศดีขึ้น เพราะต้นทุนไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น ซึ่งจะเป็นการช่วยเฉลี่ยภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยอยากให้ผู้บริหารระดับสูงต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญในการตรวจสอบควบคุม ที่โปร่งในเป็นที่ยอมรับของชุมชน เช่น กรณีเหมืองถ่านแม่เมาะ ควรเผยแพร่ภาพการทำงานแบบออนไลน์ให้ผู้สนใจได้รับชมและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหมืองแร่ทองคำ Super Pit ของออสเตรเลีย ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในความปลอดภัยโรงไฟฟ้า