บทความทั้งหมด

Date : 17 / 09 / 2018

  • Date : 17 / 09 / 2018
    คอลัมน์รอบรู้ปิโตรเลียม : คุณรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอหรือยัง?”

    คอลัมน์รอบรู้ปิโตรเลียม 

    โดย Mr. Fact 

    คุณรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอหรือยัง?”   

    เคยมีบ้างไหมเวลาที่ใครๆพูดกันถึงเรื่อง “ปิโตรเลียม” แล้วพูดคุยกับเขาต่อไปไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ว่า “ปิโตรเลียม” คืออะไรกันแน่ และที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องปิโตรเลียมไปอย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าพูดเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่เขาหมายถึง ถ้าเคยเป็นอย่างที่ยกกรณีไว้ข้างต้น เมื่ออ่านบทความนี้จนจบ จะช่วยให้เราคุยกับคนอื่นๆ ในเรื่อง “ปิโตรเลียม” ได้อย่างผู้รู้ ในทุกแง่ทุกมุม

    คำว่า “ปิโตรเลียม” (Petroleum ) นั้นเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก และอาจมีธาตุอื่น เช่น กํามะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจน ปนอยู่ด้วย สามารถเกิดได้เองตามธรรมชาติจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์บริเวณใต้เปลือกโลก แต่ต้องใช้เวลานานเป็นเวลาหลายล้านปี ที่ประเทศไทยเองก็มีการสำรวจพบปิโตรเลียมทั้งที่บนบกและในทะเลอ่าวไทย

    เราอาจจะจำแนกประเภทของปิโตรเลียม ซึ่งเป็นคำที่กินความหมายกว้างๆ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ  น้ำมันดิบ (crude oil) ก๊าซธรรมชาติ (natural gas) และ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ คอนเดนเสท (condensate) และเวลาที่ได้ยินใครๆพูดถึงคำเหล่านี้  เช่น มีเทน  อีเทน  โพรเพน  บิวเทน   ก๊าซ LPG  (ชาวบ้านชอบเรียก ก๊าซหุงต้ม)  ก๊าซ NGV  ก๊าซ CNG   ก๊าซ LNG   ดีเซล เบนซิน ก็ให้รู้ไว้เลยว่า มันก็คือปิโตรเลียม ที่มาจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันหลายๆ ล้านปี นั่นแหละ

    เมื่อมีการสำรวจพบแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวดิน 3-4 กิโลเมตร แล้วผลิตขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มันก็จะมีทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซคอนเดนเสท และน้ำ ปนๆกันขึ้นมา  แหล่งไหนที่พบน้ำมันดิบมากกว่าก๊าซ ก็มักจะเรียกแหล่งปิโตรเลียมนั้นว่า แหล่งน้ำมัน  เช่น แหล่งน้ำมันดิบสิริกิติ์  ส่วนแหล่งไหนที่พบก๊าซมากกว่าน้ำมันดิบ ก็มักจะเรียกแหล่งปิโตรเลียมนั้นว่า แหล่งก๊าซ เช่น แหล่งก๊าซบงกช แหล่งก๊าซเอราวัณ ในอ่าวไทย  เป็นต้น

    ก๊าซธรรมชาติที่พบนั้น ก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. “ก๊าซแห้ง” หรือ “dry gas” ที่มีน้ำหนักเบาสุด มีองค์ประกอบของมีเทน เป็นส่วนใหญ่ และ 2. “ก๊าซเปียก” หรือ “wet gas” ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติเหลว เช่น อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน ที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

    ประเทศไทยเราโชคดีที่ก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบในอ่าวไทยส่วนใหญ่เป็นก๊าซเปียก ดังนั้น จึงมีการส่งก๊าซจากแหล่งปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานทั้งหลายในอ่าวไทยผ่านมาทางท่อขึ้นฝั่งที่มาบตาพุด เข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อแยกเอาส่วนที่เป็นมีเทนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  โรงงานอุตสาหกรรม หรือถ้าเอาไปเพิ่มความดัน (Compressed  Natural Gas) หรือ CNG บรรจุใส่ถังใช้ในรถยนต์ ที่เราก็มักจะเรียกว่า ก๊าซ NGV

    ส่วนที่เป็นอีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน  ก็จะส่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  ผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ในขณะที่โพรเพนที่ผสมกับบิวเทน ก็กลายเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG) ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน  หรือที่รู้จักกันว่า ก๊าซหุงต้ม  ถ้าไปเติมใช้ในรถยนต์ก็มักเรียกว่า แก๊สรถยนต์ หรือ แก๊ส  ส่วนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะเรียกว่า “ก๊าซแอลพีจี”

    ในสายของน้ำมันดิบและคอนเดนเสท นั้น ก็จะส่งเข้าโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่างๆ เช่น ดีเซล เบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และน้ำมันก๊าด รวมถึงยางมะตอย เพื่อนำไปใช้ในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม  โดยในกระบวนการกลั่นนั้นยังได้ก๊าซ LPG ออกมาเป็นผลพลอยได้อีกทางหนึ่งด้วย

    แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ โดยผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบได้เอง  แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ปริมาณที่ผลิตได้ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้ในแต่ละวัน ทำให้ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเสริมความมั่นคง

    ก๊าซธรรมชาติ ที่นำเข้าในรูปก๊าซนั้น มาจากประเทศเมียนมา ผ่านทางท่อส่งก๊าซไทย-เมียนมา ทางฝั่งภาคตะวันตกของประเทศ ส่วนก๊าซธรรมชาติ ที่นำเข้าจากประเทศที่อยู่ไกลออกไป จะนำเข้ามาในรูปของก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ที่เรียกว่า Liquefied natural gas หรือ LNG ซึ่งขนส่งมาทางเรือขน LNG โดยเฉพาะ และมีสถานีรับจ่าย LNG เป็นของปตท. อยู่ที่มาบตาพุด จ.ระยอง

    ส่วนน้ำมันดิบที่นำเข้านั้น ส่วนใหญ่จะมาจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสเปคของโรงกลั่นไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ของความต้องการใช้  เช่นเดียวกับก๊าซ LPG ที่ต้องมีการนำเข้ามาด้วยเพราะที่ผลิตได้ทั้งจากโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นนั้นไม่เพียงพอกับความต้องการใช้

    ...ใครที่อ่านตั้งแต่ต้น มาจนถึงย่อหน้าสุดท้าย ก็น่าจะรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอที่จะถ่ายทอด หรือบอกต่อๆ ให้คนที่ยังไม่รู้ ได้รู้และเข้าใจด้วย และไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เมื่อเวลาที่มีใครมาชวนคุย หรือไปชวนใครคุย เรื่อง  “ปิโตรเลียม”...

  • Date : 17 / 09 / 2018
    จับตาการทำงาน กกพ.ชุดใหม่ ต้องโปร่งใส เป็นธรรม

    บทความ

    จับตาการทำงาน กกพ.ชุดใหม่  ต้องโปร่งใส  เป็นธรรม

    การตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือ กกพ. เข้าทำนองสำนวนที่ว่า “เรียนผูก ต้องเรียนแก้” เพราะในที่สุด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2561  รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ก็ใช้อำนาจในบทบาทของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 14/2561 แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานชุดใหม่ทั้ง 7 คน ซึ่งมีผลทำให้ กกพ.ชุดเดิม ที่เหลืออยู่ 4 คน คือ นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธาน กกพ. และกรรมการอีก 3 คน คือ นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ และ นางปัจฉิมา ธนสันติ ต้องพ้นจากตำแหน่งไปทั้งหมด จากที่เมื่อปี 2560 นายไกรสีห์ กรรณสูต พ้นตำแหน่งไปก่อนแล้วเพราะอายุครบ70 ปี  ส่วน อีก 2 คนคือ นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ และนางดวงมณี โกมารทัต พ้นตำแหน่งจากการยื่นใบลาออก เพราะรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ส่งสัญญาณมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2561 ให้ กกพ. พิจารณาตัวเองในการอยู่ในตำแหน่ง แต่การลาออกเพิ่งจะมีผลเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา

    เหตุผลที่ต้องใช้คำสั่ง คสช. ตั้ง กกพ. ในครั้งนี้  ก็เหมือนเป็นการเรียนแก้ เพราะในคำสั่ง คสช. ที่ 95/2557  ซึ่งให้ กกพ.ชุดที่มาจากกระบวนการสรรหาตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 พ้นจากตำแหน่ง ไปเมื่อปี 2557 และตั้ง กกพ. 7คน มาแทนในคราวนั้น คสช. ไม่ได้เขียนระบุเอาไว้ถึงวาระการดำรงตำแหน่งและการออกจากตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้มีปัญหาในการปฏิบัติจนต้องส่งตีความข้อกฎหมาย ดังนั้น ในคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 14/2561 ที่ออกมาล่าสุด เกี่ยวกับการตั้ง กกพ. จึง เขียนกำหนดรายละเอียดของการอยู่ในตำแหน่งเอาไว้ 6 ปี และให้พ้นจากตำแหน่งโดยการจับสลาก 3 คน เมื่อครบ 3 ปี   เพื่อให้การทำงานของ กกพ. ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อกิจการพลังงานของประเทศ กลับมาสู่เงื่อนไขกระบวนการของ กฎหมายประกอบกิจการพลังงาน ตามที่เคยถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่เริ่มต้น

    เมื่อตรวจสอบรายชื่อของ กกพ. ที่ตั้งใหม่ ทั้ง 7 คน ในสายตาคนแวดวงพลังงานก็ถือว่ายอมรับได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานมาก่อน และมีองค์ประกอบของหน่วยงานที่คล้ายกันกับ กกพ. ชุดก่อนหน้านี้  อาทิ นายเสมอใจ  ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการ ก็เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และอดีตรองปลัดกระทรวงพลังงาน เทียบเคียงได้กับ นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล ที่เป็นอดีต ผอ.สนพ. และอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ส่วนนายสหัส  ประทักษ์นุกูล กรรมการ กกพ.ชุดใหม่ ก็เป็น อดีตรองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (เอ็กโก้ กรุ๊ป) เทียบเคียงได้กับนายไกรสีห์ กรรณสูต ที่เป็นอดีตผู้ว่าการ กฟผ. 

    นายพีระพงษ์  อัจฉริยชีวิน  ก็เป็นอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)    เทียบเคียงได้กับ นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ  ที่เป็นอดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ วางแผนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท.  รวมทั้ง  นายชาญวิทย์  อมตะมาทุชาติ ก็เป็นอดีตรองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ฯ เทียบเคียงได้กับ นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ 

    ส่วนกรรมการคนอื่นๆเช่น นางอรรชกา สีบุญเรือง เป็นอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  นายสุธรรม อยู่ในธรรม อาจารย์ด้านกฎหมาย และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ซึ่งคลุกคลีอยู่กับสายสิ่งแวดล้อม  ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ เช่นเดียวกัน

    ว่ากันว่ารายชื่อของ กกพ.ทั้ง 7 คน ที่ตั้งคราวนี้นั้น ถือว่าพลิกกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ ที่บอกว่า บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ส่งคนใกล้ชิดมานั่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ใน กกพ. แต่เอาเข้าจริง ก็เห็นมีเพียงบางรายชื่อเท่านั้น

    ถามว่างานสำคัญอะไรที่ กกพ.ทั้ง 7 คน จะเข้ามาดำเนินการในช่วง 6 ปีที่ดำรงตำแหน่ง เท่าที่ กกพ ชุดเดิมตั้งเป็นโจทย์ไว้ ก็ต้องบอกว่า ภาพรวมคือการปรับบทบาทการกำกับดูแลกิจการพลังงาน ให้สอดคล้องกับยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว หรือ Disruptive Technology  เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดความเป็นธรรมทั้งกับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เอกชนผู้ประกอบการด้านพลังงาน และประชาชนผู้ใช้พลังงาน

    โดยแนวโน้มในอนาคต เรื่องของการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ควบคู่ไปกับระบบแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage System ) กำลังจะเข้ามาที่จะเปลี่ยนพฤติกรรรมให้ประชาชนที่เคยซื้อไฟฟ้าใช้ กลายเป็นประชาชนที่เป็นทั้งผู้ซื้อไฟฟ้าและผู้ขายไฟฟ้า ในคนเดียวกัน หรือ Prosumer มากขึ้น  อีกทั้งแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ก็เชื่อว่าจะมาแรง หรือเรื่องเทคโนโลยี Block chain , Smart Grid และ Micro Grid เหล่านี้ ทาง กกพ. จะต้องเป็นผู้กำหนดอัตราค่าเช่าระบบสายส่ง (Wheeling Charge ) รวมทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้อง   

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคม ในขณะนี้ คือการ พิจารณากรณีการเข้าซื้อกิจการไฟฟ้ากลุ่ม GLOW  ของบริษัท GPSC ที่เป็นบริษัทลูกของ ปตท. ว่า เข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดผูกขาดกิจการไฟฟ้า หรือไม่  รวมทั้งการพิจารณาประเด็นการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก 25 ราย ที่ กกพ.ชุดเดิมเคยมีข้อเสนอเอาไว้ให้ต่ออายุกับทุกรายเป็นระยะเวลา 10 ปี ว่า กกพ.ชุดใหม่จะเห็นคล้อยตามชุดเดิม หรือจะขอเรื่องจากกระทรวงพลังงานกลับมาพิจารณาใหม่ รวมทั้งประเด็นเรื่องของการพิจารณาให้ใบอนุญาตค้าก๊าซ LNG  ที่จะสอดคล้องกับนโยบายการเปิดเสรีก๊าซในอนาคต

    ต้องบอกว่า กกพ. มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจพลังงานของประเทศ ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิที่มีมูลค่ามากกว่าล้านล้านบาทต่อปี ประชาชนจึงมีความคาดหวังว่า กกพ. ชุดใหม่จะทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ไม่มีใครรับใบสั่งมาจากใคร ให้มาทำภารกิจเฉพาะเรื่อง เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม จนส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้พลังงานต้องเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนอย่างไม่เป็นธรรม  

    ...ดังนั้นการทำหน้าที่ของ กกพ.ชุดนี้จึงถูกจับตาจากสังคม ว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีภาพของความโปร่งใสไม่น้อยไปกว่า กกพ. ชุดก่อนหน้านี้ ที่ทำได้ค่อนข้างดีแล้ว...

Date : 16 / 09 / 2018

  • Date : 16 / 09 / 2018
    เชิดชู"ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์"ปูชนียบุคคลแห่งวงการไฟฟ้าไทย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิดชู”ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” ปูชนียบุคคล แห่งวงการไฟฟ้าไทย

    เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จัดงาน “เชิดชูครูวิศวกร เมธีวิศวกรรม วันบุญรอด 13 กันยายน”  เพื่อรำลึกถึงคุณุปการ ที่ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ ได้สร้างไว้ให้กับวงการพลังงานของไทย  โดยมีการจัดนิทรรศการเชิดชูเกียรติและเสวนาทางวิชาการเรื่อง “รำลึกถึงศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด ครูวิศวกร เมธีวิศวกรรม “ หัวข้อเรื่อง ช้างงานชื่อบุญรอด /ชีวิตนี้อุทิศเพื่อจุฬาฯ /ผู้ริเริ่มพัฒนาคุณภาพไฟฟ้าของประเทศ /วิกฤตประปาทั่วประเทศและภูมิภาค/ผู้ให้แสงสว่างแก่อีสาน “ ซึ่งมีการเชิญบุคคลที่เคยรู้จักและร่วมงานกับ ศ.ดร.บุญรอด มาเล่าเรื่องคุณูปการที่ ศ.ดร.บุญรอดได้สร้างไว้ ในอดีตและเกิดเป็นประโยชน์ต่อวงการพลังงานไทยจนถึงปัจจุบัน นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เสก อักษรานุเคราะห์   นายสมควร  วัฒกีกุล อดีตรองผู้ว่าการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  นางชวนพิศ ธรรมศิริ อดีตผู้ว่าการการประปานครหลวง  รวมถึง การบรรยายทางวิชาการเรื่อง “อนาคตพลังงานไทย” โดย ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน   งานจัดขึ้น ที่ห้องประชุม 201 อาคารวิศวฯ100ปี  คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

    สำหรับ ประวัติโดยย่อของ ”ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ครูวิศวกร เมธีวิศวกรรม  นั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2458 ในครอบครัวยากจน  ที่ความเป็นอยู่ค่อนข้างอัตคัด  แต่ด้วยเป็นผู้ใฝ่เรียน  ขยันขันแข็ง  มีสติปัญญาเป็นเลิศ มาตั้งแต่วัยเยาว์  ทำให้ได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษา เรื่อยมา  จากโรงเรียนเทพศิรินทร์  และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมื่ออายุเพียง18ปี  และ ได้ทุนรัฐบาล  ไปเรียนต่อ จนสำเร็จเป็นมหาบัณฑิต ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จาก Massachusett  Institute of technology ( MIT) สหรัฐอเมริกา  เมื่ออายุ23ปี

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดวิกฤตในประเทศไทยด้วย ศ.ดร.บุญรอด ได้สมัครร่วมขบวนการเสรีไทย สายสหรัฐอเมริกา รุ่นที่1  ปฎิบัติงานสนามที่จีน  อินเดีย และศรีลังกา  ระหว่างปีพ.ศ. 2481-2488  ซึ่งผลจากการปฎิบัติงานครั้งนั้น มีส่วนช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการแพ้สงคราม   จากนั้นก็กลับมาเรียนต่อใช้เวลาอีก 3ปี ก็สำเร็จเป็น Doctor of Science สาขาไฟฟ้าพลังน้ำจากมหาวิทยาลัย Harvard  เมื่อพ.ศ.2491  

    หลังเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และได้ชื่อว่าเป็นด็อกเตอร์ที่หนุ่มที่สุดในยุคนั้น   นอกจากงานสอนแล้ว  ศ.ดร.บุญรอด ยังรับราชการด้านพลังงาน จนได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการการพลังงานแห่งชาติ ปลัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ  ผู้ว่าการการประปานครหลวง  ในงานด้านต่างประเทศนั้น  ศ.ดร.บุญรอด เป็นประธานองค์การพลังงานสากล  และรองประธานองค์การเขื่อนขนาดใหญ่ระหว่างชาติ

    ในด้านการเมือง ศ.ดร.บุญรอด เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย

    ตลอดช่วงเวลา 63ปีของงานราชการ จนเกษียณอายุ  ผลงานสำคัญของ ศ.ดร.บุญรอด ที่ถือเป็นคุณูปการต่อวงการพลังงานไทย คือการอำนวยการเปลี่ยนระบบแรงดันไฟฟ้า จาก 110 โวลต์ เป็น 220 โวลต์ เมื่อปีพ.ศ.2500 ที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น และช่วยลดภาระการลงทุนลงได้อย่างมากในระยะยาว

    นอกจากนี้ ศ.ดร.บุญรอด ยังเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ในการคิดค้นคว้าและหาทางผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนอีกหลายโครงการ รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ในภาคอีสาน อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์  จ.ขอนแก่น  เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร  เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี   เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ  ที่สร้างความเจริญและความสว่างไสว ให้กับพื้นที่ภาคอีสาน ในขณะที่  สปป.ลาว  ศ.ดร.บุญรอด ก็เป็นผู้ผลักดัน การพัฒนาเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง กับไทย เป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้น  ที่ทำให้เกิดความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและ สปป.ลาว มาจนถึงปัจจุบัน

Date : 10 / 09 / 2018

  • Date : 10 / 09 / 2018
    “เอราวัณ” โรงเรียนสร้างคนพลังงานกลางอ่าวไทย

    ก่อนหน้านี้ เราได้รู้จักศูนย์เศรษฐพัฒน์ โรงเรียนบนฝั่งที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้กับผู้ที่จะลงไปปฏิบัติงานกลางอ่าวไทย ของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แต่สำหรับผู้สำเร็จการอบรมจากศูนย์เศรษฐพัฒน์ การเรียนรู้โลกการทำงานออฟชอร์พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีความท้าทายและบททดสอบอีกมากมายรอพวกเขาอยู่ที่ ‘เอราวัณ’ โรงเรียนสอนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย

    คุยกับชาวเอราวัณรุ่นบุกเบิก

    การสำรวจและผลิตก๊าซฯ ในแหล่งเอราวัณในยุคแรกๆนั้น ไม่ง่ายเลย แต่คงจะไม่มีใครเข้าใจถึงความท้าทายนี้ได้ดีกว่าชาวเอราวัณรุ่นแรกอย่าง บุญล้อม เส็งสำราญ อดีตผู้จัดการแหล่งผลิตเอราวัณ ที่ได้ร่วมเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาตั้งแต่วันแรกของการผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ที่แหล่งนี้เมื่อ 36 ปีที่แล้ว และได้รับการยอมรับจากคนในแวดวงให้เป็นโรลโมเดลของช่างเทคนิคปิโตรเลียมไทย แม้ในปัจจุบันบุญล้อมเกษียณจากการทำงานแล้ว แต่ยังจดจำเรื่องราวการทำงานที่เอราวัณได้อย่างชัดเจน

    บุญล้อมถือเป็นชาวไทยชุดแรกหนึ่งใน 45 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมด้านปิโตรเลียมและเทคโนโลยี ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 โดยใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 1 ปี ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติงาน ณ แหล่งเอราวัณ ในปี 2524 โดยรับหน้าที่ในส่วนของกระบวนการผลิต ครอบคลุมตั้งแต่หัวหลุม หลุมผลิตกระทั่งนำก๊าซเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความสามารถ ความละเอียดรอบคอบในการควบคุมระบบการผลิตทั้งหมด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และควบคุมให้ก๊าซที่นำส่งจะต้องมีปริมาณและมาตรฐานตรงตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้รับซื้อก๊าซอีกด้วย

    อย่างไรก็ดีการจะนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีอันตรายและความเสี่ยงไม่น้อย กระบวนการต่างๆ ต้องใช้คนปฏิบัติเป็นหลักเพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นไม่พัฒนาเท่าตอนนี้

     

    “สมัยก่อน หากจะดูกระบวนการผลิตทั้งหมด เช่น การไหลของก๊าซ แรงดัน อุณหภูมิ วาล์วปิด/เปิดที่แท่นหลุมผลิตที่อยู่ไกลออกไป ก็จะต้องให้เรือมารับคนให้เรือแล่นไปขึ้นแท่นหลุมผลิตนั้นๆ ใช้คนไปเปิดหรือปิดหลุม ใช้คนปรับโช้คการไหล (flow) ของก๊าซฯ ในพื้นที่จริง ต่างจากในปัจจุบัน ที่กระบวนการผลิตควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด สามารถควบคุมได้จากแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) โดยไม่ต้องไปที่แท่นหลุมผลิต ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนลดความเสี่ยงของคนทำงาน”

    ที่เอราวัณ คนทำงานจะต้องอยู่ทำงานติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จึงจะได้ขึ้นฝั่งพัก 2-3 สัปดาห์ หมุนเวียนเป็นวงจร ในสมัยก่อน การติดต่อกับโลกภายนอกระหว่างปฏิบัติงานเป็นเรื่องยาก หากจะติดต่อส่งข่าวสารกัน ก็ต้องใช้ telex หรือ telegraph หรือวิทยุและโทรศัพท์บ้าง แต่ปัจจุบัน บุญล้อมเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า “จากในอดีตที่หัวหน้ามีสิทธิ์ใช้โทรศัพท์ได้คนเดียว ก็ค่อยๆ พัฒนา จนปัจจุบันเอราวัณมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ ตอนนี้พนักงานเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก ในทะเลกันหมดแล้ว ติดต่อกับคนที่บ้านและติดตามข่าวสารจากโลกภายนอกกันได้ง่ายๆ”

    อีกสิ่งหนึ่งที่บุญล้อมประทับใจคือเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของแหล่งเอราวัณ ที่เชฟรอนให้ความสำคัญสูงสุด มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และอบรมด้านความปลอดภัยแก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอ

    การทำงานในทะเล หากทุกคนหลับตานึกก็คงจะรู้สึกว่าอันตราย เวิ้งว้าง เสี่ยงกับลม ฝน พายุ แต่ถ้าคนที่ใจสู้ รู้จักและเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการแหล่งเอราวัณอย่างถ่องแท้แล้ว ก็จะไม่กลัว” บุญล้อมยืนยันอย่างผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อน

    ความภูมิใจของชาวเอราวัณ

    แหล่งเอราวัณ คือโรงเรียนที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย เป็นต้นแบบให้กับแหล่งอื่นๆ โดยเชฟรอนซึ่งเป็นผู้ดำเนินการของแหล่งนี้ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการทำงาน มาถ่ายทอดสู่บุคลากร สร้างคุณค่าให้คนไทยได้มีความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สามารถผลิตและส่งมอบก๊าซฯ มาเข้าสู่ระบบได้ตามสัญญา ทำให้ปัจจุบันคนทำงานบนแท่นในแหล่งเอราวัณ เป็นคนไทยทั้งหมด

    จากจุดเริ่มต้นในตำแหน่งช่างเทคนิคปิโตรเลียม บุญล้อมสั่งสมความรู้และประสบการณ์ในการทำงานจัดหาพลังงานในอ่าวไทยกับเชฟรอนกว่า 30 ปี ในหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ รวมถึงตำแหน่ง ‘ผู้จัดการแหล่งผลิตเอราวัณ’ สิ่งที่ทำให้บุญล้อมสามารถทำงานในอ่าวไทยภายใต้ความเสี่ยงและความกดดันรอบตัวเช่นนี้ได้กว่า 3 ทศวรรษ หาใช่เพียงค่าตอบแทนในรูปของตัวเงินและสวัสดิการต่างๆ แต่คือความภาคภูมิใจในองค์กร ซึ่งบุญล้อม ชี้ให้เห็นว่าเชฟรอนมี 3 สิ่ง ที่ทำให้เขาภาคภูมิใจและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย นั่นคือ “คุณภาพ คุณค่า คุณธรรม” 

    คุณภาพ คือการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีคุณภาพ มีความโปร่งใส มี Vision Mission และ Value ที่จะส่งต่อค่านิยมองค์กรสู่เป้าหมาย คุณค่า คือผลผลิตพลังงานที่จัดส่งให้ประเทศไทย ที่มีความสำคัญต่อชีวิต ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ เพราะแหล่งเอราวัณผลิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่เคยหยุดพัก และบริษัทยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี เข้ามาถ่ายทอดสู่บุคลากร สร้างคุณค่าให้คนไทยได้มีความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คุณธรรม คือบริษัทไม่เคยเอาเปรียบพนักงาน โดยใช้เงินลงทุนมหาศาลนำเข้าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยต่อการทำงานของพนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พนักงาน แต่ยังคลายความกังวลห่วงใยให้แก่ครอบครัวที่อยู่บนฝั่งด้วย

    อีกหนึ่งความภูมิใจของบุญล้อมคือ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ต่ออายุการทำงานถึงสองครั้ง และครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณได้รับหน้าที่ผู้จัดการศูนย์เศรษฐพัฒน์ เพื่อนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่มีค่า มาส่งต่อให้ช่างเทคนิคปิโตรเลียมรุ่นใหม่ เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพให้แก่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของไทยต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม หลังเป็นผู้จัดการศูนย์เศรษฐพัฒน์ได้ 2 ปี ถึงเวลาที่บุญล้อมต้องการพักผ่อน จึงได้เกษียณการทำงานไปเมื่อปี 2559 ในวัย 59 ปี

    “ที่ผ่านมาเราได้รับผลตอบแทนที่ดีจากบริษัท และเก็บสะสมมาพอเพียงแล้ว จึงขอพักผ่อนหลังทำงานหนักมากว่า 36 ปี” 

     

     

    ...แม้วันนี้ บุญล้อมจะเกษียณการทำงานบนแท่นกลางทะเลและการเป็นครูต้นแบบให้กับช่างเทคนิคปิโตรเลียม แต่คนบนแท่นอีกจำนวนมาก ก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป บุญล้อมเชื่อว่าด้วยวัฒนธรรมองค์กรและการมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าของเชฟรอนจะยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณให้มีความต่อเนื่อง ไม่เกิดการสะดุดหรือหยุดผลิต จนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป...

Date : 29 / 08 / 2018

  • Date : 29 / 08 / 2018
    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (7) : หลากชีวิตคนบนแท่น

    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (7) : หลากชีวิตคนบนแท่น 

    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC)  จึงขอนำชีวิตของชาวแท่นที่ทำงานกลางทะเล ซึ่งดูจะเป็นเรื่องไกลเกินจินตนาการของคนจำนวนไม่น้อยมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบว่าพนักงานที่ทำงานประจำอยู่บนแท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณกลางอ่าวไทย ที่มี บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ดำเนินการนั้น มีชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร และการทำงานบนแท่นเพื่อค้นหาพลังงานมาใช้พัฒนาประเทศ มีเสน่ห์และความท้าทายมากน้อยแค่ไหน

    เปิดใจพ่อบ้านเอราวัณ

    บุญเลิศ รวิโสภิตยิ่ง ผู้จัดการฐานผลิตเอราวัณ เล่าให้ฟังว่า หน้าที่หลักของเขาคือควบคุมการผลิตเพื่อให้แน่ใจว่าส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าได้ตามสัญญา ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็อยู่ในฐานะ “พ่อบ้าน” ที่ต้องดูแล   สารทุกข์สุขดิบของพนักงานกว่า 300 คนบนแท่น ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา เพราะต้องใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งที่นี่ โดยทำงาน 21 วันบนแท่น และจะได้พักขึ้นฝั่ง 21 วัน หมุนเวียนต่อเนื่องไป

    บริษัทดูแลทุกคนตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เริ่มตั้งแต่จัดอาหารเช้า ส่วนพนักงานที่ต้องไปทำงานยังแท่นหลุมผลิตที่อยู่ห่างออกไป บริษัทก็จะจัดเตรียมอาหารไว้ให้ ทำงานเสร็จก็กลับมากินอาหารเย็นที่แท่น มีคนทำความสะอาดที่พักและซักผ้าให้ เพื่อที่ในเวลาเลิกงานพนักงานจะมีเวลาพักผ่อนตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้อย่างเต็มที่ สามารถเตะฟุตบอล เข้ายิม ออกกำลังกาย มีห้องดูหนัง มีอินเทอร์เน็ตไว-ไฟ สามารถวิดีโอคอลหาครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ เจ็บป่วยก็มีคลินิกให้การรักษา ทั้งหมดก็เพื่อให้พนักงานผ่อนคลายและมีความสุข แม้จะอยู่กลางทะเลก็ตาม

    บุญเลิศเน้นว่าเรื่องความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของคนบนแท่น ซึ่งจะต้องให้แน่ใจว่า พนักงานทุกคนมาทำงานอย่างไร ก็ต้องกลับบ้านปลอดภัยเช่นนั้น

    สุขภาพและความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญ

    ยุวรินทร์ ทัดเทียม เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย ที่ผ่านการศึกษาระดับปริญญาโทในเรื่องความปลอดภัยเชิงกระบวนการ (Process Safety) สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานจากประเทศอังกฤษ และผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากศูนย์ฝึกอบรมเศรษฐพัฒน์ของเชฟรอน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยบนแท่นเอราวัณ บอกว่างานด้านความปลอดภัยมีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ หรือการสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้ นอกจากความปลอดภัยต่อตัวพนักงานแล้ว ยังรวมถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของเชฟรอนที่ใช้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วโลก

    เธอเผยต่อไปว่าความท้าทายของงานนี้คือการทำให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยให้เป็นนิสัย เพราะคนส่วนใหญ่มุ่งทำให้งานเสร็จ แต่อาจลืมคิดว่าปลอดภัยหรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยให้เกิดความเข้าใจ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาหากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ทำมาตลอดและได้ผลเป็นอย่างดี คือการส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย คอยช่วยกันสังเกตและเตือนกันเมื่อเห็นการทำงานที่อาจไม่ปลอดภัย ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เพราะที่แท่นเอราวัณนี้ ไม่มีอุบัติเหตุจนถึงขั้นหยุดงานมา 16 ปีแล้ว

     

    อีกเรื่องที่ต้องดูแลควบคู่กันไป คือ เรื่องสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งปิยยศ มนูญญา พยาบาลประจำฐานผลิตเอราวัณ กล่าวว่า แม้เอราวัณจะอยู่ห่างจากชายฝั่ง 160 กม. แต่คลินิกของเอราวัณ ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โรงพยาบาลกลางอ่าวไทย” ที่ให้บริการดูแลสุขภาพของพนักงานครบทั้ง 4 มิติ คือ การป้องกัน ส่งเสริม ฟื้นฟู รักษา ซึ่งหากพนักงานเกิดเจ็บป่วยก็มีทีมแพทย์ดูแลเบื้องต้น แต่ถ้าอาการหนักเกินกว่าที่จะรักษาได้ก็จะมีการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลบนฝั่ง

    อย่างไรก็ตาม บริษัทมุ่งเน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพที่ดี มากกว่าจะให้ไปถึงขั้นตอนฟื้นฟูและรักษา จึงมีโครงการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ เช่น โครงการวิ่งเพื่อสุขภาพ ONE GOT, Run for Health ที่ส่งเสริมให้พนักงานที่ปฏิบัติการในแต่ละแท่นนอกชายฝั่ง ออกกำลังกายโดยการวิ่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในยิมฯหรือบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ในระยะเวลา 31 วัน และบันทึกระยะทางที่ตนวิ่งได้ไว้ โดยมีแรงจูงใจคือการได้ช่วยเหลือสังคม เพราะบริษัทจะสมทบทุนให้กับการวิ่งของพนักงานกิโลเมตรละ 1 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อการกุศล เช่น ซื้อเครื่องฟอกไตให้โรงพยาบาล สนับสนุนโครงการโรคเอดส์ โรคมะเร็ง เป็นต้น โดยที่ผ่านมาโครงการนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงานทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่ง เรียกว่าได้ทั้งสุขภาพและกุศลไปพร้อมกันในครั้งเดียว

    ความภูมิใจของชาวเอราวัณ

    สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงาน ณ เอราวัณ แหล่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศแห่งนี้ไม่เพียงเป็นบ้านหลังที่สอง แต่ยังนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจจัดหาพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ บุญเลิศ พ่อบ้านเอราวัณ บอกว่า เมื่อเอ่ยถึงเอราวัณ ไม่มีใครในแวดวงไม่รู้จัก เพราะเป็นหนึ่งในหลักไมล์สำคัญของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมปิโตรเลียมของไทย “เอราวัณเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย และเป็นโรงเรียนของนักบุกเบิก คนที่มีโอกาสได้มาทำงานที่นี่จึงภาคภูมิใจมาก เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ นอกจากนั้น ผู้ที่ผ่านการทำงานที่เอราวัณแต่ละรุ่น ยังได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ทำงานในแหล่งอื่นๆ ทั่วอ่าวไทย หรือไปช่วยพัฒนางานในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้อุตสาหกรรมผลิตปิโตรเลียมของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาจนถึงวันนี้”

     

    สำหรับการทำงานที่นี่ ยุวรินทร์ ยอมรับและประทับใจในหลักการบริหารของเชฟรอน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ทั้งของผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม ที่ผู้บริหารยึดหลักการทำงานตามวิถีทางของเชฟรอน หรือ Chevron Way คือการทำตามแนวทางที่ถูกต้อง แม้จะเป็นแนวทางที่ยากหรือมีอุปสรรคก็ตาม แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ในขณะที่ ปิยยศ บอกว่า ในเรื่องของสุขภาพ มีความประทับใจที่ผู้บริหารให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะทำโครงการอะไรออกมา โดยสนับสนุนทั้งงบประมาณและการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น โครงการ ONE GOT, Run for Health ที่ผู้บริหารร่วมวิ่งด้วย และบริษัทร่วมบริจาคทุกๆ กิโลเมตรที่พนักงานวิ่งได้ เป็นต้น

    ...นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวเอราวัณ ที่อยู่เบื้องหลังความสว่างไสวจากไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของไทยมาตลอด 36 ปี...