บทความทั้งหมด

Date : 13 / 07 / 2018

  • Date : 13 / 07 / 2018
    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (2) : ประโยชน์จากการผลิตปิโตรเลียมได้เองในประเทศ

    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (2) : ประโยชน์จากการผลิตปิโตรเลียมได้เองในประเทศ

    ในภาพรวมเราเข้าใจแล้วว่า ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน แต่เป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ หรือมีปริมาณการนำเข้าพลังงานทั้งก๊าซ น้ำมันดิบ และไฟฟ้า เพราะผลิตได้ไม่เพียงต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการพึ่งพาพลังงานนำเข้านั้นส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดังนั้นเราจึงเห็นความพยายามของภาครัฐในการหาแหล่งพลังงานในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ไม่ว่าจะมาจากพลังงานหมุนเวียน หรือจากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ซึ่งไม่เพียงเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจอีกด้วย

    การได้มาเห็นแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ ทำให้ทีมข่าว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ได้รับทราบข้อมูลในเชิงประจักษ์ว่า การนำก๊าซธรรมชาติที่อยู่ใต้พื้นทะเลลึกลงไปเป็นระยะทาง 3-4 กิโลเมตร ขึ้นมาให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ผู้ดำเนินการที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน ประสบการณ์  ใช้นักธรณีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญในการแปลข้อมูลให้แม่นยำ และต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการขุดเจาะแต่ละหลุม เพื่อให้ค้นพบหลุมที่มีปิโตรเลียมปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ และวางแผนพัฒนาหลุมผลิตเพื่อนำก๊าซธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งยังต้องวางแผนสำรวจและผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนหลุมเดิมที่มีปริมาณลดน้อยลง เพื่อรักษาระดับการผลิตให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายที่ทำกับรัฐ

    ความสามารถในการรักษาระดับการผลิตเอาไว้ได้ตามสัญญาและมีความต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 36 ปีของแหล่งเอราวัณนี่เอง ที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศลงได้เป็นอันมาก

    นอกจากนั้นการผลิตปิโตรเลียมในประเทศยังช่วยส่งเสริมการเติบโตและพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม สัมปทานปิโตรเลียมช่วยให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บค่าภาคหลวง ที่จะนำไปจัดสรรเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นผ่านเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 50% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น  นอกจากนั้นการผลิตปิโตรเลียมยังช่วยให้เกิดการลงทุนและจ้างงานทั้งโดยตรงและในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สร้างรายได้ให้กับรัฐผ่านภาษีรูปแบบต่างๆ ตลอดจนช่วยให้เกิดกิจกรรมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศอีกด้วย

    ข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุถึงมูลค่าการขายปิโตรเลียมและค่าภาคหลวงของเดือนเมษายน 2561 หากดูเฉพาะแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณนั้น มีปริมาณการขายรายเดือนอยู่ที่ 3,956.68 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นค่าความร้อนอยู่ที่ 4,155,728 ล้านบีทียู  คิดเป็นมูลค่า 686.6 ล้านบาท และรัฐได้รับค่าภาคหลวง 85.82 ล้านบาท และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการดำเนินการในประเทศไทย เชฟรอนจ่ายค่าภาคหลวงไปแล้วกว่า 4.55 แสนล้านบาท และมีการใช้จ่ายเพื่อลงทุนและดำเนินการกว่า 1.38 ล้านล้านบาท (ข้อมูลถึงปี 2560)

    โดยสมมติว่าหากไม่มีการผลิตก๊าซจากแหล่งเอราวัณ  เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศมาทดแทนก๊าซในส่วนที่ผลิตได้ เป็นการเพิ่มการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ นอกจากนั้นรัฐก็จะสูญเสียรายได้จากการค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจากการผลิตปิโตรเลียมในประเทศไปทันที

    ส่วนประเด็นความเห็นจากบางกลุ่มใน Social Media ที่บอกว่าถ้าปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศจะต้องขายโดยอิงตามราคาตลาดโลก เราก็ไม่จำเป็นต้องไปผลิตให้เสียเวลา สู้ซื้อจากต่างประเทศมาเลยไม่ได้  เพราะอย่างไรเสียประชาชนก็ต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดโลกอยู่แล้วนั้น คุณไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด อธิบายว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน  เพราะถ้าเราเอาเงินไปนำเข้าพลังงานเข้ามาเลยในราคาตลาดโลก สมมติว่าเป็นเงิน 100 บาทที่จ่ายไป ก็คือจ่ายไป100 บาท ทั้งหมดในทีเดียว รัฐไม่ได้อะไร แต่ถ้าผลิตได้ในประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นราคาตลาดโลก เงินที่จ่ายไป รัฐจะได้คืนกลับมา 70% ในรูปของค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และโบนัสพิเศษอื่นๆ เพื่อเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ เท่ากับว่าเราควักเองแค่ 30% ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อได้  จึงเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกัน และปิโตรเลียมที่เรามีอยู่ ถ้าไม่นำขึ้นมาใช้ตอนนี้ จะนำขึ้นมาใช้ตอนไหน  

    ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

     

    ประเด็นที่น่าคิดต่อ ก็คือเมื่อเราเข้าใจและยอมรับว่าการผลิตปิโตรเลียมในประเทศนั้นส่งผลดีต่อประเทศ มากกว่าการที่ต้องไปนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศ แต่เราก็รู้ว่าแหล่งเอราวัณนั้นผลิตปิโตรเลียมต่อเนื่องมาตลอด 36 ปีแล้ว ปริมาณสำรองที่มีเหลืออยู่ก็คงร่อยหรอลง นำขึ้นมาใช้ได้ยากขึ้น การจะหาผู้มารับผิดชอบการผลิตหลังจากที่แหล่งปิโตรเลียมแห่งนี้สิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565 ภายใต้ระบบใหม่ คือระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงความต่อเนื่องในการผลิตเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

    ซึ่งในตอนต่อไป ทีมศูนย์ข่าวพลังงาน ตอนที่ 3 จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับแหล่งเอราวัณ ให้ดียิ่งขึ้น

     

    (โปรดติดตามตอนต่อไป)

Date : 10 / 07 / 2018

  • Date : 10 / 07 / 2018
    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (1) : ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

    ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (1) : ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

    เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ได้มีโอกาสลงพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงของผู้ดำเนินการในแหล่งเอราวัณ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด คือ คุณไพโรจน์    กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ทำให้ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจในภาพรวมของการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ที่เราอยากจะมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านของ ENC ทราบกัน

    ไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมน้อย

    ถึงแม้ว่า "เอราวัณ" จะเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 36 ปีจนทำให้ใครหลายคนคิดไปว่าไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วของไทยเมื่อเทียบกับปริมาณสำรองของทั้งโลกนั้นถือว่าน้อยมาก จากข้อมูลในรายงาน BP Statistical Review of World Energy Outlook 2015 ไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.13% และ 0.03% ของปริมาณสำรองทั่วโลก ตามลำดับ

    นอกจากนั้น ข้อมูลจากบริษัทชั้นนำอย่าง Wood Mackenzie ที่ทางผู้บริหารเชฟรอนนำมาแสดง ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยมีจำกัด และน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย เวียดนาม บรูไน เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย ทั้งยังมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ นอกจากนั้น ทรัพยากรปิโตรเลียมของไทย ยังถูกนำขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในสัดส่วนที่สูงเกือบ 60% ของปริมาณสำรองที่มีอยู่ (ดูกราฟ - แท่งสีส้ม) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของหลายประเทศในอาเซียน ทั้งมาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยมีเพียงบรูไนและอินโดนีเซียเท่านั้น ที่มีสัดส่วนการนำมาใช้ สูงกว่าไทย

     

    และหากดูตามกราฟ แม้ไทยจะมีปริมาณปิโตรเลียมที่ยังเหลือให้นำมาผลิตเชิงพาณิชย์ในสัดส่วนที่สูงกว่าเกือบทุกประเทศ (ยกเว้นเมียนมาร์) แต่เมื่อมองดูปริมาณสำรองในส่วนพื้นที่สัมปทานที่ยังไม่ได้มีการสำรวจว่าจะมีปิโตรเลียมคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะสามารถยืดอายุของปริมาณสำรองออกไปได้อีก ก็พบว่าไทยเหลือสัดส่วนตรงนี้ไม่ถึง 10% (กราฟแท่งสีเขียวอ่อน) น้อยกว่าทุกประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาเลเซีย  เมียนมาร์ ที่ยังเหลือสัดส่วนอยู่มากกว่า 20%

    ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเร่งผลักดันนโยบายการเปิดเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ หลังจากทิ้งช่วงระยะเวลามานานกว่า 10 ปี โดยครั้งล่าสุดที่เปิดเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเกิดขึ้นในปี2550 ทั้งนี้ เพื่อเสาะหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ นอกเหนือจากพื้นที่สัมปทานที่มีอยู่เดิม มาเติมปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้มากขึ้นจากปริมาณสำรองเดิมที่เหลืออยู่ 

    ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้า

    ปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศนั้นไม่เพียงพอกับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานทั้งก๊าซและน้ำมันดิบจากต่างประเทศเข้ามาเติมในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลจาก สนพ. ระบุว่า  ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทย ที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 4,864 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันนั้น เป็นส่วนที่ผลิตได้เองประมาณ 3,521 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็น 72% ของความต้องการ โดยจำนวนประมาณ 1,280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นั้นมาจากแหล่งก๊าซเอราวัณในอ่าวไทย  ส่วนก๊าซนำเข้าทั้งจากเมียนมาร์และ LNG นั้น คิดเป็นปริมาณ 1,343 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือมีสัดส่วนประมาณ 28%  สำหรับน้ำมันดิบนั้น ไทยมีความต้องการใช้เฉลี่ย 1.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน เราผลิตได้เองในประเทศเพียง 1.26 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือ 12% และต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศอีก 8.85 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือ 88 % แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

    ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงเป็นคำตอบไปในตัวว่าไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน เหมือนซาอุดิอาระเบีย และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันขนาดใหญ่  อย่างที่มีคนพูดๆและแชร์กันอยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย แต่ในทางกลับกันเราต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ (ผ่านทางท่อส่งก๊าซ) การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และถ่านหินจากต่างประเทศ รวมทั้งนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป. ลาว เป็นต้น

    จึงเป็นข้อสรุปว่า ทำไมรัฐจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และการกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน ที่ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้มากที่สุด ทั้งในส่วนของราคาก๊าซและราคาน้ำมัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องสร้างความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียมในแหล่งผลิตปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแหล่งเอราวัณและบงกช ก็เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไม่สะดุดหรือหยุดชะงัก จนอาจทำให้ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในประเทศได้

     

    (โปรดติดตามตอนต่อไป)

Date : 02 / 07 / 2018

  • Date : 02 / 07 / 2018
    5องค์กรพลังงานประสานแรง สนับสนุนภารกิจช่วย13ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี

    5องค์กรพลังงาน ประสานแรงส่งทีมและอุปกรณ์ สนับสนุนภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี เพื่อให้ออกมาจากถ้ำหลวง อ.แม่สาย จ.เชียงราย อย่างปลอดภัย

    แม้จะผ่านมาแล้ว 9 วันกับปฏิบัติการค้นหา ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย ทั้ง 13 คน ซึ่งยังติดอยู่ในถ้ำขุนน้ำนางนอน (ถ้ำหลวง) อ.แม่สาย จ.เชียงราย แต่องค์กรด้านพลังงาน ก็ยังคงประสานแรง ส่งทีมและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อภารกิจ เพื่อสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ จนกว่าจะบรรลุผล ในการช่วยชีวิตทั้ง13คน ให้ออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย  โดยองค์กรด้านพลังงานที่เข้ามาให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้แก่

    1.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

    กฟผ.ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสูบน้ำและไฟฟ้า จากแม่เมาะ จ.ลำปาง เข้าช่วยส่งเสริมระบบไฟฟ้าในถ้ำ ,รวมทั้งทีมผู้ปฏิบัติงานพร้อมอุปกรณ์ Borescope หรือกล้องส่องภายในพื้นที่แคบ,ทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญด้านการเจาะระเบิด

    รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์สำคัญสำหรับระบบไฟฟ้า ได้แก่ เครื่องปั่นไฟขนาด 5 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องสกัดคอนกรีต (สกัดไฟฟ้า) ขนาด 1,510 วัตต์ จำนวน 2 เครื่อง และขนาด 900 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง ,สายไฟชนิดกันน้ำ VCT 3 x 2.5 ตารางมิลลิเมตร พร้อมปลั๊กพ่วง ความยาว 500 เมตร และเชือกมะนิลา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร ความยาว 200 เมตร,ส่งสาย Power main กันน้ำขนาด 4 x 50 ตารางมิลลิเมตร ความยาว 1,250 เมตร พร้อมอุปกรณ์ต่อสายไฟฟ้าครบชุด เพื่อไปใช้เป็นสายไฟหลักเสริมการจ่ายไฟที่จะใช้กับเครื่องสูบน้ำ

    ล่าสุดนักประดาน้ำจาก กฟผ. เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ รวม 6 คน พร้อมด้วยถังอากาศ จำนวน 20 ถัง เรกกูเรเตอร์ 10 ชุด อุปกรณ์ควบคุมความดันและเครื่องอัดอากาศ เดินทางถึงถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย แล้ว รวมทั้งยังมีทีมผู้ปฏิบัติงานจากฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า พร้อมอุปกรณ์ Borescope จำนวน 2 เครื่อง ร่วมสมทบเพิ่มเติม เพื่อร่วมปฏิบัติการค้นหา นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนหลอด Smart LED จำนวน 857 หลอด ให้กับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ จ.เชียงราย เพื่อให้แสงสว่างภายในถ้ำ

    2.บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)  ได้ให้การสนับสนุนน้ำมันดีเซลสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานเครื่องสูบน้ำพญานาค ซึ่งได้สนับสนุนไปแล้วกว่า 8,000 ลิตร และยืนยันจะให้การสนับสนุนต่อไปจนกว่าภารกิจจะลุล่วง พร้อมกันนี้ได้มอบถังก๊าซหุงต้ม( LPG )ขนาด 15 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์ 5 ถังต่อวัน ให้กับโรงอาหารพระราชทาน รวมทั้งส่งทีมวิศวกรจาก PTT และ PTTNGD รวม 7 คน นำท่อ HDPE 4 นิ้ว ความยาว 1,500 เมตร พร้อมท่อเล็กที่สามารถเข้าที่คดเคี้ยวได้ ใช้เชื่อม ประยุกต์ต่อเข้ากับเครื่องสูบน้ำออกจากถ้ำและยังคงติดตามสถานการณ์พร้อมให้ความร่วมมือจนกว่าจะช่วยเหลือได้สำเร็จลุล่วง

    3.บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ให้การสนับสนุน ชุดช่วยเหลือและค้นหาฯ (NAVY SEAL) ได้แก่  1. ท่อน้ำแบบดัดงอได้ ความยาว 2,000 เมตร 2. ถังอากาศเดี่ยวสำหรับดำน้ำ ประมาณ 200 ถัง 3. สายปรับกำลังดัน (Regulator) ประมาณ 20 เส้น 4. ไฟฉาย touch tornado led 1000 lumen 50 ตัว 5. แพคหลัง ประมาณ 64 ตัว 6. ชูชีพดำน้ำ (BCD) จำนวน 50 ตัว อุปกรณ์ทั้งหมดไปถึงถ้ำหลวงฯ แล้ว

    4.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.นำอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ประเภท Multipurpose Plant Inspection Octocopter (MPIO) บินขึ้นสำรวจยอดเขาเพื่อทำแผนที่ทางอากาศ และใช้กล้องเทอร์มอลแสกนอุณหภูมิพื้นผิวภายนอก เพื่อหาอุณหภูมิที่แตกต่าง ซึ่งจะชี้นำว่าอาจจะเป็นช่องที่เชื่อมต่อกับโถงภายในถ้ำ นอกจากนี้ ทีมงานบางส่วน ได้เข้าสนับสนุนงานติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำ รวมถึงระบบท่อส่งและดูดน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากภายในถ้ำ สำหรับหุ่นยนต์อีก 3 ชนิดที่นำไปด้วย ซึ่งได้แก่ ยานยนต์ใต้น้ำควบคุมระยะไกลขนาดเล็ก (Mini Remotely Operated Underwater Vehicle : Mini-ROV) หุ่นยนต์ตรวจสอบภายในท่อ (In-pipe Inspection Robot : IPIR) และหุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติไร้สาย (Autonomous Underwater Vehicles : AUV) นั้น ยังคงพร้อมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยจะพิจารณาร่วมกับศูนย์ประสานกู้ภัยฯ เพื่อเลือกใช้ตามสถานการณ์ และสภาพพื้นที่หน้างานต่อไป

     5.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ได้ส่งทีมงานเข้าไปให้การสนับสนุนระบบไฟฟ้าภายในถ้ำ แบ่งเป็นระบบไฟฟ้าวงจรที่ 1 ความยาวของระบบไฟฟ้า จำนวน 100 เมตร จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำ ขนาด 3 แรงม้าจำนวน 1 เครื่องและ 1 แรงม้าจำนวน 2 เครื่อง ,วงจรที่ 2ความยาวของระบบไฟฟ้าจำนวน 200 เมตร จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเครื่องสูบน้ำขนาด 8 แรงม้าจำนวน 2 เครื่อง,วงจรที่ 3 ความยาวของระบบไฟฟ้าจำนวน 1,500 เมตร จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำขนาด 1 แรงม้าจำนวน 6 เครื่อง ความสามารถในการสูบน้ำอยู่ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที

    การสนับสนุน ภารกิจดังกล่าว เพื่อหวังบรรลุเป้าหมาย ให้ทีมหมูป่าอะคาเดมี ทั้ง13 คน ออกจากถ้ำเขาหลวง ได้อย่างปลอดภัยในที่สุด

Date : 29 / 06 / 2018

  • Date : 29 / 06 / 2018
    สนพ.เสริมความรู้เรื่องพลังงานสู่ชั้นเรียน

    สนพ.เสริมความรู้เรื่องพลังงานสู่ชั้นเรียน 

    เป็นที่รู้กันว่า เรื่องของพื้นฐานความเข้าใจด้านพลังงานนั้นมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับเยาวชน เป็นอย่างมาก เพราะหากไม่มีกระบวนการที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตั้งแต่ในห้องเรียน ก็เหมือนเยาวชนไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี  ไปฟังใครเขาเล่าเรื่องพลังงานแบบบิดเบือน หรือเล่าไม่หมด มีความจริงครึ่งเดียว ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปทั้งหมดได้  การวางแผนนโยบายด้านพลังงานในท่ามกลางการต่อต้าน คัดค้าน จะไม่เป็นผลดีต่อประโยชน์โดยรวมของประเทศ 

    โครงการหนึ่งที่น่าจะช่วยลดปัญหาความเข้าใจไม่ถูกต้องเรื่องของพลังงาน คือ “โครงการพัฒนาสื่อดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ด้านพลังงานเพื่อบูรณาการในการเรียนการสอนระดับประถมและมัธยมศึกษา” ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เล็งเห็นว่า เยาวชน น่าจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของพลังงาน ตั้งแต่ในห้องเรียน ทั้งในด้านการจัดการพลังงาน การผลิต การใช้ประโยชน์จากพลังงาน ตลอดจนการศึกษาด้านพลังงาน จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าว โดยนำสื่อการเรียนการสอนเดิมที่ สนพ.เคยจัดทำมาแล้ว มาจัดทำเป็นคลิปวิดิโอที่มีความเข้าใจง่าย เหมาะสมกับนักเรียนทุกช่วงชั้น เพื่อให้ครูใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีความเข้าใจด้านพลังงานที่ถูกต้องมากขึ้น  

    โดยเนื้อหาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 นั้น  จะเป็นเรื่องของแหล่งพลังงานใกล้ๆตัว ที่เด็กนักเรียนสามารถสังเกตได้ เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์  ชีวมวล  การเรียนรู้วิธีประหยัดพลังงานแบบง่ายๆ  หรือความปลอดภัยในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ขยับขึ้นมาเป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จะเป็นเรื่องของประเภทของน้ำมัน การช่วยลดพีคไฟฟ้าง่ายๆด้วยวิธี 4 ป.  การรู้จักแหล่งผลิตพลังงานประเภทต่างๆ และการประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1-3 จะเป็นเรื่องพลังงานจากชีวมวล  เรื่องไบโอดีเซล และประเภทของหลอดไฟแบบไหนประหยัดกว่ากัน โตขึ้นมาเป็นชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4-6  จะเน้นเรื่องพลังงานเรื่องใกล้ตัว และเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด 

    การเสริมความรู้เรื่องพลังงานในห้องเรียน โดยใช้สื่อดิจิทัล จะทำให้เด็กและเยาวชน ซึมซับความรู้ได้อีกทาง นอกเหนือจากการอ่านจากตำราหรือแบบเรียน  ซึ่งหากครูผู้สอนมีสื่อทางเลือกที่หลากหลาย อีกทั้งสามารถสร้างความสนุกและสร้างความรู้ควบคู่กันไปด้วย จะเป็นการสร้างภูมิความรู้ด้านพลังงาน ที่จะนำไปวิเคราะห์แยกแยะ และบอกกับคนอื่นๆ ได้ว่าเรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริง และเรื่องไหนเป็นเรื่องที่มีการบิดเบือนข้อมูล ทำให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม