บทความทั้งหมด

Date : 17 / 05 / 2018

  • Date : 17 / 05 / 2018
    บางเสียงสะท้อนของผู้บริโภค เมื่อไม่รู้ข่าวการปรับราคาน้ำมันล่วงหน้า

    บางเสียงสะท้อนผู้บริโภค ต่อ นโยบายภาครัฐขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่ให้มีการแจ้งปรับราคาน้ำมันล่วงหน้า

    ต้องบอกว่านโยบายของกระทรวงพลังงานที่ขอความร่วมมือบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ไม่ให้มีการแจ้งการปรับราคาน้ำมันล่วงหน้าผ่านช่องทางสื่อ เหมือนที่เคยมีแจ้งมาตลอดทุกครั้งที่มีการปรับราคาขึ้นหรือลงก่อนหน้านี้ นั้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันในวงกว้าง 

    ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ก็ยังยืนยันถึงเหตุผลที่ภาครัฐต้องดำเนินการขอความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันในเรื่องนี้ต่อไปเพราะเชื่อว่าการไม่แจ้งราคาน้ำมันล่วงหน้า จะทำให้ผู้ค้าน้ำมันมีการแข่งขันราคากันโดยปรับราคาขึ้นลงตามต้นทุนที่แท้จริงของตัวเองซึ่งในระยะยาวประชาชนผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามเสียงสะท้อนของผู้บริโภคส่วนหนึ่งไม่ได้เชื่อตามเช่นนั้น

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) ได้สอบถามความคิดเห็นผู้บริโภค ต่อนโยบายดังกล่าว หลังจากที่ภาครัฐโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้ประชุมหารือกับบริษัทผู้ค้าน้ำมันทั้ง12ราย เมื่อวันที่4 พ.ค.2561ที่ผ่านมา และขอความร่วมมือบริษัทผู้ค้าน้ำมันไม่ให้มีการแจ้งปรับราคาน้ำมันล่วงหน้า ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ค้าน้ำมันด้วยดี  ในการไม่ได้แจ้งข่าวการปรับราคาน้ำมันล่วงหน้ามาแล้ว 3ครั้ง โดยเป็นการปรับลดราคา1ครั้งเมื่อวันที่ 8.. และการปรับขึ้นราคา2ครั้ง ในวันที่ 11..และวันที่ 17. 

    และนี่คือบางเสียงสะท้อนของผู้บริโภค

    ผศ.ดร.รัก ชุณหกาญจน์ อาจารย์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นในฐานะผู้บริโภค ที่มีค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันประมาณเดือนละ 4,000-5,000บาท ว่าที่ผ่านมาเมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันก็จะรีบไปเติมน้ำมันล่วงหน้าก่อน. โดยกรณีที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น 3 ครั้งติด ก็จะต้องปรับพฤติกรรมการใช้ โดยอาจจะงดการเดินทางที่ไม่จำเป็น เช่นการขับรถออกไปเที่ยวต่างจังหวัด

    อาจารย์รัก บอกว่า การที่รัฐไม่ให้ผู้ค้าแจ้งการปรับราคาล่วงหน้า เหมือนเป็นการริดรอนสิทธิของผู้บริโภค เพราะการที่ผู้บริโภคได้ราคาล่วงหน้า ทำให้เกิดการวางแผน การใช้พลังงาน

    การแจ้งล่วงหน้าไม่ได้ทำให้เกิดข้อเสียหายที่คนจะรีบไปเติมน้ำมันเอาไว้ก่อน เพราะอย่างมากก็ได้แค่เต็มถัง ครั้งต่อไปก็ต้องใช้ราคาใหม่อยู่ดี. แต่การไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะมีการปรับราคาน้ำมัน แล้วไปเติมน้ำมันเต็มถัง ในจังหวะที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นติดต่อกัน ก็รู้สึกเหมือนว่าปั๊มโกงหัวจ่ายหรือเปล่า เพราะต้องจ่ายเงินมากขึ้นกว่าเดิม ใครจะไปจำได้ว่าคราวที่แล้วเติมน้ำมันไปลิตรละเท่าใหร่ “ อาจารย์รัก กล่าว

    นาย จักรี พงศกรพุฒิกุล เจ้าของกิจการรถบรรทุกและเครื่องจักรการเกษตร กล่าวว่า ปกติจะเติมน้ำมันสำหรับรถบรรทุก 3-4 คันและเครื่องจักรการเกษตรเฉลี่ย 180,000 บาทต่อเดือน ซึ่งที่ผ่านมาถ้ามีการประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าก็อาจจะเติมก่อน แต่ทั้งนี้ขึ้นกับความสะดวกด้วย เพราะหากรถจำเป็นต้องใช้งานอยู่ก็ยังไม่ได้เติม แต่กรณีนี้ไม่ซีเรียสมากนัก เพราะจะคิดเป็นต้นทุนรวมให้ลูกค้าจ่ายอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตามก็ไม่เห็นด้วยที่ภาครัฐจะห้ามไม่ให้ประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้า เพราะเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค พนักงานของบริษัทที่มีรถส่วนตัวจะรีบไปเติมน้ำมันเมื่อมีการประกาศล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้น้ำมันจะขึ้นราคา ถ้าไม่ประกาศก็จะไม่ทราบ

    นาย เพ็งเพา สุพัฒน์ ข้าราชการ กล่าวว่า ตัวเขามีค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมันประมาณ 3,500-4,000บาทต่อเดือน โดยหากรู้ข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันล่วงหน้า จะไปเติมเมื่อน้ำมันเหลือราว80-90%ของถัง เนื่องจากมีปั๊มน้ำมันอยู่ใกล้รัศมีไม่เกิน1กม.จากที่พักคุ้มค่าที่จะไป เพราะช่วยลดค่าใช้จ่าย สามารถนำเงินส่วนต่างก่อนขึ้นราคาไปใช้ซื้อของอื่นๆได้ เช่น ไปซื้อข้าวราดแกงได้1จาน โดยมองว่าการที่รัฐขอความร่วมมือผู้ค้าไม่ให้แจ้งข่าวการปรับราคาล่วงหน้านั้น เป็นเพราะภาครัฐยังขาดข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ได้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะการที่ประชาชนไม่ได้รู้ราคาน้ำมันล่วงหน้าจากที่เคยได้รู้ก่อนหน้านี้ ไม่แจ้งราคาปรับล่วงหน้า ก็เหมือนประชาชนถูกปิดตา ต้องเดินคลำทางเอง จึงเป็นการเสียเปรียบ ในขณะที่ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือเจ้าของปั๊มหรือบริษัทน้ำมัน ที่เป็นคนรู้ล่วงหน้าว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นจะได้ประโยชน์

    " ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขอความร่วมมือผู้ค้าในการไม่แจ้งปรับราคาน้ำมันล่วงหน้ากับประชาชนของกระทรวงพลังงาน เพราะถึงแม้บริษัทผู้ค้าจะให้ความร่วมมือโดยไม่แจ้งราคาล่วงหน้า ตามที่รัฐต้องการแล้ว แต่การปรับราคาที่ผ่านมาทุกปั๊มก็ยังปรับขึ้นหรือลงราคาเท่าๆกัน ไม่มีปั๊มไหนแข่งขันกันลดราคาแบบถล่มทลาย อย่างที่รัฐต้องการจะเห็น "

    นางสาว มารยาท จำปาทุม พนักงานบริษัทเอกชน สะท้อนถึงมุมมองว่า ปกติต้องจ่ายเงินเติมน้ำมันเดือนละ3,000-4,000บาท ซึ่งถ้าได้รู้ก่อนว่าน้ำมันจะขึ้นราคา ก็จะไปเติมเอาไว้ก่อน แต่ก็ไม่ซีเรียสอะไร เพราะถ้าน้ำมันขึ้นลิตรละ1บาท เติมเต็มถัง ก็ประหยัดได้แค่ 40 บาท ครั้งต่อไปก็ต้องเติมในราคาใหม่ที่ปรับขึ้นอยู่ดี ส่วนที่รัฐไม่ให้บริษัทน้ำมันแจ้งการปรับราคาล่วงหน้าก็ไม่ถึงกับไม่เห็นด้วย แต่แอบสงสัยว่ามีเหตุผลอะไรถึงไม่ให้ประชาชนรู้ตัวก่อน เพราะปกติเวลาประกาศก็ประกาศก่อนไม่ถึง 24 ชั่วโมง

    นาย โชติพงษ์ วงศ์พนารักษ์ หนึ่งในผู้บริโภค กล่าวว่า ปกติมีค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเดือนละ 2000-3000 บาท จึงไม่ตื่นเต้นกับเรื่องการปรับราคา เพราะจะปรับขึ้นหรือลงอย่างไร ก็จะใช้น้ำมันไม่เกินงบที่ตั้งไว้ในแต่ละเดือน

    อย่างไรก็ตามก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐที่ไปห้ามไม่ให้มีการแจ้งการปรับราคาน้ำมันล่วงหน้า เพราะการที่ประชาชนได้รู้เรื่องอะไรก่อนย่อมเป็นผลดีที่จะได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือ เพราะการที่เกิดอะไรขึ้นแล้วมาบอกกันทีหลังนั้นถือเป็นการปิดหูปิดตาประชาชน เหมือนกรณีน้ำไม่ไหลก็ต้องแจ้ง จะได้รองน้ำเผื่อไว้กินไว้อาบ เป็นต้น

    นาย คมสัน ป้อมพันธุ์ หนึ่งในผู้บริโภค กล่าวว่า ปกติมีค่าใช้จ่ายเรื่องการเติมน้ำมัน 1,200 บาทต่อเดือน แต่ถ้ารู้ข่าวก่อนว่าจะมีการปรับขึ้นล่วงหน้า ก็จะรีบไปเติม จึงไม่เห็นด้วยที่รัฐไม่ให้มีการแจ้งราคาแบบเมื่อก่อน และยังไม่เห็นว่ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปห้าม อย่างน้อยๆก็ คืนความสุขให้ประชาชนแบบที่ประชาชนได้จริงๆ บ้าง

    นาย ธนาพร เสถียรพงษ์ หนึ่งในผู้บริโภค กล่าวสั้นๆว่า ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันอยู่ที่ประมาณเดือนละ 4000บาท ดังนั้นถ้ารู้ข่าวก่อนว่าจะมีการปรับขึ้นราคาก็จะต้องไปเติม เพราะอย่างน้อยก็ช่วยประหยัดไปได้หนึ่งครั้ง จึงไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐที่ไม่อยากจะให้ประชาชนได้ไปเติมน้ำมันล่วงหน้าก่อนที่ราคาจะปรับขึ้น

    นางสาว นิภาพร บุญล้อม หนึ่งในผู้บริโภค กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันตกเดือนละประมาณ2,500 - 2,800 บาท ซึ่งถ้ารู้ล่วงหน้าว่าน้ำมันจะปรับขึ้นราคา ก็ไม่ได้ ไปเติมเอาไว้ก่อน เพราะคิดว่าส่วนต่างในการเติมระหว่างราคาปกติ ราคาปรับขึ้น ราคาปรับลง แต่ละครั้งนั้นไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยการเติมน้ำมันจะเติมก็ต่อเมื่อน้ำมันเหลือน้อยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปรีบเติมทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นราคาในขณะที่น้ำมันในถังยังคงเหลือในปริมาณเยอะ เพราะไม่คุ้มค่า

    อย่างไรก็ตาม นิภาพร ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐขอความร่วมมือผู้ค้าไม่ให้มีการแจ้งการปรับราคาล่วงหน้า เพราะการแจ้งราคาขายให้ผู้บริโภคทราบ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และช่วยให้ผู้บริโภคทราบถึงแนวโน้มหรือความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและแนวโน้มเศรษฐกิจ

    ปิดท้ายด้วยความเห็นของ นาย จิรศักดิ์ ชื่นณรงค์ ช่างภาพ ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันเดือนละประมาณ4,000-5,000บาท ซึ่งเขาบอกว่า ถ้ารู้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีการปรับราคา น้ำมันลดหรือขึ้นราคาลงเพียงนิดหน่อย ก็ไม่มีผลที่จะต้องรีบไปเติมหากรถยังมีน้ำมันเหลืออยู่มาก ยกเว้นกรณีที่น้ำมันในถังเหลือน้อยจึงจะแวะไปเติม เพราะปั้มน้ำมันอยู่แค่ปากซอยหน้าบ้าน

    จิรศักดิ์ แสดงความเห็นต่อกรณีที่รัฐขอความร่วมมือผู้ค้าไม่ให้มีการแจ้งข่าวการปรับราคาล่วงหน้าว่า รัฐต้องประชาสัมพันธ์ชี้แจงกับประชาชน ให้เข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร โดยตัวเขายังเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวรัฐทำไปเพื่อไม่ต้องการที่จะให้คนใช้รถยนต์ เพราะเห็นว่าปริมาณรถเยอะเกินไป จนทำให้รถติด สิ้นเปลืองพลังงาน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐก็ควรจะต้องมีระบบขนส่งมวลชน ที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขับรถยนต์ไปเอง คนถึงจะหันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนเช่นเดียวกับที่ต่างประเทศ

     

Date : 10 / 05 / 2018

  • Date : 10 / 05 / 2018
    เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าจากฝีมือคน กฟผ. กวาดรางวัลเวทีโลก
    เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าจากฝีมือคน กฟผ. กวาดรางวัลเวทีโลก
     
    งาน EGAT INNOVATION SHOWCASE 2018 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11พ.ค. 2561 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อสนองตอบนโยบาย Energy 4.0 และไทยแลนด์  4.0 ของรัฐบาล ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช  สำนักงานกลาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อ.บางกรวย จ.นนทบุรี นั้น ได้รับความสนใจจากพนักงาน กฟผ.และสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยมีงานวิจัยหลายชิ้น ซึ่งมาจากการประดิษฐ์คิดค้นของคน กฟผ.ที่ไปกวาดรางวัลใหญ่ในเวทีนานาชาติ เป็นที่น่าภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ
    วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่ากฟผ. กล่าวเปิดงาน
     
     
    ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย กล่าวว่า  กฟผ.ส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรม และงานวิจัยที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และนโยบาย Energy 4.0
     
    ในขณะที่ นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีผลงานนวัตกรรม 71 ชิ้น ที่ได้จดสิทธิบัตรทางปัญญาแล้ว และ กฟผ.จะพัฒนาเพื่อให้งานนวัตกรรมดังกล่าวสามารถต่อยอด สร้างรายได้ให้กับ กฟผ. ในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายจะพัฒนานวัตกรรมใน 5 ด้าน คือ การหาแหล่งพลังงานใหม่, การปรับปรุงระบบผลิตไฟฟ้า, การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม,การตอบแทนสังคมและชุมชน และการต่อยอดธุรกิจใหม่สร้างรายได้ ซึ่งในแต่ละปี กฟผ.มีงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา(R&D) ราว 1,000 ล้านบาทต่อปี
    พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
     
    งาน EGAT INNOVATION SHOWCASE 2018 ครั้งนี้ กฟผ.นำเอา ผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม จํานวนกว่า 40 ผลงาน ประกอบด้วย ผลงานสิ่งประดิษฐ์ จํานวน 30 ผลงาน  ผลงานวิจัย จํานวน 10 ผลงาน และยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง อีก 15 คัน มาแสดงภายในงาน
     
    โดยไฮไลท์ ผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ที่กฟผ.นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ นั้นได้แก่ ผลงานสิ่งประดิษฐ์  เรื่อง “หุ่นยนต์ทําความสะอาดลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้า Main Bus Support ขณะจ่ายไฟ” ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากเวทีการประกวด “46th International Exhibition of Inventions Geneva” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติที่สําคัญที่สุดในโลก ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส 
     
    และผลงานสิ่งประดิษฐ์ เรื่อง “การแก้ปัญหา Power System Oscillation ในระบบไฟฟ้า กฟผ. ด้วยเทคนิคการทํา PSS Tuning แบบ Frequency Injection” จาก ฝ่ายบํารุงรักษาไฟฟ้า กฟผ.   รวมทั้ง ผลงานสิ่งประดิษฐ์ เรื่อง “การปรับปรุงระบบเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อรองรับถ่านหินลิกไนต์ที่มีส่วนประกอบของ CaO สูง” จาก สังกัด ฝ่ายบํารุงรักษาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ฝ่ายการผลิต โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และสายงานผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 กฟผ.
     
    นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยและพัฒนาผลพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้าให้เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้ให้กับชุมชน อาทิ การนำเถ้าหนักจากการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมาผลิตเป็นบล็อกก่อผนังมวลเบาซึ่งมีความเป็นฉนวนความร้อนดีกว่าคอนกรีตบล็อกทั่วไป โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมีหรือ   ให้ความร้อนจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนต่ำ  การสกัดกรดฮิวมิกจากลีโอนาร์ไดต์ที่ได้จากกระบวนการทำเหมือง ซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชจำนวนมาก นำมาผสมกับวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น มูลไก่ กากส่าเหล้า และกากตะกอนอ้อย กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารปรับปรุงคุณภาพดินให้กับวิสาหกิจชุมชนนำไปใช้
    บรรยากาศของงาน EGAT INNOVATION SHOWCASE 2018
     
     
    งาน EGAT INNOVATION SHOWCASE 2018 ยังมีส่วนของการ เสวนาและการบรรยายใน 5 หัวข้อสำคัญ คือ 1.การปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Innovation as a Solution for a Better Life” โดยอดีตผู้ว่าการ กฟผ. นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ 2.การเสวนา เรื่อง “Invention to Innovation” โดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ 3. การเสวนา เรื่อง ผลงานวิจัย กฟผ. ที่โดดเด่น จํานวน 2 ผลงาน ได้แก่เรื่อง “ระบบหุ่นยนต์เชื่อมพอกอัตโนมัติสําหรับชิ้นส่วนโรงไฟฟ้าระยะที่ 2” ที่มี ดร.นิรุตต์ นาคสุข จาก ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ ดร.อิศราวิทย์ เชาว์พานิช จาก กฟผ. มาร่วมบรรยาย ส่วนอีกผลงานวิจัย นั้นเป็นเรื่อง “ระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแรงสูงอัตโนมัติ” (EGAT Substation Automation System หรือ EGAT IEC 61850 SAS)  มี ดร.ธรรมนูญ  พ่อค้าทอง วิศวกรระดับ 9 ของ กฟผ. เป็นผู้บรรยาย 4. การเสวนา เรื่อง “EGAT Innovation; The Era of Better Life” โดย นายสหรัฐ บุญโพธิภักดีรองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่  กฟผ.และ 5. การเสวนา เรื่อง “Thinking Beyond Innovation” โดย รศ.ดร.สุธี อักษรกิตติ์ นักวิทยาศาสตร์เจ้าของฉายาไอน์สไตน์เมืองไทย มาเป็นวิทยากร
     
    ภายในงาน ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง จํานวนรวมประมาณ 15 คัน ที่หน้าอาคาร ท.102 สํานักงานกลาง กฟผ. โดยมี รถยนต์ไฟฟ้า  5 คัน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 4 คัน รถบัสไฟฟ้า จํานวน 4 คัน  รถจักรยานไฟฟ้า จํานวน 1 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก
     
    นวัตกรรมนั้นมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งผลงานส่วนหนึ่งที่ กฟผ. นำมาแสดงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรแห่งนี้ พร้อมแล้วสำหรับภารกิจของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีทางด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว

Date : 09 / 05 / 2018

  • Date : 09 / 05 / 2018
    เปิด7ขั้นตอนประมูลเอราวัณ บงกช หวังรัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการปิโตรเลียมไทย

    คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม

    By Mr. Fact

     

    เปิด7ขั้นตอนประมูลเอราวัณ  บงกช หวังรัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการปิโตรเลียมไทย

     

     

    7 ขั้นตอนสำคัญของการประมูลแหล่งปิโตรเลียม แปลงสำรวจ G1/61(เอราวัณ) และ G2/61(บงกช) ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กำหนดเป็นไทม์ไลน์เอาไว้ นั้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนและคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นอย่างมาก โดยมีการติดตามข้อมูล ข่าวสารความเคลื่อนไหว ว่าในที่สุดแล้วภายใต้รัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้นจะสามารถเดินหน้าไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะมีการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับผู้ชนะการประมูลในเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ได้หรือไม่

    ที่ต้องลุ้นกันอย่างนั้น เพราะในอีกด้านหนึ่ง ยังมีความพยายามที่จะล้มการประมูล จากแกนนำเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ (คปป. )และกลุ่มพรรคการเมืองตั้งใหม่ อย่างพรรคพลังธรรมใหม่ ที่มีข้อเสนอให้รัฐใช้ระบบจ้างผลิต แทนระบบแบ่งปันผลผลิต และให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (NOC) ขึ้นมาบริหารจัดการประโยชน์จากปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ บงกช แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

    อย่างไรก็ตาม จุดยืนทั้งจากนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์  ยังคงหนักแน่นที่จะให้การประมูลเอราวัณ และบงกช เดินหน้าต่อไปจนจบ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    โดยไล่เรียงลำดับการประมูลตามขั้นตอนที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติวางเอาไว้ ก็เดินหน้ามาผ่านขั้นตอนที่ 3 เข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 แล้ว จากขั้นตอนที่1 ที่ กพช.รับทราบหลักการสำคัญในแผนการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ และบงกช และทีโออาร์การประมูล ไปเมื่อวันที่ 8มี.ค. 2561  สู่ขั้นตอนที่ 2 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูล ในวันที่ 24 เม.ย. และ ขั้นตอนที่ 3 ที่เปิดให้เอกชนยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-Qualification Evaluation : PQ)     เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา  ซึ่งนับว่าค่อนข้างคึกคักกว่าที่สื่อหลายสำนักประเมินไว้ เพราะมีผู้ประกอบการกว่า 6 รายสนใจที่แสดงความจำนงที่จะเป็นโอเปอเรเตอร์  ได้แก่

    1. บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. 2.บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด 3.บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม(ประเทศไทย) จำกัด 4.บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท จากประเทศออสเตรีย 5.บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ จำกัด จากประเทศฝรั่งเศส และ6. กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ที่จับมือกับบริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group  และ AL Jaber group   ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเชฟรอน  มูบาดาลา โททาล นั้น มีผู้บริหารระดับสูงเดินทางมายื่นเอกสารด้วยตัวเอง  สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการประมูลครั้งนี้เป็นอย่างมาก

    ปตท.สผ. นั้นถือเป็นบริษัทผู้รับสัมปทานในแหล่งบงกช อยู่แล้ว โดยที่มี โททาล ร่วมเป็นพาทเนอร์  ส่วนเชฟรอน นั้น ก็เป็นผู้รับสัมปทานแหล่งเอราวัณ  ในขณะที่ มูบาดาลาฯ ก็เป็นหนึ่งในผู้รับสัมปทานในอ่าวไทยเช่นกัน แต่อยู่ที่แหล่งจัสมิน แหล่งบานเย็น แหล่งมโนราห์ และแหล่งนงเยาว์  ในขณะที่บริษัท โอเอ็มวี ของออสเตรีย และกลุ่มกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ที่จับมือกับผู้ประกอบการจากจีนคือ บริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group และนักลงทุนจากประเทศ UAE คือบริษัท  AL Jaber group จำกัด  นั้น ถือเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันในการประมูล โดยผู้ที่ยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมพิจารณา PQ ทั้ง 6 รายนั้นจะต้องยื่นรายละเอียดคุณสมบัติ ต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในวันที่ 15-16 พ.ค. 2561

    เข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 ซึ่งนับว่าเป็นด่านที่สำคัญ คือการประกาศผลผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ตามที่รัฐกำหนดในวันที่ 28 พ.ค. 2561 เช่น ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทรอบ 2 ปีย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการเข้าร่วมประมูลแหล่งเอราวัณ และ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการร่วมประมูลแหล่งบงกช และต้องมีคุณสมบัติด้านประสบการณ์การผลิตปิโตรเลียมทางทะเลไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันด้วย เป็นต้น  โดยผู้ที่ผ่านการพิจารณาจึงจะมีสิทธิเข้าถึง Data Room ที่มีข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับแปลงสำรวจที่จะประมูล โดยจะมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมระหว่างวันที่ 7 มิ.ย.-21 ก.ย. 2561 หรือภายใน 4 เดือน

    ในขั้นตอนที่ 5 จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ คือการยื่นข้อเสนอการประมูลในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่จะทราบว่า ผู้ประกอบการรายใด จะจับคู่เป็นพันธมิตรกับใคร และยื่นประมูลในแหล่งใดบ้าง ซึ่งข้อกำหนดการเสนอประมูลเบื้องต้น ที่ทาง กพช. รับทราบเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา กำหนดไว้ว่าผู้รับสัญญาในแปลง G1/61 (เอราวัณ) จะต้องสามารถผลิตก๊าซฯ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนแปลง G2/61 (บงกช) ต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มผลิตต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังต้องเสนอราคาก๊าซฯที่ไม่สูงกว่าราคาก๊าซฯเฉลี่ยในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่รัฐกำหนด ต้องเสนอส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐไม่ต่ำกว่า 50% และต้องเสนอผลประโยชน์ต่างๆ เช่น โบนัสการลงนาม โบนัสการผลิต และผลประโยชน์พิเศษอื่นๆ  และต้องเสนอสัดส่วนการจ้างงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 80% ในปีแรกของการผลิต และเพิ่มเป็น 90% ภายในปีที่ 5 ของการผลิต 

    มาถึงขั้นตอนที่ 6 จะเป็นการประกาศผลผู้ชนะในเดือน ธ.ค. 2561 และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนที่ 7 คือการลงนามในสัญญากับผู้ชนะประมูลในเดือนก.พ. 2562

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการประเมินในเบื้องต้นว่า การประมูลเอราวัณ และบงกช ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน 1.2 ล้านล้านบาท และทำให้เกิดรายได้จากการขายปิโตรเลียมประมาณ  2.1 ล้านล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วคิดเป็นกำไร จะอยู่ที่ประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นกำไรในส่วนของภาครัฐกว่า 7 แสนล้านบาท นับจากปี 2565 ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในทีโออาร์

    ที่สำคัญ การประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชในครั้งนี้ ต้องถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นการประมูลครั้งแรกหลังจากที่แหล่งปิโตรเลียมหมดอายุสัมปทาน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน  โดยแหล่งเอราวัณ เป็นแหล่งปิโตรเลียมแหล่งแรกที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565  ส่วนแหล่งบงกช นั้นจะหมดอายุในปี 2566   นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ จากระบบสัมปทาน มาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตด้วย จึงเป็นความท้าทายทั้งในส่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์  ภาครัฐคือกระทรวงพลังงาน โดยการนำของ ดร.ศิริ  และภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ร่วมการประมูล ที่จะช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการปิโตรเลียมไทย  และแน่นอนที่สุดประโยชน์ที่คนไทยทุกคนจะได้รับคือความมั่นคงทางพลังงาน ที่จะเกิดจากความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทย ในราคาก๊าซที่ไม่แพงไปกว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

    จึงต้องเอาใจช่วยให้รัฐเดินหน้าเปิดการประมูลเอราวัณ และบงกช ให้สำเร็จลุล่วง ทั้ง 7 ขั้นตอน

Date : 07 / 05 / 2018

  • Date : 07 / 05 / 2018
    36 ปี เอราวัณ แหล่งพลังแห่งความภูมิใจของไทย

    เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เปิดประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือแหล่งเอราวัณ และ แหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ จึงนับว่าเป็นความท้าทายของทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทผู้ประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่สนใจ เข้าร่วมประมูลในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว ที่จะต้องดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติ ให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    จุดเริ่มต้นพลังงานไทย

    “แหล่งเอราวัณ” เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย ที่ผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากว่า 36 ปีแล้ว หากเป็นคนอย่างเราๆ ก็นับว่าแหล่งเอราวัณอยู่ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตและการทำงานมาไม่น้อย และแกร่งกล้าพอที่จะเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ที่รออยู่

    ย้อนหลังไปเมื่อปี 2505 ในยุคที่เรียกว่า “โชติช่วงชัชวาล” ของไทย ที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากแต่เดิมที่สงวนไว้ให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น จึงเป็นดั่งประตูบานแรกที่เปิดให้บริษัท Union Oil Company of California ต่อมาคือ บริษัท ยูโนแคล และปัจจุบัน คือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด (จากการควบรวมกิจการ) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบุกเบิกการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย และเป็นผู้ค้นพบก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณแห่งนี้ เมื่อปี 2516 ซึ่งต่อมาก็ได้มีการสำรวจพบก๊าซฯในแหล่งอื่นๆ ด้วย

    กล่าวได้ว่า การค้นพบ “แหล่งเอราวัณ” แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทยนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไทยสู่ความโชติช่วงชัชวาล เพราะก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตสำคัญแห่งนี้ ได้ถูกนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  

    จึงนับว่า แหล่งก๊าซฯเอราวัณ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสู่ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

    ปัจจุบัน บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ได้รับสัมปทานในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ โดยเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2524 หรือ 8 ปีหลังจากการสำรวจพบก๊าซฯ ซึ่งแหล่งเอราวัณแห่งนี้ นับว่าเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน และยังเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจอีกหลายแขนงที่ต่อยอดมาจากก๊าซธรรมชาติ ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับคนไทยและประเทศไทย มานานกว่า 36 ปี

    นับจากปีที่เริ่มผลิตครั้งแรก เชฟรอนได้พัฒนาการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนเพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซในประเทศได้มากกว่า 1 ใน 3  ซึ่งก๊าซที่ผลิตได้นี้ ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงยานพาหนะ ก๊าซหุงต้ม รวมทั้งวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้วัตถุดิบของปิโตรเคมี ไม่ว่าจะเป็นการผลิตถุง ถัง กะละมัง ผงซักฟอก น้ำยาต่างๆ เป็นต้น

    โดยปัจจุบัน เชฟรอนฯ สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยรวม 1,809 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขับเคลื่อนด้วยพนักงานกว่า 1,500 คน ซึ่งเป็นคนไทยถึง 96% และพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาอีกประมาณ 1,100 คน สร้างรายได้ให้ประเทศไทยในรูปของค่าภาคหลวงรวมแล้วกว่า 455,785 ล้านบาท (ปี 2524 – 2560) ทั้งยังทำให้เกิดการจ้างงานในอีกหลากหลายอุตสาหกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มหาศาล  

    ความท้าทายครั้งใหม่

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในขณะนี้ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า แหล่งเอราวัณมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ลดน้อยลงไปตามการดำเนินงานกว่า 3 ทศวรรษ โดยเมื่อสัมปทานหมดอายุในปี 2565 กฎหมายปิโตรเลียมไทยฉบับแก้ไขล่าสุด กำหนดให้ต้องเปิดประมูลใหม่เพื่อหาผู้ดำเนินการที่มีความสามารถในการรักษาระดับการผลิตก๊าซฯได้ตามนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้นำระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC มาใช้ในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมในครั้งนี้ แทนระบบสัมปทานแบบเดิม

    เชฟรอนฯ ได้แสดงความจำนงที่แน่ชัดว่าจะเข้าร่วมประมูลเพื่อจัดหาพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคตโดยล่าสุด ผู้บริหารเชฟรอนจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ นายเจย์ จอห์นสัน รองประธานบริหารธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท เชฟรอน คอร์ปอเรชั่น ได้เดินทางเยี่ยมชมการดำเนินงานในแหล่งเอราวัณ และได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย

    “จนถึงปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และแม้ว่าในขณะนี้การผลิตก๊าซจากแหล่งเอราวัณจะทวีความท้าทายมากขึ้นจากการดำเนินการมาอย่างยาวนานและสำรองปิโตรเลียมที่ลดน้อยลง แต่เชฟรอนก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับความท้าทายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่เพียงสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากการดำเนินงานทั่วโลกอีกด้วย”

    จะเห็นได้ว่าแหล่งเอราวัณในวัย 36 ปี ยังคงท้าทายน่าค้นหา และยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนที่มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสำรวจและนำเอาทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีค่าของไทย ขึ้นมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อย่างคุ้มค่า

    #36ปีเอราวัณ

     (โปรดติดตามตอนต่อไป)