บทความทั้งหมด

Date : 08 / 12 / 2017

  • Date : 08 / 12 / 2017
    ฟังเหตุผลของคนเอาถ่าน “ภิญโญ มีชำนะ” นักวิชาการแกนนำหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    การรวมตัวกันของนักวิชาการที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 40 คน ในนาม “ชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ลงชื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา นั้น ทำให้เห็นว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งที่ จ.กระบี่ และ ที่ อ.เทพา จ.สงขลา ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มที่คัดค้านที่กำลังกดดันการตัดสินใจของรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีกลุ่มที่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะจากกลุ่มนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงพลังงาน และศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพื่อใช้สอนนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง

    แน่นอนว่าในบรรดาแกนนำนักวิชาการ ที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในระดับเบอร์ต้นๆ นั้นต้องมีชื่อของ “รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ” อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมอยู่ด้วย 

    อาจารย์ภิญโญ ให้เหตุผลของการที่ต้องออกมานำทัพคนสนับสนุนถ่านหิน เพราะเห็นว่าหากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และที่ เทพา ไม่สามารถที่จะก่อสร้างได้ จะทำให้ภาคใต้มีความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงด้านไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่ปัจจุบันนั้น มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเป็นระยะทางไกล ทำให้เกิดความสูญเสีย (lost) และความเสี่ยงหากสายส่งมีปัญหา อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ก็ยังเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเป็นหลัก ทำให้เกิดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียวมากเกินไป

     

    “ชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” นำโดย อ. ภิญโญ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี                                                                                                                                             ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา

     

    อาจารย์ภิญโญ ให้มุมมองอย่างนักวิชาการ ว่า การจะพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ นั้นควรจะต้องพิจารณาจากหลัก 4 E ให้มีความสมดุล คือ 1. Environment   2.Economy 3.Energy Security Risk และ 4. Engineering  โดยหากให้ความสำคัญในเรื่อง Environment  หรือสิ่งแวดล้อม เพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้ความสำคัญกับ E ด้านอื่นๆ โดยหากเอาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมาแทนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ก็คือค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่อหน่วย ยังแพงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมยังไม่มีความแน่นอนในการผลิตไฟฟ้า  ซึ่งเมื่อมีการลงทุนพลังงานหมุนเวียน ก็ต้องมีการลงทุนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก คู่ขนานกันไปในปริมาณกำลังการผลิตที่ใกล้เคียงกัน  เนื่องจากในช่วงที่ไม่มีแสงแดด หรือลม โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือจากพลังงานลม ก็ผลิตไฟฟ้าป้อนระบบไม่ได้ และรัฐก็ไม่สามารถที่จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับได้

    นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียน อย่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ ที่ต้องมีพื้นที่ตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากนั้น หากจะให้ได้กำลังการผลิตเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 870 เมกะวัตต์ จะต้องใช้พื้นที่มากถึง 20 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ใช้เพียง 1 ตารางกิโลเมตร

    รวมทั้งยังมีประเด็น Engineering ที่เป็นเรื่องทางเทคนิคด้วย โดยโรงไฟฟ้าที่จะมาทดแทนพลังงานแสงอาทิตย์ หรือลม ที่กำลังการผลิตจะหายไปอย่างรวดเร็ว (เมื่อไม่มีแสงแดดและลม) ก็ต้องเป็นโรงไฟฟ้าประเภทกังหันก๊าซ หรือก๊าซเทอร์ไบน์ เพราะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ทันที เท่านั้น  ซึ่งจะทำให้การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงขึ้น จากปัจจุบันที่ประเทศมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ในสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 อยู่แล้ว ความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงจึงยังคงมีอยู่  นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็มีปริมาณสำรองลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ก๊าซฯ จากเมียนมาในแหล่งพัฒนาใหม่ๆ  ก็ไม่ได้มีสัญญาซื้อขายให้กับไทย

    อาจารย์ภิญโญ บอกด้วยว่า ข้อเสนอที่จะให้ใช้โรงไฟฟ้าจากก๊าซ LNG นำเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องยอมรับด้วยว่าราคา LNG ที่เปลี่ยนไป 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อค่าความร้อนล้านบีทียูนั้น จะกระทบต่อค่าไฟประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย อีกทั้ง LNG ส่วนใหญ่ยัง ขนส่งมาจากตะวันออกกลาง ในกรณีที่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง และขนส่งLNG ไม่ได้ เราพร้อมที่จะให้ไฟดับทั้งประเทศหรือไม่ 

    อาจารย์ภิญโญยังให้เหตุผลสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า ว่า เพราะไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน สามารถจัดการปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ดี ด้วยระบบหม้อต้มไอน้ำแบบ Ultra-supercritical

    ในกรณีของเยอรมัน อาจารย์ภิญโญบอกว่า ถึงแม้จะมีการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากขึ้น แต่หลักๆ ก็ยังต้องมีโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน เพราะพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถมาทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเทคโนโลยีไม่สามารถเปลี่ยนได้ข้ามคืน  ดังนั้น เยอรมันจึงยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วน 40% ซึ่งมากกว่าไทย

    ที่มีการกล่าวอ้างถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง นอร์เวย์  สวีเดน  เบลเยี่ยม  ฝรั่งเศส ว่าจะเลิกใช้ถ่านหินนั้น  อาจารย์ภิญโญอธิบายว่า เพราะแต่ละประเทศมีบริบทไม่เหมือนกัน  กรณีนอร์เวย์ ที่ประกาศยกเลิกได้ เพราะไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนกว่า 90% เนื่องจากนอร์เวย์มีเขื่อนเยอะ ในขณะที่ไทยไม่สามารถเขื่อนได้แบบนอร์เวย์ หรือฝรั่งเศสที่จะยกเลิกถ่านหิน เพราะจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาทดแทน  ส่วนสหรัฐอเมริกาเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากค้นพบก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (เซลล์แก๊ส) ที่มีต้นทุนถูก ทำให้หันมาใช้โรงไฟฟ้าก๊าซฯแทน ในขณะที่ประเทศอังกฤษ ก็เจอแหล่งก๊าซฯ ในทะเลเหนือ

    “นอกจากนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความอิ่มตัวในการใช้ไฟฟ้า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็อยู่ในอัตราต่ำที่ 2-3% การใช้ไฟฟ้าของประเทศเหล่านั้นจึงแทบไม่เพิ่มขึ้น เขาเป็นเหมือนคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในขณะที่ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา เหมือนเป็นวัยรุ่น ที่ยังต้องทานอาหารหลักก่อน โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเหมือนอาหารหลัก ส่วนพลังงานหมุนเวียนเหมือนเป็นอาหารเสริม  ดังนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา จึงยกมาเทียบกันไม่ได้”

    อาจารย์ภิญโญ กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่าปัจจุบันมี 62 ประเทศ ทั้งประเทศแถวหน้าในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในอาเซียนอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ต่างก็มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รวมเป็นการผลิตไฟฟ้ากว่า 1 ล้านเมกะวัตต์ และเมื่อดูตามสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงของโลก พบว่ามีการใช้ถ่านหินถึง 40% ใช้ก๊าซธรรมชาติ 20% ใช้พลังน้ำจากเขื่อน 15% ใช้นิวเคลียร์ 15% ส่วนพลังงานทดแทนใช้ไม่ถึง 5%

    และนี่คือเหตุผลของคนที่เอาถ่านหิน ที่ชื่อ ภิญโญ มีชำนะ

Date : 30 / 11 / 2017

  • Date : 30 / 11 / 2017
    รู้จัก “ระบบส่ง” เส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงไฟฟ้าทั่วไทย

    รู้จัก “ระบบส่ง” เส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงไฟฟ้าทั่วไทย

    กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว (Thailand Power Development Plan) หรือ  PDP ฉบับใหม่ แทนแผน PDP 2015 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558-2579 โดยเตรียมสรุปคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (LOAD FORECAST) ภายในสิ้นเดือน พ.ย. 2560 นี้ เพื่อนำไปจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้จริงกลางปี 2561

    สำหรับแผน PDP นั้น จัดทำขึ้นเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้มีความมั่นคงครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า โดยมีค่าไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป  

    นอกจากโรงไฟฟ้าต่างๆ ที่เป็นหน่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับอาคารบ้านเรือนและอุตสาหกรรมต่างๆแล้ว ระบบส่งไฟฟ้า นับเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งของการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า เพราะเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงไฟฟ้าจากแหล่งผลิตต่างๆ จากหลากหลายเชื้อเพลิง ไปยังผู้ใช้ทุกทิศทั่วไทย  

    “ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)” ทำหน้าที่ส่งนำกระแสไฟฟ้าจากระบบผลิตไปยังระบบจำหน่าย คือการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยจะปรับขนาดแรงดันไฟฟ้าก่อนส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้า ทุกภาคส่วนทุกครัวเรือนอย่างเหมาะสมต่อไป 

     

    ระบบส่งไฟฟ้า มีส่วนประกอบ คือ สายส่งไฟฟ้า และเสาไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยโครงเหล็กและลูกถ้วย นอกจากนั้น ยังมีหม้อแปลงไฟฟ้า ลานไกไฟฟ้า และสถานีไฟฟ้าแรงสูง โดยมี “ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า”เป็นหน่วยงานที่บริหารการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าทุกแห่งในระบบในช่วงเวลาต่าง และจากเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ดีเซล และน้ำมันเตา ตลอดจนพลังน้ำ พลังลมและพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยศูนย์แห่งนี้ จะควบคุมการจ่ายไฟฟ้าให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักมาตรฐานสากล กล่าวคือ  “ไฟฟ้าไม่ดับ – ไฟฟ้าไม่ตก” และให้ได้สมดุลกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศ

     

    ปัจจุบันสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. มีความยาวรวมกันกว่า 33,300 วงจรกิโลเมตร โดยมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น สายส่งระดับแรงดันไฟฟ้า 115,000 โวลต์ 230,000 โวลต์ และ 500,000 โวลต์  ซึ่งถ้านำมาโยงตามแนวขอบเขตแดนประเทศไทย จะได้เกือบ 4 รอบ

    สำหรับเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ได้พัฒนาจากเสาไม้ซุงในอดีต มาสู่เสาส่งโครงเหล็กอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นเสาประเภทวงจรคู่ ขนาด 500 และ 230 กิโลวัตต์ และวงจรเดี่ยว ขนาด 115 และ 69 กิโลวัตต์ 

     

     

    ระบบส่งไฟฟ้า จึงควรต้องได้รับการดูแลระวังรักษาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา บางครั้งอาจเกิดปัญหาจากภัยทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า หรือ ภัยจากสัตว์ เช่น งู และนก หรือ ภัยจากคน อันเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความประมาทคึกคะนอง ทั้งการรุกล้ำปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือนและไม้ยืนต้นเกินข้อกำหนดแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้า การเล่นว่าว ยิงนกที่เกาะสายไฟฟ้า การเผาไร่อ้อย เผาวัชพืชและจุดกองไฟใกล้แนวสายส่งไฟฟ้า การลักขโมยถอดชิ้นส่วนของโครงเสาส่งไฟฟ้า การปีนป่ายเสาส่งไฟฟ้า รวมถึงการปล่อยโคมลอยและจุดบั้งไฟใกล้แนวสายส่งไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์เกิดขัดข้องและเสียหาย อันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ตลอดจนกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมของประเทศได้  ดังนั้น ข้อปฏิบัติเบื้องต้นในการดูแลรักษาเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง และเพื่อความปลอดภัยด้วย คือ ห้ามเข้าใกล้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงในระยะรัศมี 4 เมตร   

     

    ทั้งนี้ ตามแผน PDP 2015 กฟผ. มีโครงการและแผนงานพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าที่ต้องดําเนินการในช่วงเวลาตามแผน ประกอบด้วย โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จํานวน 9 โครงการ โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า จํานวน 7 โครงการ  โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน จํานวน 5 โครงการ  โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้า จํานวน 9 โครงการ (เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจาก IPP, SPP และซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ) โครงการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศแบบระบบต่อระบบ (Grid to Grid) โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด (Smart Grid)

    ซึ่งโครงการพัฒนาระบบส่งทั้งหมดนี้ มีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติแล้ว 19 โครงการ โดยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ 14 โครงการ เช่น โครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 2 (GBAS2) โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึม 3 และน้ำเทิน 1 (NNG3-NTN1) โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPPP) และโครงการพัฒนาระบบส่งในต่างจังหวัดต่างๆ และโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ 5 โครงการ อาทิ โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนมายกก (MKTP) นอกจากนั้น มีโครงการที่อยู่ระหว่างขออนุมัติดำเนินการ จำนวน 4 โครงการ ระบบส่งสำหรับโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 และโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

    ทั้งนี้ หากโครงการพัฒนาระบบส่งทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ตามแผน ก็จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว

     

Date : 23 / 11 / 2017

  • Date : 23 / 11 / 2017
    ถอดรหัสความสำเร็จโครงการห้องเรียนสีเขียว กฟผ. ที่โรงเรียนบรรจงรัตน์ ลพบุรี

     ถอดรหัสความสำเร็จ  โครงการห้องเรียนสีเขียว กฟผ.ที่ โรงเรียนบรรจงรัตน์  ลพบุรี 

    หากจะชี้วัดถึงความสำเร็จของโครงการห้องเรียนสีเขียว ของ กฟผ. ด้วยความต่อเนื่องของกิจกรรมที่สามารถเป็นแหล่งความรู้เชิงประจักษ์ ด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับเด็กในโรงเรียน ก็ต้องถือว่าการสนับสนุนให้มีห้องเรียนสีเขียวของ กฟผ. ที่โรงเรียนบรรจงรัตน์  ลพบุรี  นั้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และประสบความสำเร็จ เพราะนับตั้งแต่ที่ กฟผ. เข้ามาริเริ่มโครงการห้องเรียนสีเขียว ที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2546 จนถึง ปี 2560 หรือผ่านมา 14 ปี  แล้วก็ตาม ห้องเรียนสีเขียวแห่งนี้ ก็ยังคงเป็นห้องเรียนมีชีวิต ที่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึ ง6 ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ ในการเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้า รุ่นแล้วรุ่นเล่า 

    เมื่อเร็วๆนี้ ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) มีโอกาสลงพื้นที่ไปพร้อมกับตัวแทนชมรมวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่หรือ ชวพม. เพื่อเยี่ยมชม บรรยากาศการเรียนการสอนในโรงเรียนบรรจงรัตน์  จ.ลพบุรี  และรับฟังการบรรยายถึงโครงการห้องเรียนสีเขียว ที่ทางโรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  ทำให้รู้ว่า องค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จของโครงการดังกล่าว มาจากหลายภาคส่วนด้วยกัน คือ 1. แนวคิดของการสร้างห้องเรียนแห่งนี้ที่ให้เด็กนักเรียน ได้เข้ามาเรียนด้วยความสนุก มีความสุขใจ ได้ความรู้ และนำไปสู่การปฏิบัติ ได้จริงในชีวิตประจำวัน  ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กนักเรียนไม่รู้สึกเบื่อ  ตลอดช่วง 1 ชั่วโมง ที่ต้องเข้ามาใช้ห้องนี้เป็นห้องเรียน

    2. ความเอาใจใส่ของครูผู้สอนที่มีความรู้เรื่องพื้นฐานเป็นอย่างดีเรื่องของพลังงานไฟฟ้า และสามารถถ่ายทอดให้เด็กนักเรียน เกิดความสนุกสนานในการเรียน  และ 3. การที่ กฟผ.ยังคงจัดส่งพนักงานมาคอยเป็นพี่เลี้ยง เป็นประจำต่อเนื่องทุกปี  ทำให้ข้อมูลเรื่องของพลังงานมีการอัพเดทให้ทันสมัย รวมทั้งการสนับสนุนรางวัลให้กับเด็กนักเรียน เมื่อทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมในห้องเรียนสีเขียว

    เด็กนักเรียนที่เข้ามาใช้ห้องเรียนสีเขียว จะได้ความรู้ในเชิงประจักษ์ ใน 5 ฐานความรู้คือ 1.ไฟฟ้ามีประโยชน์มากมาย  โดยนักเรียนจะได้ทราบถึงประโยชน์ของไฟฟ้า และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสามารถจัดกลุ่มของเครื่องใช้ไฟฟ้าตามประเภทและการใช้งานได้อย่างถูกวิธี  2. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า  เด็กนักเรียนจะได้ทราบถึงแหล่งกำเนิดไฟฟ้าประเภทต่างๆ  ด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่จำลองจากของจริง  3.เปรียบเทียบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า  เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความประหยัด  4.ผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าเปลือง เพื่อให้เด็กนักเรียน เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  และ5 ร่วมใจประหยัดไฟฟ้า  เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถเรียนรู้การประหยัดไฟฟ้า จากการทดลองปฏิบัติจริง เช่นการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าจากหลอดตะเกียบเป็นหลอดLED ประหยัดไฟฟ้า เป็นต้น

    โดยนอกจากฐานความรู้ทั้ง 5 ฐานแล้ว ห้องเรียนแห่งนี้ ยังมีแผงสาธิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน  ชุดสาธิตการเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศ   การแสดงภาพตัดโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ ที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง พร้อมตัวอย่างถ่านหินลิกไนต์ ที่เป็นของจริง ให้เด็กได้ทดลอง เล่น และหยิบจับสัมผัสได้

    กฟผ.  นั้นจัดตั้งโครงการห้องเรียนสีเขียวในโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน  เป็นระยะเวลา 19 ปีแล้ว โดยมีห้องเรียนสีเขียว จำนวน มากกว่า 414 แห่ง และมีนักเรียนเข้ามาใช้ห้องเรียนที่จัดขึ้นมากกว่า 1 ล้านคน

    และห้องเรียนสีเขียว ของโรงเรียนบรรจงรัตน์ จ.ลพบุรี ก็ถือเป็นหนึ่งตัวอย่าง ของดอกผลแห่งความทุ่มเท เอาจริงเอาจัง กับโครงการนี้ ที่สามารถนำไปเป็นต้นแบบ หรือขยายผลต่อยอด ไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ได้

Date : 13 / 11 / 2017

  • Date : 13 / 11 / 2017
    รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า(E Tuk Tuk )10คันแรก ได้ฤกษ์วิ่งให้บริการจริง ปลายปีนี้

    รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (E Tuk Tuk) 10คันแรก ได้ฤกษ์วิ่งให้บริการจริงปลายปีนี้
     
    หลังจากที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อนุมัติส่งเสริมการเปลี่ยนรถสามล้อเครื่องยนต์เป็นรถสามล้อไฟฟ้า( E-Tuk Tuk ) มาเมื่อวันที่ 14ก.ย. 2559  ภายในเดือนธ.ค. 2560นี้ คนกรุงเทพฯจะได้ทดลองใช้บริการ รถสามล้อไฟฟ้า หรือเรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า 10 คันแรก ที่เข้าร่วมโครงการ ในขณะที่อีก 90คัน จะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ ต้นปี2561


    โครงการเปลี่ยนรถสามล้อเครื่องยนต์เป็นรถสามล้อไฟฟ้า( E-Tuk Tuk ) ล็อตแรก จำนวน10 คันนั้น ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดหวังว่าจะเป็นการจุดประกายให้ทั้งรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 1,641คัน และรถยนต์สามล้อรับจ้างที่มีอยู่ทั่วประเทศ 20,395 คันซึ่งเดิมใช้ก๊าซแอลพีจี และน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทะยอยเปลี่ยนมาเป็นรถสามล้อที่ใช้ไฟฟ้า ในที่สุด ภายในปี 2564 นี้

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจาก สนพ. เปิดตัว โครงการ E-TukTuk  โดยประกาศเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการในล็อตแรกจำนวน 10 คัน ซึ่งจะได้สิทธิ์เปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กประเภทที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจีเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าฟรี ระหว่างวันที่ 4-31 ต.ค. 2560 นั้น ปรากฎว่ามีผู้ประกอบการรถตุ๊กตุ๊กเข้าร่วมโครงการจำนวน 30 คัน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ร่วมโครงการ เพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียง 10 คัน 

    โดยทั้ง 10 คันดังกล่าว จะเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าต้นแบบที่คาดว่าจะออกมาขับให้บริการประชาชนจริงได้ภายในปี2560 นี้ และยังเป็นการทดสอบสมรรถนะรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ก่อนจะเปิดรับสมัครล็อตที่ 2  อีก 90คัน ช่วงต้นปี 2561 ต่อไป 

    ส่วนการให้การส่งเสริม ในล็อตที่2  จำนวน 90คัน นั้น  กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะให้การสนับสนุนวงเงิน 85% ของราคารถ แต่ไม่เกินราคากลางตามสเปกรถ คือให้สูงสุดประมาณ 300,000 บาทต่อคัน และส่วนที่เหลือผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง
    ความสำคัญของโครงการE Tuk Tuk คือจะให้ผู้ประกอบการทราบถึงทิศทางรถยนต์ในอนาคตจะก้าวไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เพราะทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการให้บริการการเดินทางด้วยด้วยรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าจะเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการมากขึ้นได้  

    ในขณะที่ นายยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวเสริมว่า โครงการ E TukTuk ของกระทรวงพลังงาน ถือเป็นช่องทางกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากรถตุ๊กตุ๊กที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจี ไปเป็นตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าได้เร็วขึ้น หากไม่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ คาดว่าอีก 20-30 ปี ก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถตุ๊กตุ๊กในเมืองไทยให้มีผู้ผลิตมากขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่ เพียง 5-6 บริษัทเท่านั้น ซึ่งผลิตรถตุ๊กตุ๊กได้เพียง 10-100 คันต่อปี เพราะมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่างๆ ของรัฐ อีกทั้งหากอุตสาหกรรมรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าได้รับการพัฒนาเชื่อว่าจะช่วยต่อยอดไปสู่การส่งออกมากขึ้นได้ 

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน ( Energy News Center - ENC ) รายงานว่า โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (E TukTuk) นั้น กระทรวงพลังงานได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประมาณ 70 ล้านบาทในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าที่ใช้น้ำมันและก๊าซLPG ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ภายใน 5 ปี เพื่อลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยมลพิษ โดยจะนำร่อง 100 คันแรกภายในปี 2561 และจะทยอยเปลี่ยนให้ครบ 22,000 คันทั่วประเทศภายใน 5 ปี
     
    โดย การดำเนินโครงการนำร่องเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า 100 คันแรกแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะสาธิตเทคโนโลยี สนับสนุนกลุ่มรถตุ๊กตุ๊กประเภทรับจ้างจำนวน 10 คัน ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติผ่านข้อกำหนดของโครงการฯ และจะได้รับการสนับสนุนในอัตราสูงสุด แต่ไม่เกินราคากลางของโครงการตามสเปกรถ สูงสุด 350,000 บาทต่อคัน  สำหรับระยะที่ 2 ระยะทดลองตลาด สนับสนุนผู้สนใจ ทั้งกลุ่มประเภทรถรับจ้างและประเภทส่วนบุคคล อาทิ รถที่ให้บริการในโรงแรมและคอนโดมีเนียม จำนวน 90 คัน โดยให้การสนับสนุน 85% แต่ไม่เกินราคากลางตามสเปกรถ สูงสุดประมาณ 300,000 บาทต่อคัน

    สำหรับ สมรรถนะรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า เบื้องต้นใช้แบตเตอรี่ที่ทำให้รถวิ่งได้ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้าบ้าน 1 ครั้ง และความเร็ววิ่งได้เท่ากับรถตุ๊กตุ๊กปัจจุบัน เฉลี่ย 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง