กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

ปตท.จับมือพันธมิตร หนุนโครงการ CAT-REAC industrial project

ปตท.จับมือ สกว.  จุฬาลงกรณ์ฯ เอสซีจี เคมิคอลส์  ไออาร์พีซี  โกลบอลกรีนเคมิคอล  ที พี เค เอทานอล หนุนโครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีสำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอลและอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (CAT-REAC industrial project) หวังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ยืดอายุการใช้งาน   ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับ ของอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและเอทานอล  
 
วันที่ 9 มกราคม 2561 ที่ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ มีพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีสำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอลและอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (CAT-REAC industrial project)” ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด   บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด
 
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่าโครงการระยะแรกจะใช้เวลา 3 ปี ซึ่ง สกว.จะสนับสนุนงบวิจัยประมาณปีละ 15 ล้านบาท และเอกชนร่วมทุนอีกปีละ 7.3 ล้านบาท รวมเฟสแรกใช้งบประมาณ 66.9 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาสารเร่งปฏิกิริยาเพื่อใช้เองในประเทศโดยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของอุตสาหกรรมปีละไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
 
ในขณะที่ ดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือ ชื่อเดิม “สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท.” กล่าวว่า สถาบัน ได้ดำเนินการวิจัยและทดสอบประเมินประสิทธิภาพตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับให้กับ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. และบริษัทในกลุ่มนับตั้งแต่ปี 2556 - 2560  ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาจากต่างประเทศรวมถึงลดความสูญเสียเนื่องจากการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับที่มีประสิทธิภาพต่ำได้กว่า 240 ล้านบาท 
โดย ยินดีให้ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนCAT-REAC industrial project เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  รวมถึงทิศทางการวิจัยด้านตัวเร่งปฏิกิริยาในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยจากการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ยืดอายุการใช้งาน   ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับ โดยการนำร่องใช้ในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและอุตสาหกรรมเอทานอล  ถือเป็นการสร้างนวัตกรรมที่ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ  ในรูปแบบ Open Innovation ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา  ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อันจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 
 
 นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือโครงการดังกล่าวจะช่วยให้GGC ได้รับสิทธิทางข้อมูลของการวิจัยเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการในภาพรวม ข้อมูลทิศทางการใช้ประโยชน์ไบโอดีเซล เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้กับผลิตภัณฑ์หลัก คือ เมทิลเอสเทอร์ หรือไบโอดีเซล ซึ่งจะเป็นการต่อยอดให้กับธุรกิจโอลีโอเคมีของประเทศ 
 
ปัจจุบัน GGC อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2บนพื้นที่ 30 ไร่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น  ใช้เงินลงทุน 1,650 ล้านบาท โดยคาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561  เร็วกว่าแผนเดิมที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 4  ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 200,000 ตันต่อปี  และเมื่อรวมกับโรงงานเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 1 ที่จังหวัดระยอง GGC จะสามารถผลิตเมทิลเอสเทอร์ได้ถึง 500,000 ตันต่อปี  
 
สำหรับความคืบหน้าโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่ง GGC ร่วมทุนกับ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) มูลค่าโครงการ 7,000ล้านบาทนั้น เตรียมนำเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัท พิจารณาอนุมัติโครงการภายในไตรมาส3ปีนี้ คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ในไตรมาส4ปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี 
 
นอกจากนี้ GGC ยังมีแผนที่จะลงทุนโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส2 ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะเป็นการผลิตเชื้อเพลิงเคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ คาดว่า จะเริ่มดำเนินการได้หลังจากโครงการ เฟส1 ก่อสร้างแล้วเสร็จ และใช้เวลาก่อสร้างอีก 2-3 ปี
 
กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด