กิจกรรมทั้งหมด

Date : 17 / 03 / 2016

  • Date : 17 / 03 / 2016
    รู้จักดร.อ๋อย"ครูไทยหัวใจพลังงาน"

    เรื่องของพลังงาน(Energy)นั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของทุกคนตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน  และในสถานการณ์ความต้องการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกวันตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ  ก็ยิ่งทำให้หลายคนเป็นห่วงกังวลกับการจัดหาพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในอนาคตหรือไม่ เพราะประเทศไทยนั้นเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

    คนไทยทุกคนนั้นต่างมีส่วนที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศได้ด้วยการช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน หรือใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อที่จะช่วยลดรายจ่ายของประเทศจากการที่ต้องนำเข้าพลังงาน ที่แต่ละปีมีมูลค่ามากกว่าล้านล้านบาท ที่สำคัญคือไม่สร้างภาระต้นทุนทางด้านพลังงานเอาไว้ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน

    Energy News Center มีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งในคนไทย ที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคม ที่รณรงค์เรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ให้เข้ากับการเรียนการสอนเด็กๆได้อย่างน่าสนใจในแต่ละวัน  ดร.ศศิธร ศรีพรหม หรือ”ครูอ๋อย”ของเด็กนักเรียน โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา และบางช่วงเวลาก็เป็น”อาจารย์อ๋อย”ของนิสิตที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษ

     ดร.อ๋อย ให้ข้อคิดมุมมองต่อการประหยัดพลังงานที่ใช้สอดแทรกเข้าไปกับเนื้อหาวิชาเรียนที่ใช้สอนเด็กและบรรยายกับนิสิตนักศักษา ตามแต่ละโอกาสว่า

    "การประหยัดพลังงานสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งหลับตอนเย็น เช่น ตื่นมาต้องเปิดไฟ เราก็ควรเปิดเท่าที่จำเป็น ใช้ไฟฟ้าหรือแก๊สทำกับข้าวหุงหาอาหารก็ควรใช้อย่างประหยัด ขับรถไปทำงานก็ขับแบบประหยัดไม่ขับเร็วเกินไป ถึงที่ทำงานก็ต้องใช้วัสดุการเรียนการสอน โดยการนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การให้นักเรียนนำสมุดเล่มเก่าที่เหลือจากปีที่ผ่านมานำมาใช้จดงานต่อได้ โดยไม่ต้องซื้อสมุดเล่มใหม่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราสามารถช่วยกันประหยัดได้แก่ กลับถึงบ้านตอนเย็นก็เป็นช่วงที่เราต้องพักผ่อนโดยการเปิดทีวี วิทยุ เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ เครื่องไฟฟ้าต่างๆ ก็ควรจะเปิดเท่าที่จำเป็น ไม่ควรเปิดพร้อมกันทีเดียวหลายอย่างโดยที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากจะเป็นการช่วยกันประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยประหยัดรายจ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย การทำบ่อยๆ จนเกิดความเคยชินก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่น่าเบื่อหน่ายหรือน่ารำคาญอะไร ตรงข้ามกลับเป็นเรื่องดีทั้งต่อชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมได้อย่างสบาย"

    ในฐานะนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่กับงานวิจัย/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ของลูกศิษย์จำนวนมาก ดร.อ๋อย ปรับวิธีการทำงานโดยแนะนำนิสิตให้ช่วยกันประหยัดเรื่องการใช้กระดาษทำเอกสารทางวิชาการ ที่สามารถใช้กระดาษสองหน้านำมาจัดทำร่างเอกสารทางวิชาการก่อนใช้ฉบับจริง ซึ่งช่วยลดปัญหาการสิ้นเปลืองเงินและพลังงานได้จำนวนมาก

    บางข้อคิดจาก ดร.อ๋อย ในช่วงเวาการสนทนาเพียงสั้นๆ ย้อนให้เราได้คิดต่อว่า การอนุรักษ์พลังงานเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ถ้าเราเป็นคนที่มีใจอนุรักษ์ คือคิดแล้ว พูดแล้ว ต้องลงมือทำให้เป็นตัวอย่างด้วยจึงจะเกิดเป็นผล

     

Date : 16 / 03 / 2016

  • Date : 16 / 03 / 2016
    “เชฟรอน-คีนัน”เปิดโครงการพัฒนาท่องเที่ยววิถีชุมชนชายฝั่งสุราษฏร์

    “เชฟรอน-คีนัน”เปิดโครงการพัฒนาท่องเที่ยววิถีชุมชนชายฝั่งสุราษฏร์

     

    เชฟรอน-คีนันร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี เสริมศักยภาพชุมชนชายฝั่ง ชูโครงการพัฒนาท่องเที่ยววิถีชุมชนอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในชุมชนนำร่อง 10 แห่ง มุ่งกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น

     

    บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือภายใต้ โครงการ “พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนชายฝั่งสุราษฎร์ธานี” ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  การท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ พร้อมทั้งรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่ดี ผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยวให้กับชุมชนในพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง จำนวน 10 กลุ่มชุมชน ให้พร้อมสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นางหทัยรัตน์ อติชาติ  ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนชายฝั่งสุราษฎร์ธานี’ มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพกลุ่มท่องเที่ยวในชุมชนชายฝั่งในจังหวัด ให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความรักและความหวงแหนสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิถีชุมชนผ่านการสร้างเครือข่ายการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ การลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ ถือเป็นการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งสำคัญ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนอย่างยั่งยืน ที่มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม หากแต่การท่องเที่ยวบนแผ่นดินใหญ่ยังไม่เป็นที่นิยมเทียบเท่ากับบนเกาะต่างๆ ซึ่งโครงการฯ จะส่งผลต่อความสมดุลของรายได้และการจ้างงานในจังหวัดได้มากขึ้น” นางหทัยรัตน์กล่าว

    ด้าน นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์  ประธานกรรมการ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงาน ว่า “โครงการฯ มุ่งเป้าในการจัดกิจกรรมเป็นระยะเวลา 22 เดือน ในการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมลงนามทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนชายฝั่ง 10 กลุ่มชุมชน โดยสถาบันคีนันจะเข้าไปช่วยสร้างศักยภาพกับชุมชนใน 3 ด้าน คือ การสร้างเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การสร้างความเข้าใจและวิสัยทัศน์ร่วมกันถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน และการสร้างความสามารถในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว อาทิ การจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ  การบริหารต้นทุน และออกแบบแพคเกจทัวร์หรือรูปแบบกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายผ่านการอบรมพัฒนาความรู้ จัดทำแผนงาน และประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ การคัดเลือกกลุ่มชุมชนเข้าร่วมโครงการ จะใช้เกณฑ์ในเรื่องความพร้อมของพื้นที่และคนในชุมชน อาทิ ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพผู้นำ ความดึงดูดและหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น โดยระยะแรกจะเริ่มจาก 6 กลุ่มชุมชน ซึ่งจะแบ่งย่อยออกเป็น 3 คลัสเตอร์ตามระยะทางและแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนก่อนขยายสู่  4 ชุมชนที่เหลือในระยะต่อไปหลังจากเห็นผลในกลุ่มแรก ซึ่งคาดว่าระยะแรกจะมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 คน และหลังจบโครงการจะสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านอาชีพและรายได้โดยยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชุมชนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมที่ดีรวมถึงสร้างจิตสำนึกรักท้องถิ่นในหมู่เยาวชนลดปัญหากลุ่มเสี่ยงและการย้ายถิ่นที่อยู่”

    ขณะที่ นายศุภวัชร ศักดา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “จังหวัดสุราษฎร์ธานีแม้จะมีความพร้อมด้านแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม แต่ก็ยังประสบปัญหาในเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนเพราะภาพรวมนักท่องเที่ยวจะนิยมเที่ยวตามหมู่เกาะมากกว่าการเที่ยวในพื้นที่ชุมชนชายฝั่ง ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งบางส่วนยังมีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภค และการคมนาคม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้น่าจะส่งผลดีต่อชุมชนชายฝั่งและการท่องเที่ยว ในภาพรวมของจังหวัด ทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของ จ.สุราษฎร์ธานีในการเป็นผู้นำการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

    ส่วน นายจักรกฤษณ์ เอ่งฉ้วน  รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวเสริมว่า จังหวัดสุราษฎร์ ถือว่ามีแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญหลายแห่ง นอกจากประชาชน นักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางมาเพื่อชมธรรมชาติ หรือทำบุญไหว้พระแล้ว ยังสามารถเที่ยวชมชุมชนที่ประกอบอาชีพทางหัตถกรรม หรือการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงชุมชนการเกษตรที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันหากได้รับการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการ และประชาสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน จะสามารถกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักและหันมาเที่ยววิถีชุมชนมากขึ้น ทั้งในอนาคตชุมชนนำร่องของโครงการฯ ก็จะเป็นตัวอย่างของชุมชนในเรื่องของการช่วยเหลือตัวเองได้หลังจบโครงการฯ

Date : 14 / 03 / 2016

  • Date : 14 / 03 / 2016
    ปตท.ลงนามข้อตกลงคุณธรรมโครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย

    ปตท.ลงนามข้อตกลงคุณธรรมโครงการแรกปี2559  ยืนยันดำเนินการโปร่งใสปราศจากคอรัปชั่น

          เมื่อวันที่14 มีนาคม 2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานใน”พิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม โครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย” โดยมี นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)เป็นผู้ลงนามในข้อตกลง  พร้อมด้วย นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง นายสมพล เกียรติไพบูลย์ รองประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการตรวจสอบ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

    การลงนามในข้อตกลงคุณธรรม โครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย เป็นการลงนามระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กับผู้ร่วมเสนอราคา 5 ราย และผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชนจำนวน 5 ท่าน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของ ปตท. ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีการเรียกรับเงินสินบนหรือประโยชน์อื่นใด รวมทั้งจะต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการที่สำคัญในทุกกระบวนการและมีการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส  เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดำเนินงานตามแนวนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล  โดยโครงการดังกล่าวนับเป็นโครงการฯ แรกที่มีการลงนามในข้อตกลงคุณธรรมของงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2559

      คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต กรมบัญชีกลาง ผ่านกระทรวงพลังงาน ขอให้ ปตท. พิจารณาคัดเลือกโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้างที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2559 อย่างน้อย 3 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นภารกิจหลักของหน่วยงานและมีมูลค่าโครงการตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ปตท. จึงได้มีการเสนอชื่อโครงการ 3 โครงการ โดยโครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อยเป็นโครงการที่ได้รับคัดเลือก

              สำหรับโครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย ตั้งอยู่ ณ พื้นที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย โดยจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ทดแทน) ชุดที่ 1 ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ. 2561 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

     "การที่ ปตท. ได้ร่วมลงนามข้อตกลงคุณธรรมโครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อยในครั้งนี้ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า ปตท. มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และจะเป็นจุดเริ่มต้นให้กับโครงการจัดซื้อจัดจ้างอื่นๆ ของ ปตท. ในการเข้าร่วมโครงการข้อตกลงคุณธรรมต่อไป" นายปิยสวัสดิ์กล่าว

Date : 09 / 03 / 2016

  • Date : 09 / 03 / 2016
    ปลัดพลังงานเปิดวพม.รุ่น3 สร้างผู้นำความคิดด้านพลังงาน

    ปลัดพลังงานเปิด วพม รุ่น.3 สร้างผู้นำความคิดด้านพลังงานหวังเป็นตัวแทนสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้สังคม

    เมื่อวันที่9มี.ค.2559 ที่ผ่านมา นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  ในฐานะประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการพลังงาน(Thailand Energy Academy -TEA) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรด้านวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่3 หรือ วพม.3 ที่Synergy Hall ,Energy Complex Cชั้น6โดยมีนายเทวินทร์ วงศ์วานิช รองประธานกรรมการบริหารสถาบันฯ และคณะกรรมการให้การต้อนรับ

    สำหรับหลักสูตร วพม.3 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมอบรมจำนวน38 คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาครัฐ  เอกชนและนักวิชาการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน  โดยมีความคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ1เดือน  จะมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องธุรกิจพลังงาน   สามารถสร้างเครือข่ายเพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม  และเป็นกลไกที่สำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ได้

    โดยเนื้อหาวิชาที่อบรมประกอบด้วย3ชุดวิชา คือชุดวิชาที่1 เน้นเรื่องภาพรวมของธุรกิจพลังงาน อาทิ สถานการณ์พลังงานโลก อุปสงค์ อุปทาน ภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคา   สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยและความสำคัญต่อเศรษฐกิจ     ชุดวิชาที่2 เน้นเรื่องธุรกิจพลังงานของไทย  ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากรของชาติ  ธุรกิจน้ำมันและการกลั่น  และธุรกิจไฟฟ้า     พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน  รวมทั้งประเด็นด้านพลังงานที่ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง    และชุดวิชาที่3 เน้นเรื่องบทบาทผู้นำในสังคมกับการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน   อาทิ การบริหารจัดการพลังงานให้เป็นมิตรต่อสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม  การเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในธุรกิจพลังงาน  การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า

    “ ผู้ที่เข้าร่วมอบรมวพม.รุ่น3 ถือเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมา จากหลายภาคส่วน ทางสถาบันจึงมีความคาดหวังว่า เมื่อผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมแล้ว  จะสามารถเป็นผู้นำทางความคิดด้านพลังงาน  และสื่อสารข้อมูลด้านพลังงานที่ถูกต้องให้กับสังคมได้” นายอารีพงศ์ กล่าว