กิจกรรมทั้งหมด

Date : 14 / 06 / 2016

  • Date : 14 / 06 / 2016
    พลังงานรุกสื่อออนไลน์หวังชาวเน็ตเข้าใจเรื่องสำรวจปิโตรเลียม มากขึ้น

    กระทรวงพลังงานรุกสื่อออนไลน์  โซเชียลมีเดีย ปล่อยอินโฟกราฟฟิกใหม่หวังชาวเน็ตเข้าใจข้อเท็จจริงการสำรวจปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช มากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  กระทรวงพลังงานได้มีการจัดทำสื่ออินโฟกราฟฟิก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องของพลังงาน  .ในกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนต  ผ่านช่องทางของสื่อออนไลน์เช่น Website ,Social Media เช่น Facebook ,Twitter ,Line และ Instagram  ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ   โดยปัจจุบันการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ดังกล่าวสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

    โดยอินโฟกราฟฟิก 2 ภาพล่าสุด  เป็นหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับการเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่ผลิตก๊าซในสัดส่วน74% ของก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทย   มีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การรักษาระดับการผลิตก๊าซเพื่อให้ประเทศมีก๊าซใช้อย่างต่อเนื่องนั้นผู้รับสัมปทานจำเป็นจะต้อง ลงทุนเจาะก๊าซเพิ่มขึ้นทุกปี  ต้องใช้จำนวนหลุมมากขึ้น และเงินลงทุนสูงขึ้น   โดยข้อมูลการผลิตก๊าซในปี2555 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต้องใช้หลุมเจาะจำนวน250หลุม ใช้เงินลงทุน75,000 ล้านบาท  ในขณะที่ปี 2558 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   ต้องใช้หลุมเจาะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ478 หลุม ใช้เงินลงทุนเพิ่มเป็นประมาณ100,000 ล้านบาท

    ส่วนอินโฟกราฟฟิก ภาพที่2  เป็นหัวข้อเรื่องความแตกต่างระหว่างการประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคม4G กับการประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม   ว่าการประมูลคลื่น4G นั้น เป็นสิ่งที่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ไว้ให้อยู่ เอกชนจึงไม่มีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้คลื่น เพื่อทำธุรกิจ   ในขณะที่การประมูล ทรัพยากรปิโตรเลียม นั้น เอกชนต้องลงทุนขุดเจาะสำรวจ เพื่อหาปิโตรเลียม จึงต้องรับความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น   ในขณะที่การพิจารณา หาผู้ชนะการประมูล นั้น การประมูล4G สามารถพิจารณาจากรายได้ที่เสนอให้กับรัฐสูงสุดได้  แต่การประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งแผนงาน  แผนเงิน  ผู้เชี่ยวชาญ  และเทคโนโลยี  เพราะรัฐต้องการที่จะหาผู้ที่มีศักยภาพที่จะค้นพบปิโตรเลียมและสามารถที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้

    สำหรับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจนี้  ถือเป็นช่องทางหลักที่ทางกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว ในขณะที่กระทรวงพลังงาน หันมาให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ ในช่วง1-2ปีหลังมานี้  จากที่ก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับการชี้แจงผ่านสื่อกระแสหลัก   

  • Date : 14 / 06 / 2016
    PEAนำร่องให้บริการภาษาเมียนมา กัมพูชา มลายู ผ่านCall Center
    PEA นำร่องเพิ่ม 3 ภาษาอาเซียนให้บริการผ่านCall center 1129 รับแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมเปิดคู่สายเพิ่มเป็น 90 คู่สาย รองรับผู้ใช้บริการ 1.8 ล้านรายในปีนี้  
     
    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า PEA ได้เปิดโครงการศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า (1129 PEA Call Center)  ระยะที่ 3  ซึ่งศูนย์บริการดังกล่าวจะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารและบริการด้านรับแจ้งเหตุไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าขัดข้อง รับเรื่องร้องเรียนและรับคำร้องขอใช้ไฟ เป็นต้น โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา 
     
    สำหรับโครงการดังกล่าวระยะที่3 นี้ จะนำร่องใช้ภาษาในภูมิภาคอาเซียนให้บริการ ทั้งภาษาเมียนมา ภาษากัมพูชา และ ภาษามลายู เพิ่มจากเดิมที่มีบริการเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ ได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม 
     
    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาศูนย์บริการฯ มีปริมาณของประชาชนที่โทรติดต่อใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2557 มีจำนวนสาย 1.3 ล้านสาย และในปี 2558 จำนวน 1.5 ล้านสาย ซึ่งคาดว่าในปี 2559 – 2560 จะมีประชาชนติดต่อมาใช้บริการเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 – 1.8 ล้านสายต่อปี ซึ่งในวาระที่ 3 ได้มีการเพิ่มจำนวนคู่สายจาก 60 คู่สายเป็น 90 คู่สาย และเพิ่มจำนวนพนักงานรับสาย เพื่อรับรองผู้ใช้บริการที่มีแนวโน้มที่เพิ่มมากทุกปี 
     
    โดยการดำเนินศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า (1129 PEA Call Center) ระยะที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนด้วยการ
     
    นอกจากนี้ได้เพิ่มช่องทางในการติดต่อกับศูนย์บริการข้อมูลผ่านช่องทาง Social Media ได้แก่ Facebook Twitter Website และ E-mai ที่ [email protected] โดยจะมีพนักงานตอบคำถามเบื้องต้นให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง
     

Date : 10 / 06 / 2016

  • Date : 10 / 06 / 2016
    กฟผ.ชูกิจกรรม ปลูกป่าแลกข้าว ชวนคนปลายน้ำร่วมเฉลิมพระเกียรติ ในหลวงครองราชย์ 70 ปี

    กฟผ. เดินหน้าชวนคนปลายน้ำร่วมสานพลังชุมชนในผืนป่าต้นน้ำเขื่อนภูมิพล ขยายผลกิจกรรม “ปลูกป่าแลกข้าว” นำข้าวสารส่งต่อคนต้นน้ำ ผู้เสียสละคอยดูแลรักษาผืนป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และการเกษตรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามโครงการแลกข้าวอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  พร้อมร่วมสร้างฝายหินทิ้งช่วยชะลอน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าไม้  

     นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี  กฟผ. ได้จับมือกับสื่อพันธมิตรร่วมกิจกรรม “ปลูกป่าแลกข้าว” ในเขตพื้นที่เขื่อนภูมิพล  อ.สามเงา  จ.ตาก  ในระหว่างวันที่ 10 -12 มิถุนายน 2559   

    “สำหรับกิจกรรมปลูกป่าแลกข้าว จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้คนต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่ปิง โดยนำข้าวสารไปฝากให้กับเขื่อนภูมิพล  เพื่อส่งต่อให้ประชาชนและชุมชนต้นน้ำในพื้นที่อำเภออมก๋อย  และอำเภอแม่แจ่ม  จ.เชียงใหม่ ที่เป็นผู้เสียสละทำหน้าที่คอยดูแลรักษาป่าต้นน้ำไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า พร้อมร่วมปลูกและอนุรักษ์สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่แหล่งต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำปิงตอนบน ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลอย่างต่อเนื่อง และมีน้ำเพื่อการเกษตรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเพียงพอ ตามโครงการแลกข้าวอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ หรือ ปลูกป่าแลกข้าว  นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีการดำเนินงานในโครงการต่างๆ ภายใต้การมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดการขยายเครือข่ายการดูแลรักษาป่า  โดยปัจจุบันเขื่อนภูมิพลได้สร้างฝายร่วมกับชุมชนมาแล้วกว่า 12,000 ฝาย รวมถึงการสร้างฝายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการ 950 ฝาย ถวายในหลวง นับว่าเขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่อำนวยประโยชน์ให้กับประเทศทั้งด้านการชลประทาน การคมนาคม และการบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งยังผลพลอยได้ในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของประเทศ สมเป็นเขื่อนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อน”  

    นอกจากกิจกรรม ปลูกป่าแลกข้าวแล้ว ยังได้ร่วมกันสร้างฝายหินทิ้ง เพื่อช่วยชะลอน้ำสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนป่า ช่วยกักเก็บตะกอนดินป้องกันดินทลาย ลดปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ปิง (ดอยขุนเม่น)  ร่วมกับผู้บริหาร กฟผ. และเหล่าศิลปินดาราจิตอาสา อาทิ  แม็กกี้ อาภา ภาวิไล และลงพื้นที่เรียนรู้โครงการชีววิถีชุมชน ที่บ้านแม่ระวาน อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง ในการร่วมมือกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ รวมถึงการปกป้องผืนป่าในชุมชน  ทำให้ป่าไม้กลับคืนความสมบูรณ์อีกครั้ง  นอกจากนี้ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้ดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพด้วยการทำเกษตรแบบผสมผสานไร้สารพิษ และน้อมนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฎิบัติใช้จนประสบผลสำเร็จ  และได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์เครือข่ายปราญช์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวานเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพด้วยวิธีชีววิถี  โอกาสนี้ได้เข้าเยี่ยมชมเขื่อนภูมิพล เขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของประเทศไทย ที่เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และเป็นอันดับที่ 8 ของโลก อีกด้วย

      กฟผ. ยังคงเดินหน้าในโครงการฯ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายปลูกป่าไม่น้อยกว่าปีละ20,000ไร่ พร้อมรณรงค์ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ ปลูกที่ป่า เพื่อปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยปี2559นี้ จัดกิจกรรมในโครงการปลูกป่า กฟผ. จำนวน 5 ครั้ง เน้นที่ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำ และป่าชุมชนในพื้นที่รอบเขื่อน และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกได้จัดขึ้นที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน  ที่ผ่านมา ส่วนในครั้งต่อไปจะจัดที่เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น, กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์  ทั้งนี้ผู้สนใจที่จะร่วมกิจกรรมสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.egat-reforest.com

              

     

Date : 09 / 06 / 2016

  • Date : 09 / 06 / 2016
    พพ.ลงนามเอ็มโอยูพัฒนาหลักสูตรด้านอนุรักษ์พลังงานกับสถาบันอุดมศึกษา6แห่ง

    บุคลากรระดับอุดมศึกษาที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตจะมีความรู้และเข้าใจเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการอนุรักษ์พลังงานกับสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา,มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย,มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

    พิธีลงนามดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่9มิ.ย.ที่ห้อง Training Room 1 อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ คลองห้า จ.ปทุมธานี โดยมีนายดนัย เอกกมล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานในพิธี

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน คาดหวังว่าบุคคลากรที่จบการศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าว จะมีส่วนช่วยผลักดันให้สถานประกอบการมีการลงทุนเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานของสถานประกอบการ และการลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศในอนาคต 

Date : 08 / 06 / 2016

  • Date : 08 / 06 / 2016
    พลังงานเปิดโครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติในปีมหามงคล
    กระทรวงพลังงาน จับมือ กลุ่ม ปตท. และ กฟผ.เปิดโครงการ “คุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติฯ” ในปีมหามงคล 3 โอกาส ผลักดันพื้นที่สีเชียวในเมืองกรุงสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่สมบูรณ์ ด้าน กฟผ.หนุนติดตั้งระบบไฟฟ้าเพิ่ม
     
     พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดโครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ใน 3 โอกาสสำคัญ ได้แก่
     
    1.      เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาส มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิ.ย. 2559
     
    2.      สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงพระเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2559
     
    3.      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2560 ขึ้นที่บริเวณสวนสุขภาพลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
     
    สำหรับโครงการดังกล่าวประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.การพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การฟื้นฟูสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเพิ่มได้ประมาณ 700 ไร่ และการพัฒนาระบบคลองคุ้งบางกะเจ้าระยะทางประมาณ 58 กิโลเมตร
     
    2.การส่งเสริมวิถีชีวิตชุมชน ประกอบด้วย การปรับปรุงท่าเรือต่างๆ เพื่อเชื่อมการเดินเรือระหว่างฝั่งกรุงเทพฯกับคุ้งบางกระเจ้าเพื่อให้การใช้เส้นทางคมนาคมอย่างปลอดภัยเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ปรับปรุงเส้นทางจักรยาน การติดตั้งป้ายสัญจร และป้ายข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว
     
    3.การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว คือ ผู้ประกอบการ ร้านค้า บริการ โฮมสเตย์ ร้านจักรยาน และสร้างระบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย 
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี อาทิ การขับเคลื่อนตำบลวิถีพอเพียงในพื้นที่บางน้ำผึ้ง การจัดทำโครงการฟื้นฟูป่าเพื่อการเรียนรู้เชิงนิเวศสวนศรีนครเขื่อนขันธ์
     
    อย่างไรก็ตามโครงการนี้ ปตท.มีแผนการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมวิถีชุมชน และการจัดการองค์ความรู้ เพื่อให้ คุ้งบางกะเจ้า มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเศรษฐกิจเข้มแข็ง และให้คุ้งบางกะเจ้าเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
     
    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ปีนี้ กฟผ. ได้สนับสนุนอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณลานจอดรถ อาคาร และสวนเฉลิมพระเกียรติฯ  พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Solar Lamp และ Solar Roof Top สำหรับปี 2560-2561 ซึ่งจะดำเนินการติดตั้งระบบไฟแสงสว่าง บริเวณเส้นทางจักรยานท่องเที่ยว พร้อมทั้งศึกษาแผนการฟื้นฟูวิถีเกษตรสวนมะม่วง โดย กฟผ.จะนำโครงการชีววิถี ซึ่งเป็นการทำการเกษตรโดยปราศจากสารเคมีเข้าไปแนะนำแก่เกษตรกร เพื่อให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป
     
    สำหรับพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า มีพื้นที่ทั้งสิ้น 11,819  ไร่  ตั้งอยู่ที่อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ