กิจกรรมทั้งหมด

Date : 22 / 07 / 2016

  • Date : 22 / 07 / 2016
    สนพ.ออกบูธ รวมพลังหาร2เปลี่ยนใหม่ประหยัดชัวร์ ปี2 งานบ้านและสวนแฟร์ Midyear2016

    สนพ. ร่วมออกบูธให้ความรู้หลอดไฟ LED และฉลากเบอร์5 พร้อมแนะนำการเลือกเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดของห้อง ในงาน “บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2016” 27-31 ก.ค.นี้

    รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) แจ้งว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมร่วมออกบูธ“รวมพลังหาร 2เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี2” ในงานบ้านและสวนแฟร์ Midyear 2016 โดยบูธดังกล่าวจะอยู่บริเวณโซนเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัว ในระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. 2559  ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา  ฮอลล์101 

    โดยบูธของกระทรวงพลังงานจะเน้นให้ความรู้เรื่องพัฒนาการของหลอดไฟ LED และฉลากเบอร์ 5  รวมถึงวิธีการเลือกเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดของห้อง นวัตกรรมการออกแบบประหยัดพลังงาน เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายุคใหม่ที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเข้ากับธีม Cozy House ของงานบ้านและสวนแฟร์ในปีนี้ ที่นำเสนอแนวคิดบ้านหลังเล็กที่แสนอบอุ่น ประหยัด ด้วยการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5  

    นอกจากนี้ภายในงาน พบ “เก่ง” เดอะวอยซ์  ธชย ประทุมวรรณและ “ป๋อ” ณัฐวุฒิ สะกิดใจ และร่วมลุ้นรางวัลภายในบูธมากมาย อาทิ นำหลอดไฟเก่ามาแลกหลอดไฟLED 8 วัตต์ ฟรี 50 ท่านแรกต่อวัน , กิจกรรม “Load Like Share” ลุ้นรับรางวัลเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟเบอร์ 5 ขนาด 13,000 BTU 

  • Date : 22 / 07 / 2016
    องค์กรพลังงานร่วมสืบสานวัฒนธรรม ขับ-ลำ ไทยลาว

    องค์กรด้านพลังงานสนับสนุนการจัดงานสัมมนาและประชุมวิชาการสานสัมพันธ์วรรณกรรมไทย-ลาว ครั้งที่ 3 “ขับ-ลำ มรดกล้านช้าง” เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน การขับ-ลำ ที่มีคุณค่า และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ

    งานสัมมนาและประชุมวิชาการสานสัมพันธ์วรรณกรรมไทย-ลาว ครั้งที่3 “ขับ-ลำ มรดกล้านช้าง” จัดขึ้นที่โรงแรมดาวสะหวัน รีสอร์ทแอนด์สปา เมือง ไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ช่วงวันที่ 21-23 ก.ค.2559 โดยองค์กรด้านพลังงานที่เห็นคุณค่าการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศและสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้  ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) บริษัทของคนไทยที่เข้ามาพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนใน สปป.ลาว

    นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆที่ให้การสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ด้วย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศูนย์ข้อมูลลาวและสำนักวัฒนธรรม) สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถานเอกอัคราชฑูตไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์ สถานกงสุลใหญ่แขวงสะหวันนะเขต  โดยมีสโมสรนักเขียนภาคอีสานและสมาคมนักประพันธ์ลาว รับหน้าที่เป็นผู้จัดงาน

                                     

    งานดังกล่าวได้รับความสนใจจากเหล่าบรรดาศิลปิน นักเขียนจากสโมสรนักเขียนภาคอีสาน สมาชิกสมาคมนักประพันธ์ลาว เครือข่ายสถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน จนเต็มที่นั่งในห้องประชุม โดยพิธีเปิดงานในวันที่ 21ก.ค. 2559     มีท่านปอ คำเผย ผันทะจอน  รองเลขาคณะบริหารงานพรรคแขวงสะหวันนะเขต ผู้แทนฝ่ายสปป.ลาว และนายดนัย การพจน์ กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ผู้แทนฝ่ายไทย เป็นประธานในพิธี 

    ไฮไลท์ของการจัดงานงานวันแรกมีการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ บทบาทและคุณค่า ศิลปะการขับ-ลำมรดกล้านช้างจากนางดวงเดือน บุนยาวง (ดอกเกด) ศิลปินดีเด่นสาขาวรรณศิลป์และนักเขียนรางวัลซีไรต์ของสปป.ลาว และนายคำสิงห์ ศรีนอก(ลาว คำหอม) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ของไทย รวมทั้งการแสดงหมอลำ จากศิลปินแห่งชาติ สปป.ลาว (หมอลำสมาน สุวันนะสี) และศิลปินแห่งชาติจากประเทศไทย (หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน)

    นายดนัย การพจน์ กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต กล่าวว่า ได้เห็นถึงคุณค่าของความพยายามในการอนุรักษ์วัฒนธรรมการขับลำให้คงอยู่และหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะมีส่วนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นเช่นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งวรรณกรรมและการขับลำนี้ จะเป็นสื่อสำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องราวระหว่างกัน และต่อยอดสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ต่อไป

    นางสุมาลี สุวรรณกร ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ในฐานะเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เป็นผู้จัดงานครั้งนี้ กล่าวว่า งานสานสัมพันธ์วรรณกรรมไทย-ลาว  ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปี 2551 ที่ จ.ขอนแก่น มีการนำเอาเรื่องราวของวรรณกรรมชิ้นเอก อย่าง  สังข์ศิลป์ชัย หรือ”สินไซ” มาพูดคุยและดึงจุดเด่นเนื้อหาแฝงคำสอนที่ซ่อนอยู่ในเรื่องออกมาต่อยอดและปรับใช้ในการดำเนินชีวิต  ส่วนครั้งที่ 2 จัดขึ้นในชื่อ “ผญาพาเพลิน” เมื่อปี2557 ที่ จ.ขอนแก่นเช่นเดียวกัน ส่วนครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่จัดในแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ภายใต้หัวข้อ “ขับ-ลำ มรดกล้านช้าง” ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากศิลปินและนักเขียนที่มีชื่อเสียงของทั้งฝั่งสปป.ลาว และไทย และต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกองค์กรที่ทำให้สามารถจัดงานในครั้งนี้ขึ้นมาได้  และเกิดเป็นพลังในการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ด้านวรรณกรรมของทั้งสองประเทศนี้ให้คงอยู่ต่อไป ไม่มีวันอ่อนแรง

                                          

     

Date : 20 / 07 / 2016

  • Date : 20 / 07 / 2016
    พลังงานจังหวัดพิจิตรโชว์ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบฝาครอบลอย

    พลังงานจังหวัดพิจิตร โชว์ระบบก๊าซชีวภาพใช้ในครัวเรือนแบบฝาครอบลอย  ขยายผลในชุมชนไปแล้วกว่า60บ่อ มั่นใจใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม(LPG)ในครัวเรือนได้ทั้งหมด ช่วยประหยัดรายจ่ายได้1,600 – 2,400 บาทต่อปี

    ที่ผ่านมาพลังงานจังหวัดพิจิตรมีการส่งเสริมระบบก๊าซชีวภาพครัวเรือนแบบฝาครอบลอยขนาด 4 ลบ.ม. ครั้งแรกที่ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก และ ต.วังหลุม ต.ตะพานหิน จ.พิจิตร ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน กว่า 7 ระบบยังใช้งานได้ดี

    นายขวัญชัย  อนุรักษ์วัฒนะ นายช่างเทคนิคชำนาญงาน สำนักงานพลังงานจังหวัดพิจิตร  กล่าวว่า จุดเด่นของระบบฝาครอบลอยคือ โครงสร้างมีความแข็งแรงทนทาน ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ก่อสร้างได้ด้วยฝีมือช่างชุมชน ใช้งานง่าย อายุการใช้งานยาวนานนับสิบปี ก๊าซที่ผลิตได้มีแรงดันที่ดีไม่แพ้ก๊าซ LPG สามารถต่อขยายใช้ร่วมกันได้สองครัวเรือนต่อ 1 บ่อ

    โดยปัจจุบันมีการขยายผลในจังหวัดพิจิตรไปแล้วกว่า 60 บ่อ  ซึ่งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคปศุสัตว์ และการใช้พลังงานฟอสซิล  ถือเป็นทางเลือกให้คนในชุมชนหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น จากพลังงานทดแทน ที่มีอยู่  ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพ และไม่ต้องกังวลว่าราคาพลังงานโดยเฉพาะก๊าซ LPG จะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งครัวเรือนที่มีศักยภาพวัตถุดิบมูลสัตว์ เศษอาหารที่เพียงพอต่อการนำมาผลิตก๊าซชีวภาพ  ก็สามารถที่จะลงทุนติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพครัวเรือนแบบฝาครอบลอยขนาด 4 ลบ.ม. นี้ได้

    นายขวัญชัย อธิบายถึง ก๊าซชีวภาพ ที่ได้ว่า มาจากการหมักย่อยสลายของสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ปราศจากออกซิเจน(anaerobic digestion) โดยทั่วไปจะหมายถึง ก๊าซ มีเทน ที่เกิดจาก การหมัก (fermentation)ของ สารอินทรีย์  มีปฏิกิริยาการเกิดก๊าซชีวภาพ 3 ขั้นตอน  คือขั้นตอนที่ 1 การสลายโมเลกุลใหญ่ สารอินทรีย์ต่างๆ ที่มีโมเลกุลใหญ่ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน จะถูกย่อยสลายโดย เอนไซน์ ที่ปล่อยออกมาจากแบคทีเรีย พวก  Hydrolytic Organisms  ทำให้แตกตัวมีโมเลกุลเล็กลง

    ขั้นตอนที่ 2 การผลิตกรดอินทรีย์ สารอินทรีย์ ที่มีโมเลกุลเล็กลงจะถูกเปลี่ยนไปเป็น กรดอินทรีย์ระเหยง่าย และสารอื่นๆ โดยแบคทีเรียพวกสร้างกรด กรดที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ คือ กรดอะซิติก  และกรดไพรพิโอนิค และขั้นตอนที่ 3 การผลิตก๊าซมีเทน กรดอินทรีย์ระเหยง่าย จะถูกย่อยสลายเป็นก๊าซมีเทน และคาร์บอนไดออกไซค์ เป็นส่วนใหญ่ โดยอาจมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจน และไฮโดรเจน และไอน้ำผสมอยู่ด้วย รวมกันเรียกว่า “ก๊าซชีวภาพ”

    โดยที่ สำนักงานพลังงานจังหวัดพิจิตร   มีการส่งเสริม คือระบบบ่อหมักก๊าซแบบฝาลอย (Floating Drum Digesting) เป็นถังหมักแบบอินเดีย ตัวถังทำจากวงบ่อซีเมนต์ ด้านข้างจะเป็นช่องเติมมูลและช่องมูลล้น ด้านบนที่เป็นฝาลอยทำจากโลหะซึ่งเป็นที่สำหรับเก็บก๊าซ สามารถลอยตัวขึ้น-ลง ได้ ขึ้นอยู่กับความดันของก๊าซที่เกิดขึ้น ซึ่งความดันภายในถังหมักสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยยกเพิ่มหรือลดน้ำหนักที่ฝาลอยนี้ จากการทดสอบการใช้จริงก๊าชีวภาพแบบฝาครอบลอยชนิดใส่มูลสัตว์และชนิดในเศษอาหาร(ผสมมูลสัตว์ในการหมักครั้งแรกประมาณ 40 ถังสี) เมื่อเติมครบจำนวนแล้ว ประมาณ 20-30 วัน จะเริ่มเกิดก๊าซชีวภาพ  ความสามารถในการผลิตก๊าซชีวภาพ เฉลี่ยต่อวัน ชนิดใช้มูลสัตว์จะผลิตก๊าซชีวภาพได้   1.67  ลบ.ม. ทดแทนแก๊สหุงต้มได้   0.77  กก. ชนิดใช้เศษอาหารจะผลิตก๊าซชีวภาพได้  1.13 ลบ.ม. ทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) เฉลี่ยต่อวันได้ 0.52 กก. เพียงพอต่อการทดแทน LPG ในครัวเรือนได้ 100% คิดเป็นมูลค่าปีละ 1,600 – 2,400 บาทต่อปี ลดการปล่อย CO2 ได้ 270 กิโลกรัมต่อปี การลงทุนต่อ 1 ระบบประมาณ 15,000 – 20,000 บาท อายุการใช้งาน 10 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ดูแลของผู้ใช้งาน

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ  ขวัญชัย  อนุรักษ์วัฒนะ นายช่างเทคนิคชำนาญงาน สำนักงานพลังงานจังหวัดพิจิตร โทร. : 089-6389939

     

Date : 18 / 07 / 2016

  • Date : 18 / 07 / 2016
    ลงนามตั้งสภาผู้นำนักธุรกิจสหราชอาณาจักร-ไทย พร้อมหารือนัดแรกก.ย.นี้

    ซีอีโอปตท.ในฐานะผู้แทนภาคธุรกิจไทย ลงนามบริษัท โรลส์รอยซ์ ในฐานะผู้แทนภาคธุรกิจ สหราชอาณาจักร  ตั้งสภาผู้นำนักธุรกิจ สหราชอาณาจักร-ไทย พร้อมนัดหารือครั้งแรกที่ไทย เดือนกันยายน นี้ เพื่อแสวงหาโอกาสร่วมมือค้าขาย ลงทุนและข้อเสนอต่อภาครัฐ

    เมื่อวันที่12ก.ค.2559 ที่ผ่านมา ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนภาคธุรกิจไทย ได้ลงนามร่วมกับ ลอร์ด ชาว์ลส พาวเวล( Lord Charles Powell of Bayswater) คณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท โรลส์รอยซ์ ในฐานะผู้แทนภาคธุรกิจ สหราชอาณาจักร  ในขณะที่ นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ลงนามร่วมกับ นายมาร์ค การ์นิเย่ ผู้แทนพิเศษด้านการค้าของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ว่าด้วยความร่วมมือจัดตั้งสภาผู้นำนักธุรกิจ สหราชอาณาจักร – ไทย เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ และแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างกัน

     นายเทวินทร์ เปิดเผยถึงการลงนามครั้งนี้ผ่านทางเฟซบุค [email protected] ว่า ที่ผ่านมากลุ่ม ปตท. มีการลงทุนผ่านบริษัทอังกฤษ ได้เริ่มศึกษาความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-based Technology) และกำลังจัดตั้งสำนักงานที่กรุงลอนดอน เพื่อเป็นฐานในการค้าขาย โดยการลงนามจัดตั้งสภานักธุรกิจระหว่างสองประเทศ ครั้งนี้ ได้รับความสนใจอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมในพิธีจากภาครัฐและเอกชน เช่น รัฐมนตรี สมาชิกสภา บริษัทชั้นนำของอังกฤษ อาทิ Rolls Royce, GlaxoSmithKline (GSK) และ Tesco และบริษัทชั้นนำของไทย ได้แก่ King Power, Thaibev, คาราบาวกรุ๊ป และ บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ

    ทั้งสองประเทศได้หารือกันเบื้องต้นว่า จะจัดประชุมครั้งแรกที่ประเทศไทย ในช่วงเดือนกันยายน เพื่อแสวงหาโอกาสร่วมมือค้าขาย ลงทุน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความท้าทาย และปัจจัยความสำเร็จในธุรกิจ เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อภาครัฐต่อไป

    นายเทวินทร์ ระบุว่าถึงแม้ว่าสหราชอาณาจักรจะอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ด้วยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับอังกฤษที่มีมายาวนานกว่า 400 ปี ผมมั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เป็นกลไกผลักดันการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน และยังจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐให้เกิดความเข้าใจและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นภายใต้สถานการณ์การเมืองปัจจุบันของทั้งสองประเทศ

Date : 17 / 07 / 2016

  • Date : 17 / 07 / 2016
    สนพ.เร่งโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในค่ายทหารให้แล้วเสร็จตามแผน

    สนพ.เร่งโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในค่ายทหาร หวังช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน และเป็นศูนย์สาธิตต้นแบบเรื่องพลังงานทดแทน ให้กับชุมชน

    โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายในค่ายมหาจักรีสิรินธร เป็นโครงการนำร่องที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่13 มิ.ย.2557 เพื่อชี้แจงรายละเอียดและยุทธศาสตร์การจัดทำกรอบงบประมาณปี2558และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี2557 ให้กับหัวหน้าส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยในเรื่องของพลังงาน ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนแผนเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานให้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพลังงานทดแทนทั้งจากพืช อ้อย แสงอาทิตย์   นอกจากนี้ยังเป็นโครงการที่สอดคล้องกับความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงกลาโหม ที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเมื่อวันที่23เม.ย.2556 เพื่อการดำเนินการด้านพลังงานทดแทนในหน่วยทหารและความร่วมมือสนับสนุนกิจการด้านพลังงานซึ่งกันและกัน ใน4ด้านคือ 1.ด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการพลังงานกิจการทหาร,2.ด้านการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 3.ด้านความร่วมมือในงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสำรวจและผลิตทรัพยากรพลังงาน 4.ด้านการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านพลังงาน

    โดยการเลือกกองพันทหารราบที่3 กรมทหารราบที่5 ค่ายมหาจักรีสิรินธร  ซึ่งตั้งอยู่ที่อ.นาทวี จ.สงขลา เป็นพื้นที่นำร่อง เพราะเป็นหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ก่อเหตุการณ์ความไม่สงบใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้และ4อำเภอในจ.สงขลา มีบทบาทในการปฎิบัติตามนโยบายของกองทัพบกในการรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ซึ่งการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) ขนาดรวมประมาณ300กิโลวัตต์ จะทำให้ค่ายมหาจักรีสิรินธร สามารถเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบสำหรับชุมชน และเป็นศูนย์กลางในการสาธิตและประชาสัมพันธ์ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถใช้ประโยชน์ให้เห็นผลในทางปฏิบัติได้จริง

    โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวนประมาณ21 ล้านบาท และมีระยะเวลาในการดำเนินการ12 เดือน นับตั้งแต่ลงนามในหนังสือยืนยัน คือวันที่30เม.ย.2558 ถึง29เม.ย.2559 แต่มีการขอขยายระยะเวลาดำเนินการครั้งที่1 ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว และจะสิ้นสุดการดำเนินการ ในวันที่28 ต.ค. 2559  นี้

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะทำงานในกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ที่ค่ายมหาจักรีสิรินธร  เมื่อต้นเดือนก.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยที่มี พันโทต่อพงศ์ วรรณจันทร์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่3 กรมทหารราบที่5 ให้การต้อนรับ  กล่าวว่า การลงพื้นที่ค่ายมหาจักรีสิรินธร ที่เป็นหน่วยงานที่ติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ตามโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ก็เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อโครงการดำเนินการได้เสร็จเรียบร้อย ทางหน่วยมีความพร้อมในการบำรุงรักษาชุดอุปกรณ์ต่างๆให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยแจ้งผลการประหยัดการใช้ไฟฟ้าให้กับทางเจ้าหน้าที่ของกองทุนฯ ได้รับทราบ เป็นระยะ  ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากทางผู้บังคับกองพัน ว่าจะดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ

    นอกจากนี้ยังได้หารือกับทางบริษัทผู้รับเหมาที่รับดำเนินการติดตั้งระบบ ให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติ คือภายในวันที่28 ต.ค.2559  โดยไม่อยากจะให้โครงการมีความล่าช้าจนต้องมีการขอขยายกรอบระยะเวลาดำเนินการอีก

    สำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ในค่ายมหาจักรีสิรินธร จะมีการติดตั้งชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ บนหลังคา จำนวน9 อาคาร กำลังการผลิตติดตั้ง300 กิโลวัตต์ คาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในเวลากลางวันได้ประมาณ 369,360 หน่วยต่อปี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้อยู่ภายในค่ายดังกล่าวในช่วงเวลากลางวันลงได้ เกือบทั้งหมด