กิจกรรมทั้งหมด

Date : 13 / 09 / 2016

  • Date : 13 / 09 / 2016
    ซีอีโอปตท.เผยผลประชุมASCOPEเพิ่มการซื้อขายน้ำมัน ก๊าซ ภายในอาเซียน

    ซีอีโอปตท.เผยผลประชุม ASCOPE Council Meeting ที่เสียมเรียบ กัมพูชา ช่วง7-8ก.ยที่ผ่านมา เน้นยุทธศาสตร์ความร่วมมือส่งเสริมการซื้อขายน้ำมันและก๊าซภายในภูมิภาค ก่อนที่จะส่งออกหรือนำเข้านอกภูมิภาค เชื่อจะเห็นการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆนี้  ภูมิใจแบรนด์ "Cafe Amazon" ดังและขายดี ในกรุงพนมเปญ หลังใช้โอกาสหลังการประชุมแวะเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันปตท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์ข้อความบนหน้าเพจเฟซบุคTevin at PTTwww.facebook.com/tevinatptt) เมื่อวันที่13ก.ย. ที่ผ่านมาเพื่อเล่าถึงเรื่องที่ตัวเขาได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางปิโตรเลียมกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของ ASEAN ที่เรียกว่า ASCOPE Council Meeting ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 7-8 กันยายน 2559

    โดยนายเทวินทร์ เล่าว่า ในการประชุมครั้งนี้  เน้นเรื่องของยุทธศาสตร์ที่จะร่วมมือกันโดยให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการใช้ปิโตรเลียมในภูมิภาคเป็นหลักก่อนที่จะส่งออกหรือนำเข้านอกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการซื้อขายน้ำมันและก๊าซระหว่างกัน  การสร้างตลาดร่วม LNG ในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มบทบาทของ ASCOPE ในเวทีพลังงานโลก

    ในโอกาสนี้ ซีอีโอปตท.ได้มีการเจรจาประเด็นทางธุรกิจทวิภาคีกับหลายประเทศเกี่ยวกับโอกาสลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งแต่ละฝ่ายจะนำทิศทางจากการประชุมไปขยายผลในระดับปฏิบัติงานต่อไป

    “เร็วๆนี้เราจะเห็นการซื้อขายน้ำมันและก๊าซกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลต่อต้นทุนที่ถูกลงจากค่าขนส่งและความมั่นคงในการจัดหาที่เพิ่มขึ้นครับ” นายเทวินทร์ระบุข้อความเอาไว้ในเฟซบุค

    สำหรับความเป็นมาของการประชุม ASCOPE หรือ ASEAN Cooperation on Petroleum เป็นการรวมตัวกันของบริษัทน้ำมันในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ประกอบด้วย

    PetroleumBrunei, Pertamina, Lao state Fuel Company, Petronas, Myanmar Oil and Gas Enterprise, Phillippines National Oil Company, Singapore LNG Corporation, PetroVietnam, ปตท. และกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ซึ่งปีนี้ทางกัมพูชาเป็นเจ้าภาพในจัดงาน

    นายเทวินทร์ เขียนอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ASCOPE เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 40 ปีก่อนในช่วงที่ประเทศผู้ก่อตั้ง ASEAN เริ่มจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติใกล้เคียงกัน เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางด้านปิโตรเลียม เริ่มต้นจาก 4-5 บริษัท จนขยายมาเป็น 10 องค์กรในปัจจุบัน Council ของ ASCOPE คือผู้นำสูงสุดของแต่ละองค์กร ซึ่งจะนัดประชุมกันปีละครั้ง และจะสลับกันตั้งเลขาธิการเพื่อประสานความร่วมมือ ซึ่งปตท.ได้รับหน้าที่นี้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

    นายเทวินทร์ ยังเล่าต่อถึงการใช้โอกาสหลังการประชุมด้วยว่า ตัวเขาและคณะได้แวะเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ที่นำรูปแบบ Life Station มาเปิดในประเทศเพื่อนบ้าน และพากลุ่มพันธมิตรค้าปลีกนำสินค้าไทยมาขยายตลาด โดยเฉพาะกาแฟ "Cafe Amazon" ซึ่งดังและขายดีมาก โดยร้านในกรุงพนมเปญทำสถิติขายได้สูงถึง 1,500 แก้วต่อวัน ซึ่งตัวเขามีความภูมิใจที่ปตท.สามารถสร้าง brand จนเป็น Pride of Thailand ที่แข่งขันได้นอกประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

Date : 09 / 09 / 2016

  • Date : 09 / 09 / 2016
    ปตท.ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ต่อเนื่องเป็นปีที่5

    ปตท.ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices -DJSI ต่อเนื่องกันเป็นปีที่5 สะท้อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการคัดเลือกให้ติดอยู่ในดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) อย่างต่อเนื่อง โดยในการประกาศรายชื่อล่าสุดประจำปี 2016 นั้น นับเป็นการติดโผดัชนี DJSI ติดต่อกันถึง 5 ปีซ้อน  ซึ่งนอกจากผลงานการติดอันดับของ ปตท. แล้ว บริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องครบทุกบริษัท  นอกจากนี้ยังเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งของกลุ่ม ปตท. ที่  ปตท.สผ. ได้รับคัดเลือกเป็น Industry Leader ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ประเภท Oil & Gas Upstream & Integrated และไทยออยล์ ได้รับคัดเลือกเป็น Industry Leader ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ประเภทOil & Gas Refining & Integrated  อีกด้วย

    นายเทวินทร์ กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ตกต่ำ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  ปตท. ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร โดยยึดหลักการประเมินที่สำคัญทั้งการรักษาสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย สร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเพียงพอ ทั่วถึงทุกพื้นที่ ในราคาที่เป็นธรรม บนพื้นฐานของการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

     “ผมเชื่อมั่นว่า การบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจะเป็นภูมิคุ้มกันที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในระยะยาว การได้รับการจัดอันดับ DJSI ในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระดับโลก” นายเทวินทร์ กล่าว

    ดัชนี DJSI ถือเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งจัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือของS&P Dow Jones Indices และ RobecoSAM โดยเชิญบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกให้เข้าร่วมการประเมินด้านความยั่งยืน และคัดกรองบริษัทที่ได้คะแนนด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืนสูงสุด ร้อยละ 10 เรียงตามลำดับลงมาของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งดัชนี DJSI นี้ กองทุนต่างๆ จากทั่วโลกให้ความเชื่อถือและใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการลงทุนกับบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน รวมถึงการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

     

  • Date : 09 / 09 / 2016
    ปตท.สผ.และบ้านปูติดอันดับDJSIต่อเนื่องเป็นปีที่3

    ปตท.สผ.และบ้านปู ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน

    บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ระดับโลกในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ประเภทธุรกิจขั้นต้นและธุรกิจครบวงจร (Oil and Gas Upstream & Integrated Industry) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และจากการประกาศรายชื่อสมาชิกครั้งล่าสุดในปี 2559 ปตท.สผ. โดยได้รับคะแนนประเมินสูงสุด (Industry Leader) เป็นปีแรกของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกในธุรกิจประเภทเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจในฐานะ “องค์กรแห่งความยั่งยืน”

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า “ปตท.สผ. ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ระดับโลกเป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จอีกก้าวที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรและพนักงานทุกคน ที่ได้ดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์เพื่อการเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำในเอเชียที่ขับเคลื่อนด้วยผลการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้ เทคโนโลยีและหัวใจสีเขียว เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ และการสร้างคุณค่าร่วมแก่สังคมอย่างยั่งยืน”

    ในขณะที่บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)  หนึ่งในบริษัทพลังงานชั้นแนวหน้าของเอเชีย ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน เช่นเดียวกัน โดยนับเป็นปีที่ 3 ที่บริษัทฯ ได้รับการคัดเลือก และได้รับคะแนนจากการประเมินสูงสุดในกลุ่มพลังงานถ่านหินและพลังงานเพื่อการใช้งานอีกด้วย

    นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ มีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ รางวัลเหล่านี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของบ้านปูฯ ในการสานต่อแผนการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง”

     รายงานของ DJSI ระบุว่า บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้รับการคัดเลือกโดยประเมินจากความโดดเด่นของบริษัทฯ ในการผลักดันธุรกิจพลังงาน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค 

     “การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในความหมายของบ้านปูฯ คือ การดำรงอยู่ในระยะยาว โดยมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจหลักของเรา ทั้งในเรื่องผลประกอบการทางธุรกิจ การพัฒนาบุคลากร และวัฒนธรรมภายในองค์กร ซึ่งยังคงเน้นการบ่มเพาะปรัชญาการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจต่างๆ ของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้าง ความเป็นมืออาชีพ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ทำงานที่แตกต่างกัน ความคิดสร้างสรรค์เชิงบวก ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความคล่องตัวในการทำงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านปูฯ ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้” นางสมฤดี กล่าว 

    สำหรับ กลุ่มดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) เป็นมาตรฐานการวัดความยั่งยืนของธุรกิจรายแรกของโลกซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยความร่วมมือระหว่าง RobecoSAM และ กลุ่มดัชนีเอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ในการประเมินนั้น จะมีการผลการดำเนินงานของหุ้นจากบริษัทชั้นนำกว่า2,500บริษัททั่วโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ DJSI เป็นดัชนีหลักซึ่งกองทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะอ้างอิงถึงเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุนและยังสามารถใช้เป็นมาตรฐานและแนวทางที่ดีให้กับบริษัทอื่นๆ ต่อไป

     

     

Date : 08 / 09 / 2016

  • Date : 08 / 09 / 2016
    กฟผ.ย้ำความจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา

    กฟผ. เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ควบคู่การพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อไม่ให้ ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่มีราคาแพงในสัดส่วนที่มากเกินไป 

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาข้อสรุปนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการต่อไป สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นไปตามแผนงาน อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ

    “โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา มีความจำเป็นต่อการพัฒนาพลังงานในภาคใต้ ที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุกปี และหากประเทศยังมีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จะต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น”

    สำหรับกรณีที่ชุมชนทับสะแกเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่นั้น  ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวยืนยันว่า กฟผ. ไม่เคยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะเรามีพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับชุมชนในปี 2550 ว่า กฟผ. จะไม่พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก แต่ถ้าในอนาคตชุมชนในพื้นที่ต้องการให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จริง ก็จะต้องเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน  โดย กฟผ. พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายและความต้องการของชุมชน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดที่สุดในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญไปพร้อมๆ กัน

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนในปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า (Non-firm)  กฟผ. ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าหลักรองรับในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งเป็นภาระส่วนเพิ่มที่ผู้ลงทุนพลังงานทดแทนไม่ต้องจ่าย แต่ถูกผลักเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เป็นนโยบายที่ภาครัฐมีเป้าหมายต้องการให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดังนั้นในส่วนของ กฟผ. ที่จะเสนอกระทรวงพลังงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ จึงจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้ประสบวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าได้ เช่น ในยุโรปหลายประเทศที่มีค่าไฟฟ้าแพง อาทิ เยอรมนี และเดนมาร์ก

Date : 07 / 09 / 2016

  • Date : 07 / 09 / 2016
    ชุมชนตั้งใจพัฒนาพลังงานทดแทนมีช่องทางขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย

    ชุมชนที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาพลังงานทดแทนอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย วงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท โดยส่งข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนโดยตรง (Direct  Aid Program - DAP) ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 
     

    รายงานข่าวจากสถานทูตออสเตรเลีย กรุงเทพฯ แจ้งว่า โครงการทุนสนับสนุนโดยตรง(DAP- Direct  Aid Program) เป็นโครงการทุนสนับสนุนขนาดเล็ก ซึ่งจัดสรรจัดสรรตามนโยบายโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่มุ่งส่งเสริมโครงการด้านการพัฒนาให้แก่ประเทศต่างๆที่อยู่ในเกณฑ์ประเทศผู้มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

    โดยทุนสนับสนุนดังกล่าว สำหรับประเทศไทยประจำปี 2559-2560 จะให้ความสำคัญแก่โครงการในด้านต่างๆดังต่อไปนี้
    การรักษาสิ่งแวดล้อม(เช่นการเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นพลังงานทดแทน)
    การพัฒนาด้านสาธารณสุข(เช่นคลีนิคสาธารณสุขเคลื่อนที่สำหรับพื้นที่ห่างไกล
    การสนับสนุนโรงเรียน/การศึกษา(เช่น บูรณะซ่อมแซมหรือสนับสนุนหนังสือเพิ่มเติมสำหรับห้องสมุดโรงเรียน)
    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเล็ก(เช่นก่อสร้างฝายทดน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสะอาดที่ดื่มได้แก่หมู่บ้านในชนบท)
    การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และการพัฒนาบทบาทสตรี  (เช่นสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนแก่โรงเรียนสตรีล้วน)
    การส่งเสริมให้ผู้ทุพพลภาพสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆอย่างเท่าเทียม(เช่นก่อสร้างทางเดินรถเข็นคนพิการแก่โรงเรียนในชนบท)
    การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพแก่องค์กร และส่งเสริมการพัฒนาในชนบท
    การตอบสนองในการบรรเทาภัยพิบัติ(เช่นการจัดหาช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานสำหรับผู้ประสบอุทกภัย)

    การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการปกครอง การกระจายอำนาจ และสิทธิมนุษยชน(เช่นการป้องกันความรุนแรงแก่สตรี การจัดสัมมนาแนะแนวสิทธิในระบบกฏหมายในประเทศ )

    ทั้งนี้โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ(ODA –Official Development Assistance )  เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน  แสดงให้เห้นถึงผลลัพธ์ที่ยั่งยืน  สร้างการมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นของคนในชุมชน  ไม่เป้นโครงการเชิงพาณิชย์   สอดคล้องกับนโยบายความช่วยเหลือและนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย และสามารถดำเนินโครงการได้ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ภายใน1ปีงบประมาณ  เป็นต้น   ซึ่งโครงการที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนในวงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท   โดยจะต้องดำเนินการและทำการรายงานสรุปผลให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 หรืออาจได้รับการพิจารณาขยายกรอบเวลาสิ้นสุดตามเหตุผลอันสมควร โดยคณะกรรมการสามารถพิจารณาให้การสนับสนุนเงินทุนภายใต้กรอบเวลาสองปี โดยจะพิจารณาเป็นกรณีไป
    การส่งใบสมัครจะต้องส่งแบบระบบออนไลน์เท่านั้น สมัครได้ที่https://dap.smartygrants.com.au/BNK2016-17