กิจกรรมทั้งหมด

Date : 22 / 03 / 2017

  • Date : 22 / 03 / 2017
    มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ สนับสนุนทุนการศึกษาให้เยาวชนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ณ สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ

    มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ประจำปี2560  ที่สำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  บ้านชาด ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์   สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเยาวชนได้ใกล้ชิดธรรมะและธรรมชาติในช่วงปิดเทอม

    กิจกรรมค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่มาร่วมเข้าค่ายดังกล่าว จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยทุนการศึกษาในปี2560 นี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้   ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นประถมศึกษาลงชื่อสมัครเข้ามา  จำนวน82 คน จาก9 โรงเรียนในอ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  ประกอบด้วย โรงเรียนบัวขาว โรงเรียนคำบงพิทยาคม   โรงเรียนไค้นุ่นวิทยาพูน  โรงเรียนบ้านห้วยม่วง   โรงเรียนหนองห้างพิทยา  โรงเรียนกุฉินารายณ์   โรงเรียนอำนวย  โรงเรียนนาไคร้พิทยาสรรพ์  และโรงเรียนโนนคำวิทยา  มาเข้าค่ายเพื่อศึกษาอบรมธรรมะ และฝึกการนั่งสมาธิ ที่ลานธรรมแห่งใหม่ ของสำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  ในช่วงระหว่างวันที่17-19 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ก่อนที่จะได้รับทุนการศึกษา

    โดยพิธีการมอบทุนการศึกษา จัดขึ้นในเช้าวันที่19 มี.ค.  มี นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ นายอำเภอกุฉินารายณ์ เป็นประธานในการมอบ ร่วมกับ คณะผู้สื่อข่าวจากกรุงเทพมหานครที่เดินทางมาร่วมปฎิบัติธรรมในครั้งนี้

    นายพิเชษฐ์ โพธิไสย์ ตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนบัวขาว เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้มาเข้าค่ายสมาธิที่สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ เป็นเวลา 2 คืน 3 วัน ว่าได้ทำกิจกรรมด้านสมาธิอย่างต่อเนื่องร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่ได้ฝึกทั้งกำลังกายและกำลังใจ เพราะต้องเดินจงกรมตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน และตื่นตี 3 เพื่อมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า  และตี 4 ก็เดินจงกรมต่อ  โดยมีความประทับใจที่สามารถฝึกตัวเอง ให้นั่งสมาธิอยู่นิ่งๆ ได้นานขึ้น และกล้าที่จะอยู่ในความมืด  และหากมีการจัดกิจกรรมค่ายสมาธิในปีต่อไป  ก็อยากที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมอีก

    ด้านน้องๆ จากโรงเรียนกุฉินารายณ์ ทั้ง ด.ญ. นัฐภัสสร คนหาญ, ด.ญ.ชนัญชิดา คนกล้า และด.ญ.โสภิดา แสงเทพ นักเรียนชั้นม.1 เล่าว่า ช่วงที่ตัดสินใจเข้าค่ายสมาธิ เพราะเห็นว่าปิดเทอมแล้วและอยู่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไร มาออกค่ายก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น โดยคุณครูบอกว่ามานอนที่วัดและก็มานั่งสมาธิแค่นั้น แต่สิ่งที่คิดไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 
    เพราะการเข้าค่ายครั้งนี้ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน  ต้องกางเต็นท์นอนแถมพวกเราก็เจอพายุฝนเปียกกันไปหมด พื้นที่เข้าค่ายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาติมากๆ ไม่มีไฟฟ้า พวกเราใช้ไฟฉาย เทียน เป็นแสงสว่างตอนกลางคืน แต่สิ่งนี้ก็ทำให้พวกเราค่อยๆ ชินกับความมืด ลดความกลัวลงไปจากแต่ก่อนมาก และการปฏิบัติธรรมทั้งสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตลอดการเข้าค่ายก็ทำให้จิตใจสงบขึ้น การฟังการเรียนรู้อะไรก็ดีขึ้นมีสมาธิมากขึ้น รวมทั้งได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนใหม่ๆ และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเราจะนำส่ิงที่ได้ไปใช้กับการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต  

    ทิ้งท้ายด้วยน้องซันบลู  วัย 9 ขวบ  เล่า สิ่งที่ได้รับจากการเข้าค่ายครั้งนี้ คือ การได้นั่งสมาธิ  จากปกติ อยู่ที่บ้านไม่เคยได้ฝึกนั่งสมาธิเลย  พร้อมแสดงถึงวิธีการนั่งสมาธิที่ได้เรียนรู้จากการเข้าค่ายสมาธิครั้งนี้ ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วยว่า  ต้องเริ่มจากการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย  ส่วนมือวางบนหน้าตัก เอามือขวาทับมือซ้าย จากนั้นก็หลับตา ทำสมาธิ  
    น้องซันบลู เล่าว่า การนั่งสมาธิ ช่วยฝึกจิตใจ ให้สงบนิ่งได้  ทำให้มีสมาธิมากขึ้น และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ทำให้ฟังครูรู้เรื่องขึ้น และยังได้ความอดทนในการเรียนหนังสือด้วย เพราะการมาเข้าค่ายที่นี่ ได้เจอทั้งอากาศหนาวเย็น  และความมืด  ทำให้ตอนนี้ น้องซันบลู บอกว่า ไม่กลัวความมืด เหมือนแต่ก่อนแล้ว และอยากจะนำประสบการณ์จากการมาเข้าค่ายในครั้งนี้  ไปบอกต่อเพื่อนๆ ในโรงเรียนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาเข้าค่าย  ให้มาร่วมกิจกรรมในปีต่อไป 

    ส่วนตัวน้องซันบลู เอง บอกว่าอยากจะมาร่วมกิจกรรมค่ายสมาธิ ในครั้งต่อไปอีก  เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่าง ทั้งได้นั่งสมาธิ  ได้เดินจงกรม  ได้ฟังพระเทศน์ ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปฎิบัติมาก่อน  แถมยังได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เช่น งูที่กำลังกินเขียด (หัวเราะ)  และได้เห็นแมงป่อง ด้วย  จึงอยากให้เพื่อนๆ ทุกคน ได้มาฝึกสมาธิ กันมาก ๆ

     

     

Date : 19 / 03 / 2017

  • Date : 19 / 03 / 2017
    นักลงทุนเลือก ปตท. “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน”

    “PTT” ได้รับรางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” ประจำปี 2559 ด้าน ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร

    นางอัญชลี หวังวีระมิตร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. (PTT) ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" (The Ultimate Popular Stock Award) สำหรับการคัดเลือกประจำปี 2559 ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการจัดโครงการประเมินความนิยมของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นสามัญบริษัทต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (2555 – 2559) โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือ เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องของหุ้นในมือของนักลงทุนรายย่อย การเปิดเผยข้อมูลที่ดีและสม่ำเสมอ ผู้บริหารและกรรมการของบริษัทสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจที่โดดเด่น และไม่เคยถูกลงโทษจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับปี 2559 นับเป็นปีที่ 2 ที่ ปตท. ได้รับรางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน นับจากปี 2556 ซึ่งเป็นปีแรก

    รางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชนจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนและการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล ให้บริษัทที่ให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลและดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นจนได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุนในการซื้อขายต่อเนื่อง โดยนอกจาก ปตท. ที่ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" ประจำปี 2559 แล้วนั้น ยังมี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร อีกด้วย

    สำหรับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน เป็นการแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค  กลุ่มธุรกิจการเงิน  กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ  กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มหลักทรัพย์ตลาด mai โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1)บริษัทยอดนิยมของทั้งหมด 1 รางวัล 2)บริษัทยอดนิยมในแต่ละกลุ่มบริษัทในตลาดหลัก 8 กลุ่ม และตลาดหลักทรัพย์ mai อีก 1 กลุ่ม จำนวน 9 รางวัล

    “รางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน" เป็นการตัดสินจากนักลงทุนอย่างแท้จริงประมาณ 4,000 ตัวอย่าง ตามหลักเกณฑ์ของยามาเนะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากลทั่วโลก โดยไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด และไม่ได้มุ่งหวังเป้าหมายเชิงพาณิชย์ แต่มุ่งหวังให้บริษัทมหาชนจดทะเบียน ได้ตระหนักถึงการสื่อสารให้นักลงทุน ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดทุน เพื่อให้ทราบข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งในแง่มุมของบริษัท การลงทุน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ” นางอัญชลีกล่าว

    “ปตท. ขอขอบคุณนักลงทุนจากทั่วประเทศที่ร่วมมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ ปตท. รวมทั้งบริษัทในกลุ่ม ที่แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวน และความท้าทายด้านเทคโนโลยี แต่ ปตท. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล ซึ่งนักลงทุนถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ ปตท. ให้ความสำคัญมาโดยตลอด” นางอัญชลีกล่าวทิ้งท้าย

Date : 15 / 03 / 2017

  • Date : 15 / 03 / 2017
    กฟผ.ช่วยสำนักงานกปร.เปลี่ยนหลอดLEDจำนวน20,674หลอดช่วยลดใช้ไฟได้1.6ล้านหน่วยต่อปี

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งมอบผลการดำเนินโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แก่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) โดยสามารถเปลี่ยนและติดตั้งหลอดไฟฟ้า LED ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ , ศูนย์สาขา และอาคารสำนักงาน กปร. และมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวน 20,674หลอด สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศได้กว่า 1.6 ล้านหน่วยต่อปี หรือปีละประมาณ 6.5 ล้านบาท และลด CO2 ได้ 835 ตันต่อปี

    เมื่อวันที่15 มีนาคม 2560 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ นายดนุชา  สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. รวมถึงผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน , กฟผ. และสำนักงาน กปร. เข้าร่วมงาน

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้มีการกำหนดนโยบายส่งเสริมและผลักดันการอนุรักษ์พลังงานโดย ตั้งเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานลงให้ได้ร้อยละ 30 ในปี 2579 ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี โดยใช้ทั้งกลยุทธ์ภาคบังคับ ผ่านพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และมาตรการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพการใช้พลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า และกลยุทธ์ภาคความร่วมมือ อาทิ มาตรการช่วยเหลือหน่วยงานในการดำเนินโครงการ ESCO และมาตรการส่งเสริมการใช้แสงสว่าง LED เพื่ออนุรักษ์พลังงาน อีกทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน โดยโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาฯ นับเป็นโครงการสำคัญที่มีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศ

     นายดนุชา  สินธวานนท์   เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า เพื่อให้เกิดตัวอย่างการลดใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า คำนึงถึงความประหยัดและประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทางสำนักงาน กปร. จึงได้ลงนามความร่วมมือกับ กฟผ. เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมและขยายผลการลดพลังงานไฟฟ้า โดย กฟผ. ได้ให้คำปรึกษา สำรวจ และตรวจวัดไฟฟ้า รวมถึงเสนอมาตรการในการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงให้เหมาะสมกับการใช้งานในศูนย์ศึกษาฯ จากนั้นในปี 2558 กฟผ. ได้ดำเนินงานนำร่องโครงการเปลี่ยนและติดตั้งหลอดไฟฟ้า LED ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ต่อมา ในปี 2559 ทั้ง 2 หน่วยงาน ได้ขยายการดำเนินงานเปลี่ยนและติดตั้งอุปกรณ์แสงสว่าง LED เพิ่มเติมอีก 10 แห่ง ประกอบด้วย อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรุงเทพฯ ,ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จังหวัดสกลนคร , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี , ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จังหวัดราชบุรี , ศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช , ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงฯ จังหวัดระยอง และ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสำนักงาน กปร. ได้ดำเนินงานตามกระบวนการอย่างถูกต้องตามระเบียบราชการ

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า โครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นี้ ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้จัดทำเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดย กฟผ. ให้การสนับสนุนงบประมาณในการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า LED แก่ สำนักงาน กปร. จำนวน 22,176,000 บาท รวมถึงให้คำปรึกษา ตลอดจนตรวจวัดพลังงานและประเมินผลประหยัดพลังงาน ในส่วน สำนักงาน กปร. เป็นผู้ดำเนินการจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์แสงสว่าง LED ซึ่งจากผลการดำเนินโครงการฯ ได้ดำเนินการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า LED ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และศูนย์สาขา รวมถึงอาคารสำนักงาน กปร. และมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึงปีละ 1.63 ล้านหน่วย คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ปีละ 6.5 ล้านบาท และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 835 ตัน

    “นอกจากนี้ กฟผ. จะร่วมกับสำนักงาน กปร. ดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของการประหยัดพลังงานและความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หลอด LED เบอร์ 5 ให้กับประชาชนทั้งในพื้นที่และผู้ที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์ฯ อย่างต่อเนื่องด้วย ” นายกรศิษฏ์ กล่าว

     

     

Date : 14 / 03 / 2017

  • Date : 14 / 03 / 2017
    กระทรวงพลังงานจับมืออมตะ คอร์ปอเรชั่นผลักดัน นิคมอมตะนครเป็นSmart Cities-Clean Energy

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในการร่วมขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร สู่เมืองอัจฉริยะ Smart Cities - Clean Energy อย่างเป็นรูปธรรม

     พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่14มี.ค 2560 ที่ ห้องกมลทิพย์2โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และพลเอกอนันตพร ร่วมเป็นสักขีพยาน           

       พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า กระทรวงพลังงาน จึงมีแผนที่จะขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย Energy 4.0 ให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ

    ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ จะมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้มีความทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านพลังงาน เพื่อต่อยอดธุรกิจพลังงานของประเทศให้เติบโต และระดับชุมชน/ประชาชน จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนและชุมชน ผ่านโครงการประชารัฐ การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม การดำเนินโครงการพลังงานชุมชน และการส่งเสริมด้านพลังงานในธุรกิจSMEs

     ในส่วนของการออกแบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Energy 4.0 นั้น ทางกระทรวงพลังงาน และ อมตะ ตกลงร่วมกันที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อให้ได้ผลศึกษาและแนวทางการยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในนิคมอมตะนครให้เป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)         ในฐานะผู้แทนกระทรวงพลังงาน จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อเสนอแนะในการกำหนดแนวทาง การดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับแนวนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงานและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ รวมทั้งรับการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์จากทีมผู้เชี่ยวชาญจากเมือง Yokohama Smart City ประเทศญี่ปุ่นที่ อมตะ ได้มีการสร้างความร่วมมือไว้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยต่อไป

     นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นอกจากความร่วมมือกับ บริษัท อมตะ แล้ว สนพ. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) และได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อปี 2559 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดการเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวสู่ทิศทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

     โดยจากการร่วมมือกับ บริษัทอมตะ ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล และผลการศึกษา/วิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้กำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศ นอกจากนี้ สนพ. ยังได้เสนอชื่อ อมตะ เข้าร่วมโครงการ APEC Low-Carbon Model Town ภายใต้คณะทำงานพลังงาน เพื่อเป็นเมืองต้นแบบให้แก่การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอื่นๆ ต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ทั้งนี้ หาก อมตะ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องข้อมูล การวิเคราะห์ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนทางการเงินจาก APEC ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ บริษัทอมตะ มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น

     ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นรูปแบบความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP ที่มีเป้าหมายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เป็นเมืองอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือEEC ซึ่งกำหนดพื้นที่พัฒนาที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่เป็นกลไกลหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

     สำหรับเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจนี้ครอบคลุมการพัฒนาในด้านสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ 1) พลังงานอัจฉริยะ Smart Energy 2) การสัญจรอัจฉริยะ Smart Mobility 3)ชุมชนอัจฉริยะ Smart Community 4) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Environment 5) เศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart Economy 6) อาคารอัจฉริยะ Smart Building 7)การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ Smart Governance และ 8) นวัตกรรมอัจฉริยะ Smart Innovation

     ทั้งนี้บริษัทอมตะ พร้อมก้าวเข้าสู่ เมืองอัจฉริยะชั้นของประเทศ ภายใต้แนวคิด ALL WIN  ที่พร้อมสนับสนุน EEC และไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ มีขีดความสามารถในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน เชื่อว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะทำให้อมตะ เป็นต้นแบบ Smart City ให้กับพื้นที่อื่นในประเทศไทย ที่สามารถเปลี่ยนจากแนวคิดนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

     ปัจจุบันอมตะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ประกอบด้วย โครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์   100  เมกะวัตต์ กับบริษัท  Stumpf Energy จากยุโรป โครงการตรวจสอบการจราจรอัจฉริยะกับ บริษัท AAPICO ITS ประเทศไทย โครงการโรงงานอัจฉริยะกับบริษัท Hitachi High-Technologies จากประเทศญี่ปุ่น    โครงการบ้านอัจฉริยะกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น  การพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ(เมืองวิทยาศาสตร์อมตะ) กับกลุ่มบริษัทจากญี่ปุ่น เมืองการบินและอวกาศอัจฉริยะ  โครงการศึกษาอัจฉริยะกับบริษัท KinderWorld จากประเทศ สิงคโปร์ และเมืองแห่งการศึกษาเอ็ดยูทาวน์(Amata College)