กิจกรรมทั้งหมด

Date : 19 / 05 / 2017

Date : 16 / 05 / 2017

  • Date : 16 / 05 / 2017
    ซีอีโอปตท.แชร์สาระสำคัญงานประชุมWorld Economic Forum on ASEAN 2017

    ซีอีโอปตท.แชร์สาระสำคัญงาน World Economic Forum on ASEAN 2017 ที่กรุงพนมเปญ ระบุอุตสาหกรรมพลังงานอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากพลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยรัฐบาลแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน จะต้องช่วยผ่อนคลายกฎระเบียบและเงื่อนไขการเชื่อมโยงข้ามพรมแดนให้สะดวกและคล่องตัว เพื่อ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์ข้อความลงหน้าเพจเฟซบุ๊ค Tevin at PTT เมื่อวันที่15พ.ค.2560 โดยสรุปถึงสาระ สำคัญของการได้เข้าเป็นประธานร่วม( Co-Chairperson) ในงาน World Economic Forum on ASEAN 2017 ที่จัดขึ้นที่ กรุงพนมเปญ ภายใต้ธีม Youth, Technology and Growth  เมื่อวันที่ 11-12 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน จนมีผู้เข้ามากดถูกใจและแชร์ข้อความออกไปจำนวนมาก

    งานประชุมดังกล่าวมีบุคคลสำคัญระดับ ผู้นำประเทศ รัฐมนตรี ผู้บริหารองค์กรเอกชน และสถาบันต่างๆ จากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ว่าอาเซียนจะบริหารจัดการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร และด้วยประชากรกว่าครึ่งหนึ่งในภูมิภาคที่เป็นคนรุ่นใหม่ พวกเขาควรจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านต่างๆ ได้อย่างไร  โดยนายเทวินทร์ ได้สรุปสาระสำคัญที่ได้จากการประชุม โดยไล่เรียงเป็นลำดับดังนี้

    - อุตสาหกรรมพลังงานอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม จากพลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานหมุนเวียน โมเลกุลเป็นอิเลคตรอน เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าใน ยานยนต์ไฟฟ้า หรือEV

    - เป้าหมายที่เทียบได้เป็น Holy Grail ของความยั่งยืนทางพลังงานคือ 1. Availability - มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ 
     2. Accessibility - มีโครงสร้างพื้นฐานทั่วถึง  3. Affordability - ราคาพลังงานเป็นธรรม

    - คุณสมบัติของพลังงานในอุดมคติ (Ideal Energy) คือราคาถูก มีใช้อย่างเหลือเฟือ พึ่งพาได้ตลอดเวลา ปลอดภัยต่อผู้ใช้ และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่ง ณ วันนี้ พลังงานแต่ละชนิดยังมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีพลังงานที่สมบูรณ์แบบทั้งหมด เราต้องยอมรับความจริงในการเลือกใช้พลังงานว่า จะได้บางอย่าง และก็ต้องยอมเสียบางอย่าง (Trade-offs)

    - รัฐบาลเป็นผู้เลือก Energy Mix ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ศักยภาพทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ความจำเป็นเร่งด่วน และสภาพภูมิประเทศ โดยจะกำหนดนโยบาย ออกกฎหมาย กฎระเบียบ และกำกับดูแล การพัฒนาพลังงานตาม Energy Mix นั้นเพื่อสนับสนุน ไม่ใช่เป็นอุปสรรคในการพัฒนา

    - Connectivity ของโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน จะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งรัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องช่วยผ่อนคลายกฎระเบียบและเงื่อนไขการเชื่อมโยงข้ามพรมแดนให้สะดวกและคล่องตัวขึ้น

    - ASCOPE (ASEAN Council on Petroleum) เป็นองค์กรที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของทั้ง 10 ประเทศ มาร่วมมือกันผลักดัน Connectivity ด้านปิโตรเลียม โดยเริ่มจากโครงการ Trans-ASEAN Gas Pipeline (TAGP) และพัฒนาต่อมาถึงการใช้ LNG Regasification Terminal ในภูมิภาคร่วมกัน

    - ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เราต้องทบทวนระบบการศึกษา จากการสอนความรู้ เป็นฝึกให้คิด ต้องเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่มี Soft Skills และ Life Skills มีกระบวนการคิด (Cognitive Ability) ที่ Artificial Intelligence ยังไม่สามารถทดแทนได้

    - เทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนา Ideal Energy ได้แก่ Electrification (EV, Energy Storage), Decarbonization (CCS, Clean Coal), Decentralization (Distributed/Smart Grid) และ Digitization (Predictive Maintenance)

    - นวัตกรรมก่อให้เกิดธุรกิจและผลิตภัณท์ใหม่ๆอย่างรวดเร็ว ความท้าทายของภาครัฐคือ การพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบเพื่อรองรับ สนับสนุน และกำกับ ยังตามไม่ทัน ก่อให้เกิดช่องว่างและปัญหาที่เป็นความเสี่ยงทางสังคม

    - ASEAN Way คือ การเคารพและไม่แทรกแซงกิจการภายใน รวมทั้งการตัดสินใจแบบ Consensus เป็นปัจจัยที่จะทำให้ ASEAN รวมตัวกันต่อไปได้ แต่จะต้องมีกลไกที่สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเทคโนโลยีและการเมืองระหว่างประเทศ "Concensus in a Timely Manner"

    ในตอนท้ายของบทความ นายเทวินทร์ เขียนสรุปเอาไว้ด้วยว่าผู้เข้าร่วมประชุม World Economic Forum on ASEAN 2017 ต่างเห็นตรงกันว่า  อาเซียนผ่าน 50 ปีแรกมาแล้ว และจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

    ติดตามอ่านข้อความต้นฉบับได้ที่ เพจ Tevin at PTT (https://www.facebook.com/tevinatptt/posts/1462274537137451)

Date : 11 / 05 / 2017

  • Date : 11 / 05 / 2017
    เปิดงานThailand Energy Efficiency Week 2017คาดเงินสะพัดในงานกว่าพันล้านบาท

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด และ MEX Exhibitions จัดงาน “Thailand Energy Efficiency Week 2017” โชว์นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน ผลิตภัณฑ์แอลอีดี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ระหว่างวันที่ 11-13 พฤษภาคม 2560 ณ อาคาร ชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกฟผ.คาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายสินค้าด้านพลังงานภายในงานนี้กว่า 1,000 ล้านบาท

    งาน Thailand Energy Efficiency Week 2017 มีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2560  เป็นการรวม 3 งานใหญ่ไว้ในงานเดียวกัน ประกอบด้วย “Thailand Energy Saving Expo” รวบรวมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีประจุไฟฟ้า ระบบทำความร้อนและเย็น “LED Expo Thailand 2017” งานแสดงสินค้าด้านระบบไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ LED ป้ายและจอแสดงผล LED “PCB Expo Thailand 2017” งานด้านแผ่นวงจรพิมพ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรสำหรับผลิตและอุปกรณ์ทดสอบแผ่นวงจรพิมพ์

    พลเอกอนันตพร กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีความต้องการให้ผู้ประกอบการไทยผลิตอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า LED ได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จนสามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และสร้างแบรนด์ไทยให้ติดตลาดโลก

    ด้าน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ระบุว่า งานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าจากบริษัทชั้นนำกว่า 400 รายจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย อินเดีย เป็นต้น คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจจนเกิดมูลค่าซื้อขายสินค้าด้านพลังงานกว่า 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 800 ล้านบาท โดยปีนี้ยอดขายหลอดไฟประหยัดพลังงานแอลอีดีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากความนิยมของประชาชนที่ใช้เพิ่มขึ้น เพราะราคาปรับลดลงถึงร้อยละ 20 ต่อปี และเห็นผลประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นจริง

    ทั้งนี้ภายหลังการเปิดงาน พลเอกอนันตพร พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ภายในงาน Thailand Energy Efficiency Week 2017 ซึ่งในครั้งนี้ ได้นำเสนอภายใต้แนวคิด Energy 4.0 โดยแสดงให้เห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานโดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาพัฒนาเพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานในประเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่Thailand 4.0 ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) , การออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems)ซึ่ง สนพ. ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานและการส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย จนสามารถผลิตขึ้นใช้ได้เองภายในประเทศ

Date : 08 / 05 / 2017

  • Date : 08 / 05 / 2017
    "ยิ่งเจริญ"สู่เป้าหมายGreen Market ปี2563

    ตลาดยิ่งเจริญสู่เป้าหมายการเป็น Green Market ในปี2563  

    การพัฒนา”ตลาดยิ่งเจริญ” ให้กลายเป็นตลาดสีเขียวหรือGreen Market ของคนกรุงเทพฯ  ภายในปี2563 หรืออีก3 ปีข้างหน้านี้ นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่ง สำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ ทายาทของตระกูล” ธรรมวัฒนะ” พร้อมประกาศเป็นตลาดอาหารปลอดภัย(Food Safety)ในวันที่11ส.ค.นี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ62ปีของการก่อตั้งตลาดยิ่งเจริญ

    ทีมบริหารตลาดยิ่งเจริญ ซึ่งมี  ณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร เป็นหัวขบวน ตั้งแผนพัฒนาตลาดเอาไว้ 5ปี(2558-2563) สู่การเป็น Green Market  ถ้านับจนถึงขณะนี้ ก็ถือว่าเดินทางมาเกือบถึงครึ่งทางของแผนแล้ว   

    เว็บไซต์ศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) มีโอกาสได้นั่งคุยกับ “อริยะ ธรรมวัฒนะ”  หรือ “แบงก์”กรรมการบริหาร ของตลาดยิ่งเจริญ ซึ่งมาพร้อมกับ สายชล สวัสดิชัย “ไอซ์” ผจก.ฝ่ายบริหารกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ เพื่อถอดรหัสการทำงาน ว่าคนหนุ่มรุ่นใหม่ หนึ่งในทีมบริหารตลาดยิ่งเจริญ จะต้องทำอะไรอีกมากน้อยแค่ไหน เพื่อบรรลุเป้าหมายGreen Market ที่เห็นเป็นรูปธรรม ให้ผู้บริโภคสัมผัสได้

     อริยะ บอกว่า  งานที่ทีมบริหารจะต้องบริหารจัดการเพื่อก้าวสู่การเป็น Green Market  มี4 ด้านที่สำคัญคือ1.การพัฒนาด้านกายภาพของตลาด ให้รองรับเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีเขียว ที่ผ่านด้านหน้าของตลาด  การมีที่จอดรถที่เพียงพอ มีแผงร้านค้าที่สะอาด มีสินค้าที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแบบ  “ได้ของครบจบในที่เดียว”  2. การแบ่งปันโอกาสให้กับสังคม ภายใต้แนวคิด Y Together โดยY ย่อมาจาก Yingcharoen  ที่จะเติบโตและอยู่ร่วมไปกับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน  โดยมีโครงการความร่วมมือต่างๆ กับทั้งส่วนราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร  กระทรวงสาธารณสุข  กองทัพอากาศ  และชุมชนใกล้เคียง  มาอย่างต่อเนื่อง

    3การฝึกอบรมให้ความรู้ กับพ่อค้า แม่ค้า ให้เข้าใจถึงระเบียบวิธีปฎิบัติ ที่จะก้าวไปสู่การเป็น Green Market  ที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน   และ4 การให้ความสำคัญในเรื่องของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการอนุรักษ์พลังงาน

    ตลาดยิ่งเจริญ  มีพื้นที่ทั้งหมด 35 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ในเขตสามเหลี่ยมทองคำของกรุงเทพ คืออยู่ติดพื้นที่เขตสายไหม บางเขน และดอนเมือง  และติดลำคลองสาธารณะ ทั้งคลองลำผักชี และคลองบางบัว   กิจกรรมที่ทางทีมผู้บริหารของตลาดให้ความสำคัญคือการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ลำคลองทั้งสองแห่งกลับมาสะอาด  ไม่มีวัชพืชและสิ่งปฏิกูล  โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้

    อริยะ ธรรมวัฒนะ กรรมการบริหารตลาดยิ่งเจริญ

    ในขบวนการขับเคลื่อนการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มีการตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรหัวใจสีเขียว (Green @Heart )เพื่อรณรงค์และปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนที่มาใช้พื้นที่ของตลาดยิ่งเจริญ ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม   การคัดแยกขยะ

     การมีโครงการความร่วมมือกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการ “ ลด ละ เลิก” การใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร โดยรณรงค์ให้ผู้ค้าในตลาดยิ่งเจริญ ใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทน เช่น ภาชีวะ วัสดุธรรมชาติ หรือพลาสติกเกรดดีที่บรรจุอาหารได้ แทน จนการใช้โฟมในปัจจุบันลดเหลือเพียงประมาณ5%

    อริยะ บอกด้วยว่า  ทีมผู้บริหารยัง  ตระหนักถึงมาตรฐานของอาหารปลอดภัย โดยมีการกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ สินค้า เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้  และจัดตั้งห้องปฏิบัติงานตรวจสารปนเปื้อน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ระบบการจัดจำหน่าย

    “เรื่องของอาหารปลอดภัย เป็นนโยบายที่ทีมผู้บริหารให้ความสำคัญ  เพราะต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค  ซึ่งถ้ามีการสุ่มตรวจแล้วพบ ก็จะมีการแจ้งเตือนร้านค้า โดยถ้าหากร้านค้าไม่ปฎิบัติตามแล้วสุ่มตรวจเจออีกเป็นครั้งที่สอง ทีมผู้บริหารตลาดก็จะสั่งพักการขาย “

    ที่ตลาดยิ่งเจริญ มีแผงค้าประจำ 1,512 แผงค้า  และ แผงตลาดนัด 400-500 แผง ลานจอดรถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีรถเข้าออกหมุนเวียนประมาณ 8,000-9,000คันต่อวัน  โดยแบ่งเป็น โซนจำหน่ายอุปกรณ์ไอที เกมส์ โทรศัพท์มือถือ  โซน สินค้าแฟชั่น   โซน ดอกไม้สด ดอกไม้สวยงาม  โซน ร้านค้าประเภทเครื่องครัว,เครื่องสังฆภัณฑ์,ร้านขายยา,ร้านทองรูปพรรณ  โซนจำหน่ายสินค้าสด เพื่อประกอบอาหาร หมู เนื้อ ไก่ และสินค้าแปรรูป ทั้งแบบปลีกและราคาส่ง   โซนจำหน่ายผลไม้ ในประเทศ, ต่างประเทศ  โซนร้านค้าประเภทผักสดและของชำทั้งชำเปียกและชำแห้ง   

    “วันที่11ส.ค.2560 นี้ซึ่งจะครบรอบการก่อตั้งตลาดยิ่งเจริญ 62 ปี จะเป็นวันที่ทีมผู้บริหารตั้งใจจะประกาศว่ายิ่งเจริญ เป็นตลาดที่มีอาหารปลอดภัย หรือFood Safety   ทั้งหมด “ อริยะ กล่าว

    นอกเหนือจากเรื่องอาหารปลอดภัย ทีมผู้บริหารยังให้ความสำคัญกับการล้างตลาดที่ไม่ใช้สารเคมี ประเภทโซดาไฟ ซึ่งสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม  ลำคลองสาธารณะทั้งสองสายที่อยู่ติดกับตลาด  โดยการล้างตลาดยิ่งเจริญ ซึ่งบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต้องล้างทุกวัน นั้น จะใช้จุลินทรีย์ ที่ไม่เป็นอันตรายแทน  ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความหมักหมม   ในส่วนของปัญหาเรื่องของขยะสด ที่เกิดขึ้นทุกๆ วันละประมาณ13-14 ตัน นั้น นอกจากที่ให้ทางกรุงเทพมหานครมารับเหมาจัดเก็บแล้ว ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะผลิตเป็นปุ๋ยหรือ แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงRDF

    ต้องติดตามว่า แผนการพัฒนาตลาดยิ่งเจริญ สู่ Green Market  จะสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ อีก3ปี คงได้คำตอบ 

    กิจการกำจัดวัชพืชคลองลำผักชี  ที่ทีมบริหารตลาดยิ่งเจริญร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

    การล้างตลาดโดยใช้จุลินทรีย์แทนสารเคมี(โซดาไฟ)เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ตลาดยิ่งเจริญในปัจจุบัน