กิจกรรมทั้งหมด

Date : 07 / 07 / 2017

  • Date : 07 / 07 / 2017
    ปั๊มชาร์จดอดคอม เครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศไทย

    บริษัทกริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคสตาร์ตอัพคนไทย เปิดให้ทดสอบระบบปั๊มชาร์จดอดคอม(https://www.PumpCharge.com) สำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว หลังจากผ่านขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาภายในบริษัทมาเป็นระยะเวลานาน

    นายทินกฤต งามดี ผู้จัดการโครงการปั๊มชาร์จดอดคอม กล่าวว่า “ปั๊มชาร์จดอดคอม เป็นโครงการพัฒนาลับๆที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ทีมกริดวิซเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการสร้างสถานีอัดประจุแบตเตอร์รี่รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมเครื่องชาร์จไฟฟ้าชนิดรวดเร็วตามมาตรฐาน CHAdeMO ที่จัดสร้างขึ้นเองภายในประเทศ แห่งแรกในประเทศไทย ให้กับหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่ง จากการออกแบบและวางระบบโครงสร้าง IT และการสื่อสารคอมพิวเตอร์พื้นฐาน พร้อมการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์และโปรโตคอลการสื่อสารที่จำเป็นระหว่างเครื่องชาร์จไฟฟ้าชนิดรวดเร็วและส่วนควบคุมกลาง (Proprietary protocol) ขึ้นมาเองทั้งหมด”

    “โดยเมื่อโครงการดังกล่าวสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2556 ทีมกริดวิซได้จัดทำข้อเสนอโครงการตามแนวคิดใหม่ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า การตกผลึกของแนวคิดการออกแบบเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีของผู้ใช้ (User-experience / User-centered design) ทีมกริดวิซได้ทำการ Brainstorming ภายในมาเป็นแรมเดือน โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกันของทีม คือ เราต้องการเห็นโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า ที่อำนวยความสะดวกสบายต่อเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ใช้งานง่าย มีข้อมูลครบ รองรับผู้ใช้หลายกลุ่มที่อาจมีความรู้พื้นฐานต่างกัน มีขั้นตอนรวดเร็ว สามารถใช้งานข้ามเครือข่าย ทุกพื้นที่ในประเทศไทย โดยใช้บัตรสมาชิกเพียงใบเดียว ซึ่งสามารถตอบสนองกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทย ที่มีพฤติกรรมและลักษณะเฉพาะตัว”

    นายทินกฤต เล่าต่อไปว่า “ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้โครงการของเรา ไม่ได้รับการอนุมัติ และไม่มีการสานต่อใดๆทีมกริดวิซจึงได้ตัดสินใจพัฒนาระบบทั้งหมดขึ้นมาเองโดยใช้ทรัพยากรของบริษัทที่มีอยู่ในขณะนั้น การศึกษาและการพัฒนายังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพิ่มเติมด้วยการถกเถียงความคิดการออกแบบในเชิงบูรณาการที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ปลายปี พ.ศ. 2557 ทีมกริดวิซเริ่มออกสถาปัตยกรรมเบื้องต้น และออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน (User interface development) และ แพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้งานพร้อมกัน (Multi-user platform) ต้นแบบในปี พ.ศ. 2558”

    “ต้นปี พ.ศ. 2560 เราเริ่มทดสอบและปรับปรุงระบบเป็นการภายในรวมรวมและจัดสร้างฐานข้อมูลสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะของหน่วยงานภาครัฐ และเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ เข้ามาทดลองใช้งาน เพื่อจัดเก็บผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม ข้อคิดเห็น นำไปปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นในรุ่นต่อๆไป”

    นายทินกฤต กล่าวโดยสรุปว่า “ปั๊มชาร์จดอดคอม ถูกออกแบบให้เป็นคลังข้อมูลและส่วนบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศไทย สำหรับผู้ใช้งาน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า เจ้าของสถานีชาร์จไฟฟ้า เจ้าของเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า และโอเปอร์เรเตอร์ผู้ปฏิบัติงานระบบชาร์จไฟฟ้า”

    “สำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ปั๊มชาร์จดอดคอมจะช่วยค้นหาและแนะนำข้อมูลสถานีชาร์จสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท เบื้องต้นระบบจะแนะนําปั๊มชาร์จที่ใกล้ที่สุด มีหัวชาร์จตรงกับรุ่นรถของผู้ใช้ และแสดงสถานะความพร้อมในการให้บริการ ซึ่งผู้ใช้งานขั้นสูงยังสามารถปรับแต่งการค้นหาได้อย่างละเอียดพร้อมการเชื่อมต่อกับโปรแกรมแผนที่เดินทาง ถึงข้อมูลเชิงลึกในระดับตำแหน่งที่จอดรถ ณ. ตู้ชาร์จ ที่ผู้ใช้ได้ทำการจองไว้ก่อนล่วงหน้า”

    “ปั๊มชาร์จดอดคอม ยังให้บริการข้อมูลที่สำคัญเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของสถานี เจ้าของเครือข่ายรวมถึงโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการงานชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยให้การบริหารจัดการสถานีเป็นไปอย่างราบรื่น มีผลการดำเนินการโดยสรุป ประวัติงานบริการ การควบคุมระยะไกล และบทวิเคราะห์แสดงไว้ในรูปแบบของกราฟหรือแผนผังที่เข้าใจง่าย พร้อมการจัดพิมพ์รายงานรายวัน และรายเดือน อย่างอัตโนมัติ”

    นางสาว พราวแพร ฉันทวรลักษณ์ ปั๊มชาร์จ อิแวนเจลิส (Pumpcharge Evangelist) กล่าวว่า“ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลของ ปั๊มชาร์จดอดคอม ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ทุกที่ทุกเวลา พร้อมข้อความแจ้งเตือนที่ส่งผ่านไปยังแอปพลิเคชัน โดยมีขั้นตอนการใช้งานที่สะดวกรวดเร็ว ทั้งการตรวจเช็คข้อมูล ประวัติการใช้งาน วิธีการนำรถเข้าชาร์จในสถานีชาร์จไฟฟ้า รายละเอียดของหัวชาร์จที่สามารถใช้งานได้กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ และช่องทางการชำระเงิน นับว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างดีเลยทีเดียว เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยลดมลพิษบนท้องถนนได้แล้วค่ะ”

    “เนื่องจากระบบปั๊มชาร์จดอดคอม ให้ข้อมูล ณ เวลาจริง หรือใกล้เคียงเวลาจริง จากเครื่องชาร์จไฟฟ้าได้โดยตรง ทำให้ผู้ขับรถยนต์ไฟฟ้าสามารถตรวจเช็คสถานะ และสั่งจองเวลาเข้าใช้บริการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การเข้าใช้งานชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สถานี ก็มีความรวดเร็วจากระบบอัตโนมัติและการสื่อสารข้อมูลในช่องทางต่างๆ มีรูปกราฟฟิกและข้อความช่วยเหลือในแต่ละขั้นตอน ง่ายต่อการทำความเข้าใจสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานมือใหม่”

    “แพรอยากเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ เข้ามาทดลองใช้งานกันค่ะ”

    นายฉันทกร จำศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ต่อไปในอนาคต ปั๊มชาร์จดอดคอม จะเป็นตัวช่วยวางแผนการเดินทางสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เมื่อสถานีชาร์จไฟฟ้ามีจำนวนมากขึ้นและกระจายตัว ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศ ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีความมั่นใจในการใช้รถเพื่อเดินทางระยะไกล ปั๊มชาร์จดอทคอมจะแนะนำแผนการเดินทาง จุดพักรถเพื่อชาร์จไฟฟ้า ประเมินเวลาการชาร์จในแต่ละช่วง คำนวณเวลาที่จะถึงที่หมายโดยประมาณ จนถึง ปลายทางที่ต้องการ อย่างไร้ความกังวล”

    “ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ควรจะได้รับความสะดวกสบายในระดับสูงสุด ไม่มีข้อจำกัดในการนำรถเข้าชาร์จในสถานีที่อยู่ภายใต้เครือข่ายผู้ให้บริการรายอื่น ที่เจ้าของรถไม่ได้เป็นสมาชิกโดยตรง ปั๊มชาร์จดอดคอมจะเป็นตัวกลางที่ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลผู้ใช้ ดูแลเรื่องค่าบริการระหว่างโครงข่ายหรือโอเปอร์เรเตอร์ที่ต่างกันให้อย่างอัตโนมัติ”

    “ประเด็นเรื่องการติดตามรถยนต์ไฟฟ้าที่สูญหาย โดนขโมย จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้ยืนยันตัวตนและแจ้งเข้ามายังระบบ ปั๊มชาร์จดอดคอมจะประมวลผลประวัติการนำรถเข้าชาร์จ ประเมินเส้นทางการหลบหนี และเมื่อมิจฉาชีพนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้าชาร์จที่สถานีอีกครั้ง ระบบจะแจ้งเตือนเจ้าของสถานีอย่างอัตโนมัติเพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าจับกุมคนร้ายต่อไป ทั้งนี้ตัวระบบเองยังสามารถส่งคำสั่งเพื่อล๊อคหัวชาร์จไฟฟ้ากับรถยนต์ไฟฟ้าเอาไว้ ป้องกันการถอดหัวชาร์จเมื่อการชำระเงินยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หรือกรณีการโจรกรรมข้างต้น”

    นายฉันทกร กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “สถานีชาร์จไฟฟ้าในบ้านเรา ในช่วงเริ่มต้น คงต้องยังมีผู้ช่วยหรือเด็กปั๊มอยู่ประจำก่อน เพื่ออำนวยความสะดวก ช่วยเหลือตามขั้นตอนการชาร์จที่บางท่านอาจจะยังไม่คล่องมากนัก อีกทั้งหัวชาร์จชนิดรวดเร็วและสายชาร์จ มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักสูง ผู้เข้าใช้บริการบางท่านอาจต้องให้เด็กปั๊มช่วยยก และเสียบเข้าช่องชาร์จของรถให้”

    "พฤติกรรมการนั่งรอในรถยนต์ในระหว่างรอเด็กปั๊มเติมน้ำมัน อาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าใช้เวลาในการชาร์จไฟฟ้าแต่ละครั้งใช้เวลานาน (20 นาทีโดยประมาณ) โดยเมื่อผู้เข้าใช้บริการทำการเช็คอิน ต่อเชื่อมหัวชาร์จและเริ่มขบวนชาร์จแล้ว อาจจะเข้าไปนั่งรอในร้านชา-กาแฟ ดื่มน้ำ ทานขนมเบาๆ เลือกซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องควรต้องปรับตัวเพื่อรับรองลูกค้าในส่วนนี้”

    “ทีมกริดวิซหวังว่า ผู้ใช้งานปั๊มชาร์จดอดคอม จะได้รับความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน มีความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาล การไฟฟ้าทั้งสามการ และหน่วยงานเอกชน พยายามสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ส่งเสริมให้ประชาชนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถยนต์คันใหม่กันมากขึ้น ทำให้มลพิษบนท้องถนนลดน้อยลง ลดเสียงดังรำคาญใจ เป็นเมืองสะอาดสีเขียวของพวกเราในอนาคตต่อไป”

     

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

    บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานวิจัยและพัฒนา)

    850/14 โครงการพฤกษาวิลล์ 60/1 ถนนหลวงแพ่ง แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร 10520

    โทรศัพท์ +66 2061 9519 โทรสาร +66 2061 9519

    โทรศัพท์สายด่วน +66 9 7185 0083 

    เว็ปไซต์ https://www.pumpcharge.com http://www.gridwhiz.com อีเมล์ [email protected], [email protected]

     

                                                                                                                                                                                      (ข่าวประชาสัมพันธ์)

  • Date : 07 / 07 / 2017
    สนพ. ส่ง "ฮีโร่พลังคิด" สร้างความเข้าใจทิศทางพลังงานใหม่

    สนพ.เปิดตัวคลิปวิดีโอ “Energy 4.0” ดึงมาสคอต ‘ฮีโร่พลังคิด’ มาเป็นตัวเอกเดินเรื่องสร้างการเข้าใจถึงทิศทางพลังงานยุคใหม่ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สนพ.ได้จัดทำคลิปวิดีโอเรื่อง “Energy 4.0” ที่สรุปเนื้อหาของ Energy 4.0ในรูปแบบแอนิเมชั่นที่ให้ง่ายต่อการเข้าใจ โดยนำ "ฮีโร่พลังคิด” ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ของ สนพ. มาเป็นตัวเอกเดินเรื่อง จัดทำในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันความยาวประมาณ 3 นาที ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทิศทางด้านพลังงานของไทยในอนาคตว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรบ้างในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถติดตามคลิป Energy 4.0 ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ EPPO Thailand : https://goo.gl/1fMk89

    สำหรับปัจจุบันมีโครงการที่กำลังดำเนินการภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดพลังงานฐานนวัตกรรมใหม่ๆ ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายภายในปี 2579 ประเทศไทยจะมีรถ EV 1.2 ล้านคัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) 690 สถานี โดยตั้งเป้าหมายในปี 2560 จะสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 150 สถานี รวมถึงโครงการสนับสนุนเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ซึ่ง สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนงบประมาณปรับเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 20,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใน 5 ปี โดย 2 ปีแรกนำร่องจำนวน 100 คัน

    ในด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) ในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ โดยกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้ทุนวิจัยด้านนี้เป็นงบประมาณ 765 ล้านบาท มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรอบแรก 32 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำกรอบวิจัยเพื่อเปิดรับข้อเสนอระยะที่ 2 ต่อไป

    นอกจากนี้ยังมี โครงการ SPP Hybrid Firm เปิดให้มีการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ประเภททั้งพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม กับพลังงานชีวภาพ เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เพื่อลดความผันผวนของพลังงานทดแทน สร้างความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้า และยังลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่โดยไม่จำเป็น มีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าทั่วประเทศ 300 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 10 – 50 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้รวมถึง โครงการกลุ่ม Smart  ประกอบด้วย โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าเพื่อบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ อยู่ระหว่างการทำโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เป้าหมาย คือ ส่งเสริมให้มีการออกแบบเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอื่นๆ

    ซึ่งปัจจุบันได้คัดเลือกแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 7 แห่งเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1. นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2. มช (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด 3. เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ 4. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5. วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน 6. ขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง 7. เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง โดยขั้นตอนต่อไปผู้ได้รับคัดเลือกจะต้องจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้

     

Date : 06 / 07 / 2017

  • Date : 06 / 07 / 2017
    ปตท. ดูงานรถไฟฟ้านิสสันที่ญี่ปุ่น เร่งขยายสถานีชาร์จด่วนให้ครบ 20 แห่งในปีนี้

    ปตท . ศึกษาดูงานนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทนิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ระบุมั่นใจว่าจะสามารถขยายสถานีชาร์จด่วนได้ครบ 20 แห่งตามแผนในปีนี้

    เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำโดย นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการสังคม และ นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก หน่วยธุรกิจน้ำมัน พร้อมคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปศึกษาดูงานนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จด่วน (Charging Station) ที่บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และมาโกโตะ โยชิดะ รองผู้จัดการทั่วไป ด้าน EV /ITS บริษัท นิสสัน มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ให้การต้อนรับและเป็นผู้บรรยายให้คณะได้รับทราบถึงความคืบหน้า

    ทั้งนี้ ในแผนการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้น ปตท. ได้จับมือกับ 2 ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น คือ นิสสัน และ มิตซูบิชิ และกับอีก 4 ค่ายรถยนต์ชั้นนำจากยุโรป ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู  เมอร์เซเดส-เบนซ์  ปอร์เช่  และวอลโว่ เมื่อไม่นานมานี้

    โดยได้เริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบัน ปตท. มี PTT EV Station ที่มีเครื่องชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานยุโรป (IEC) และมาตรฐานญี่ปุ่น (CHAdeMO) ทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ที่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่  สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา  สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี  สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่มเป็น 20 สถานี ภายในปี 2560

    สำหรับนิสสัน นั้น บริษัทมีแผนตั้งสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของไทย  ซึ่งหากประสบความสำเร็จ คนไทยจะได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าจาก นิสสัน ในรุ่น Nissan Note E Power

     

Date : 05 / 07 / 2017

  • Date : 05 / 07 / 2017
    ปตท.สผ. สนับสนุนโครงการเกษตรกรรวมใจอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครนายก

    นายฐิติ เมฆวิชัย (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและบริการธุรกิจ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. มอบเงินสนับสนุนโครงการเกษตรกรรวมใจอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครนายก ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อการปฏิรูปประเทศ จำนวน 1,100,000 บาท โดยมีนายปานเทพ  กล้าณรงค์ราญ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารรัฐสภา

  • Date : 05 / 07 / 2017
    มาสคอตไทย "น้องพลัง" ฮิตจริงจังในงาน Astana Expo 2017

    นาทีนี้ถ้าไม่เอ่ยถึง "น้องพลัง" คงจะไม่ได้ เพราะแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวมาสคอตเลียนตัวข้าวโพด แต่ก็สามารถทำให้ชาวคาซัคสถานรู้จักประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และยังเป็นขวัญใจของเด็กๆและผู้ปกครองที่เดินทางมาเยี่ยมชมงานมหกรรมโลก Astana Expo 2017  ที่จัดขึ้น ณ กรุงอัสตานา ของสาธารณรัฐคาซัคสถาน

    ก้าวแรกของคณะผู้สื่อข่าวที่เดินทางมาพร้อมกับคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย (30 มิ.ย. 2560) เพื่อรายงานข่าวการจัดงานของศาลาไทยในงาน Astana Expo 2017 เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา คณะผู้สื่อข่าวต่างแปลกใจที่เห็นเด็กๆ หลายคนพยายามเดินตามผู้นำคณะคนไทยที่ถือป้ายเป็นรูปสัญลักษณ์ "น้องพลัง" และต่างส่งเสียงเรียกน้องพลังกันเสมือนมีชีวิตจริง เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจเด็กๆชาวคาซัคสถานไปแล้ว

    ไม่เพียงเท่านั้น หากคณะฯเดินไปไหนโดยถือป้ายน้องพลัง ชาวคาซัคสถานจะเข้ามาทักทันทีว่าเป็นคนไทยใช่ไหม นี่เป็นตัวอย่างความโด่งดังของน้องพลังที่เรียกได้ว่า นาทีนี้ถ้าเจอตัวต้องขอถ่ายรูปไว้จะได้ไม่ตกเทรนด์

    "น้องพลัง" เป็นมาสคอตตัวข้าวโพด ที่มีความโดดเด่นจากตัวที่เป็นสีเหลือง เปลือกสีเขียว พร้อมกับมีดวงตา จมูก และปากที่มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับท่าทางที่หยอกล้ออย่างสนุกสนานกับเด็กๆและผู้ปกครองที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย ที่ตั้งอยู่ในงาน Astana Expo 2017 ก็สร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำได้อย่างรวดเร็ว

    ด้วยความโด่งดังและโดดเด่นนี้เอง ผู้สื่อข่าว Energy News Center ศูนย์ข่าวพลังงาน หรือ ENC ที่ไปปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวในงาน Astana Expo 2017 จึงถือโอกาสเชิญน้องที่ปฏิบัติหน้าที่สวมบทเป็นน้องพลังมาพูดคุยด้วยทันที

    น้องแพรว บุบผาชื่น ตัวแทนยุวทูตไทยที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในงาน Astana Expo 2017 และเป็นผู้รับบทบาทแต่งมาสคอตเป็นน้องพลัง บอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนานจากการสวมบทบาทน้องพลังว่า สนุกมากที่ได้แต่งมาสคอตน้องพลัง โดยคนที่ชื่นชอบส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆ ผู้หญิงและคนแก่  โดยเฉพาะเด็กๆ เมื่อเห็นน้องพลังเดินมาจะรีบวิ่งเข้ามาจับ มากอด บางคนนึกสนุกถึงขั้นผลักแรงๆ จนเกือบล้มก็มีมาแล้ว แต่ก็ได้พยายามทรงตัวให้ดี จึงรอดมาได้

    เมื่อสอบถามน้องแพรวว่า ชุดมาสคอตน้องพลังหนักหรือไม่ น้องแพรวตอบว่า ชุดหนักประมาณ 4 กิโลกรัม แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อความสนุกสนานที่ได้หยอกล้อเล่นกับเด็กๆและผู้คนทั่วไป  อย่างไรก็ตาม เมื่อแต่งมาสคอตน้องพลังแล้ว ก็จะมีทีมงานคอยเดินประกบเพื่อช่วยดูรอบๆ ไม่ให้น้องพลังเดินไปชนกับเด็กๆ หรือป้องกันเด็กโถมมาใส่จนล้ม เพราะเมื่อสวมชุดแล้ว ระยะสายตาที่มองเห็นเป็นเพียงทางตรงระดับหนึ่งเท่านั้น

    “มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากแต่งตัวเป็นน้องพลังเสร็จก็เดินออกมา ปรากฏว่าสะดุดหน้าคว่ำลงไปเลย และด้วยความที่ชุดใหญ่และทีมผู้ช่วยไม่อยู่ ทำให้เราต้องใช้พยายามดึงตัวเองขึ้นมาอย่างทุลักทุเล นึกแล้วก็ขำๆ ตัวเองอยู่” น้องแพรวเล่าอย่างอารมณ์ดี

    "การแต่งมาสคอตน้องพลัง มีความสุขจริงๆ เราได้เต้น ได้กระโดด โบกมือ โยกตัวไปมา คนที่มองดูเราก็รู้สึกเราเป็นน้องพลังที่น่ารัก ชอบเรา เข้ามากอด ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ และสนุกไปกับสิ่งที่ทำอยู่ ส่วนตัวชอบน้องพลังอยู่แล้ว โดยเฉพาะรอยยิ้มกว้างที่เป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งคนที่มาดูงานบางส่วนจะมาแบบครอบครัว เมื่อเราเป็นที่สนใจของเด็กๆ พ่อแม่ ก็จะให้ความสนใจกับเราด้วย จึงเป็นส่วนช่วยดึงดูดให้แต่ละครอบครัวเข้าชมอาคารศาลาไทยได้มากขึ้น"

    น้องแพรว บอกเล่าด้วยว่า นอกจากแพรวที่แต่งชุดน้องพลังแล้ว ยังมีเพื่อนๆที่เป็นตัวแทนยุวฑูตไทย 19 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาใส่มาสคอต โดย พี่ๆทีมงานจะกำหนดวันและเวลาให้แต่ละคนได้เป็นน้องพลัง โดยแต่ละวันจะออกโชว์ตัว 2 รอบ คือ  รอบ 13.50 น. และอีกรอบคือ 15.10 น. และแต่ละคนจะได้ใส่มาสคอตน้องพลังอยู่คนละ 40 นาที

    ชุดมาสคตอน้องพลังจะมีอยู่ 2 ชุด เป็นชุดผ้า และอีกชุดเป็นชุดที่ใช้ลมอัดให้พองอยู่ตลอดเวลาซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า และไม่ร้อนเพราะมีลมเป่าอยู่ตลอด

    การใส่ชุดมาสคอต มีกฎสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ใส่ชุดจะต้องมีทีมงานประกบช่วยดูแล เพราะระดับสายตาเรามองได้แค่ทางตรงเท่านั้นดังที่บอก นอกจากนั้น ยังห้ามเดินถอยหลัง เพราะอาจจะไปชนเด็กๆได้ รวมทั้งห้ามไม่ให้ผู้ชมเห็นหน้าคนที่สวมชุด ห้ามใส่หรือถอดชุดให้คนภายนอกเห็น เพราะเป็นการป้องกันความผิดหวังของคนดู ซึ่งผู้ชมจะจินตนาการว่ามาสคอตนั้นมีตัวตนจริงๆ   

    นอกจากนี้น้องแพรวยังเล่าถึงเหตุการณ์กรณีที่ประเทศญี่ปุ่นออกมาระบุว่า น้องพลัง ลอกเลียนแบบมาสคอตสาลี่ของญี่ปุ่นที่ชื่อ "ฟุนัชชี่" ว่า โดยส่วนตัวมองว่าไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตอนนั้นทีมงานผู้ใหญ่ให้คำแนะนำกับพวกเราว่า ไม่ให้มองแง่ลบ เพราะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ให้เราสนุกกับงานต่อไป และเหตุการณ์ที่ตกเป็นข่าวก็เป็นประโยชน์กับไทยเพราะทำให้คนรู้จักน้องพลังมากขึ้น

    "ในวันที่เกิดกระแสข่าวขึ้น เราก็แต่งชุดน้องพลังเป็นปกติ วันนั้นแพรวเป็นน้องพลัง แพรวเดินไปหน้าอาคารนิทรรศการของประเทศญี่ปุ่นเลย ไปเล่นทักทายกับเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นว่าเราเป็นมิตรที่ดีต่อกันไม่มีปัญหากัน ซึ่งทีมงานก็ยิ้มเล่นทักทายกับเราด้วย"

    น้องแพรวทิ้งท้ายไว้ว่า จะเป็นน้องพลังที่สนุกสนานจนถึงวันปิดงาน คือวันที่ 10 ก.ย. 2560 รวมเวลาแล้วก็เท่ากับ 3 เดือน (10 มิ.ย.-10 ก.ย. 2560) ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ แม้จะเป็นเวลานานพอสมควร แต่หากเราทำด้วยความสุขความสนุก น้องพลังก็จะเป็นมาสคอตที่สนุกและมีความสุขไปพร้อมกับเรา และคนที่เข้าชมงานก็จะมีความสุขไปด้วย

Date : 04 / 07 / 2017

  • Date : 04 / 07 / 2017
    คาเฟ่อเมซอน สาขาคาวาอุจิ ใช้รูป "โกชิ" ศูนย์หน้าชาวญี่ปุ่นทีมพีทีทีระยอง ดึงดูดลูกค้า

    กาแฟและฟุตบอลเป็นเรื่องเสริมกัน เมื่อร้านคาเฟ่อเมซอน สาขาคาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิม่า ใช้รูปนักเตะกองหน้าทีม "พลังเพลิง" พีทีที ระยอง "โกชิ โอคุโบะ" เป็นสื่อแสตนดี้ เสมือนคนจริง วางไว้หน้าประตูร้าน เพื่อเป็นจุดสนใจในการเรียกลูกค้าเข้าร้าน

    นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) ว่า หลังจากที่คาเฟ่อเมซอน เปิดสาขาแรกที่ คาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน พ.ย.ปี 2559 ทาง คาเฟ่อเมซอน จากประเทศไทย ก็สนับสนุนให้นักเตะชาวญี่ปุ่น ศูนย์หน้าทีมสโมสร “พลังเพลิง” พีทีที ระยอง  คือ  โกชิ โอคุโบะ เดินทางมาทำกิจกรรมคลีนิค ฟุตบอล Smile Football ฝึกสอนทักษะการเล่นฟุตบอลให้กับเยาวชน ในชุมชนคาวาอุจิ เมื่อเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ที่คาวาอุจิมาก  เพราะ โกชิ เป็นนักเตะที่มีบ้านเกิด เติบโตและฝึกเล่นฟุตบอลอยู่ที่เชนได ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มาตั้งแต่เป็นเด็ก  ก่อนที่จะมาค้าแข้งกับทีมสโมสรพีทีที ระยอง เมื่อประมาณ 1- 2 ปีที่ผ่านมา

    ในการทำกิจกรรมอบรมทักษะฟุตบอล ในครั้งนั้น ทุกคนรู้จักโกชิ มากขึ้น และทำให้โกชิกลายเป็นนักเตะที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่คาวาอุจิ  ทำให้ร้านคาเฟ่อเมซอน ใช้รูปแสตนดี้ของโกชิ  เพื่อดึงดูดความสนใจ หน้าประตูทางเข้าร้านดังที่เห็น

  • Date : 04 / 07 / 2017
    ตามรอย นายกฯ อาเบะ เยือนคาเฟ่อเมซอน สาขาแรกในญี่ปุ่น

    ตามรอยนายกฯ ญี่ปุ่น เยือนร้านคาเฟ่อเมซอน สาขาแรก ในเมืิองคาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิม่า ปตท. หวังคนญี่ปุ่นตอบรับ  แบรนด์ไทย เตรียมขยายสาขาอีก 3 แห่งภายในปีนี้  เน้นความเป็นร้านกาแฟแห่งความสุขของคนญี่ปุ่น

    เมื่อวันที่ 4  ก.ค.2560 ผู้บริหารปตท.นำโดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และนายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยเดินทางไปเยี่ยมชมร้านร้านคาเฟ่อเมซอน สาขาแรก ซึ่งตั้งอยู่ในเมืิองคาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิม่า โดยมีนาย ยาซูโนริ อิวาโมโตะ ประธานบริษัท โคโดโม เอนเนอร์จี จำกัด และนาย เอนโดะ ยูคุ  นายอำเภอเมืองคาวาอุจิ ให้การต้อนรับ

    โดยร้านดังกล่าว ปตท.ได้ขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้กับ บริษัท โคโดโม เอเนอร์จี จำกัด ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจสีเขียวด้วยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นผู้ดำเนินการ

    ก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อวันที่ 1ก.ค. 2560 นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พร้อมคณะ ประมาณ 50 คน ได้ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงในการรับประทานอาหาร คือ แกงกะหรี่เนื้อ พร้อมเครื่องดื่มชาไทย ซึ่งเป็นเมนูเฉพาะของทางร้าน และได้เอ่ยปากชมรสชาติของอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งฝากขอบคุณ ปตท. ที่เห็นถึงความสำคัญในการเข้ามามีส่วนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมืองคาวาอุจิ  จังหวัดฟุกุชิม่า ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวสึนามิ และเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด เมื่อปี 2554

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ร้าน คาเฟ่อเมซอน สาขาคาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิม่า แห่งนี้ เป็นการลงทุนในลักษณะซีเอสอาร์ ของบริษัท โคโดโม เอเนอร์จี จำกัด ซึ่งได้สิทธิ์เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ จาก ปตท. โดยมีความตั้งใจสนับสนุนรัฐบาลญี่ปุ่นในการชักชวนประชาชนที่อพยพจากพื้นที่ภัยพิบัติ ให้กลับคืนสู่พื้นที่ จึงได้ลงทุนเปิดโรงงานผลิตเซรามิกสังเคราะห์เรืองแสงที่เมืองดังกล่าว พร้อมตั้งใจเปิดร้านกาแฟคุณภาพสำหรับชาวเมืองและผู้สัญจรผ่านไปมา

    นายยาซูโนริ อิวาโมโตะ ประธานบริษัท โคโดโม เอนเนอร์จี จำกัด

    นายยาซูโนริ อิวาโมโตะ ประธานบริษัท โคโดโม เอนเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า กว่าที่จะสามารถเปิดคาเฟ่อเมซอน สาขาแรกที่ คาวาอุจิ ได้ ต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมากมาย ที่ไม่สามารถบรรยายได้ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้บริหารของ ปตท. จึงมีวันนี้ได้

    โดยแนวคิดเริ่มแรก ตั้งใจจะเปิดสาขาแรกเป็นสาขาขนาดใหญ่ในโตเกียว หรือ โอซาก้า แต่เมื่อได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของคาเฟ่อเมซอน ที่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพเมล็ดกาแฟ การให้บริการที่เป็นกันเอง การดูแลชุมชนและสังคม  จึงคิดที่จะมาเปิดสาขาแรกที่ คาวาอุชิ ฟุกุชิม่า ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อให้คนญี่ปุ่นได้รู้จักกับแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ของ ปตท. ที่ไม่ได้เน้นยอดขายเป็นอันดับแรก

    การแสดงความจริงใจในการเข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของฟูกุชิม่า ซึ่งปัจจุบันมีคนที่อพยพกลับมาแล้วประมาณ 80% นั้น ทำให้นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น และคณะเดินทางมาเยี่ยมร้านคาเฟ่อเมซอน แห่งนี้  ซึ่งร้านกาแฟอื่นๆในญี่ปุ่น ไม่เคยมีเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์แบบนี้ 

    ประธานบริษัท โคโดโม เอนเนอร์จี กล่าวด้วยว่า มีแผนที่จะเปิดคาเฟ่อเมซอน อีก 3 สาขาในญี่ปุ่นภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ร้านคาเฟ่อเมซอน ทุกสาขา ที่เปิดขึ้นเป็นร้านแห่งความสุข ที่ผู้คนเข้ามาดื่มกาแฟสามารถสัมผัสเรื่องราวด้านวัฒนธรรมไทย โดยไม่ไปเปรียบเทียบกับร้านกาแฟแบรนด์อื่นๆ

     

  • Date : 04 / 07 / 2017
    ไทยใช้งบน้อย 300 ล้าน ดันศาลาไทยติด 1 ใน 5 อาคารยอดฮิตใน Astana Expo 2017

    กระทรวงพลังงานระบุ 21 วัน มหกรรม Astana Expo 2017 ไทยประสบความสำเร็จแล้ว 80% จากงบก่อสร้างอาคารแสดงผลงานเพียง 300 ล้านบาท น้อยกว่าประเทศใหญ่ๆ ที่ใช้เงินกว่า 1,000 ล้านบาท แต่สามารถดึงดูดผู้ชมสูงสุดติด 1 ใน 5 ประเทศยอดนิยม เด่นด้วยโชว์พืชพลังงาน 9 ชนิดและจำลองการทำไบโอแก๊สจากมูลช้าง เตรียมปรับกลยุทธ์หลังจัดงานครบ 1 เดือน สร้างความแปลกใหม่ดึงความสนใจเพิ่ม

    นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานตรวจการจ้างอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) โครงการ Astana Expo 2017 เปิดเผยว่า การประเมินการจัดแสดงนิทรรศการในอาคารศาลาไทย ภายใต้งานมหกรรมโลก Astana Expo 2017  ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถานพบว่า เบื้องต้นถือว่าไทยประสบความสำเร็จแล้ว 80% ทั้งในแง่การสร้างอาคารศาลาไทย ที่สามารถสร้างเสร็จเป็นประเทศแรกจากทั้งหมด 115 ประเทศ รวมทั้งเมื่อพิจารณาจากงบประมาณโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเพียง 300 ล้านบาท แต่สามารถจัดกิจกรรมและดึงดูดผู้เข้าชมงานได้ถึง 110,472 คน ภายในเวลา 21 วัน (10-30 มิ.ย. 2560) หรือติด 1 ใน 5 ประเทศที่คนนิยมเข้าชมมากที่สุด ถือว่าใช้งบได้อย่างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่อย่าง จีนและเยอรมัน ที่มีผู้เข้าชมงานจำนวนมาก แต่ใช้งบถึงกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศเจ้าภาพอย่างคาซัคสถานใช้งบประมาณกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

    "แม้พื้นที่ตั้งอาคารศาลาไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่จุดเด่น แต่สามารถดึงดูดผู้ชมได้มาก จากการแสดงวัฒนธรรมไทย เช่น การรำ การแสดงโขน การโชว์มวยไทย การนำน้องพลังมาดึงดูดความสนใจจากเด็กๆ เพื่อเชิญชวนเข้าสู่การชมห้องนิทรรศการที่มีการจัดแสดงการ์ตูน 3 มิติ บอกเล่าเรื่องราวพลังงานไทยที่มาจากศาสตร์พระราชาพัฒนาสู่พลังงานหมุนเวียนสำคัญของประเทศได้สำเร็จ โดยเฉพาะพืชพลังงาน 9 ชนิด เช่น ข้าว อ้อย ยางพารา มูลสัตว์และน้ำเสีย เป็นต้น และผู้ชมยังตื่นตากับห้องนิทรรศการที่มีการจำลองช้างและมูลช้างที่สามารถนำมาทำไบโอแก๊สได้จริงอีกด้วย"

    อย่างไรก็ ต้องคงต้องรอการประเมินผลระยะยาวอีกครั้ง เนื่องจากโครงการAstana Expo 2017 ครั้งนี้จะจัดเป็นเวลา 3 เดือน (10 มิ.ย.- 10 ก.ย. 2560) ซึ่งจะมีการวัดผลสุดท้ายจากเป้าหมายจำนวนผู้เข้าชมงานต้องไม่น้อยกว่า 10% ของผู้เข้าชมงานทั้งหมด

    ทั้งนี้ เมื่อครบระยะเวลาจัดงานได้ 1 เดือนอาจจะต้องปรับกลยุทธ์ เช่น การปรับเปลี่ยนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่น่าสนใจ การนำตัวมาสคอตข้าวโพด "น้องพลัง" ไปเชิญชวนผู้เข้าชมถึงในห้างสรรพสินค้า และการสลับบุคลากรใหม่มาปฏิบัติงาน เนื่องจากผู้บริหารมีความเป็นห่วงทีมงานทั้งด้านสุขภาพ เพื่อให้อาคารศาลาไทยคึกคักและดึงดูดผู้เข้าชมงานได้มากขึ้น

    นายชวิศ จงวิลัยวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการอาคารศาลาไทย กล่าวว่า หลังจากจัดงานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว จะมีการปรับกิจกรรมการแสดงจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอาจนำการแสดงที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลลอยกระทง สงกรานต์ ซึ่งมีความสนุกสนานมาแสดง เพิ่มความน่าสนใจให้อาคารศาลาไทย และคาดว่าเมื่อจบงาน Astana Expo 2017 ทางคาซัคสถานประเทศเจ้าภาพจะคัดเลือกไฮไลท์สำคัญของแต่ละประเทศมาจัดแสดงในอาคารพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นประวัติศาสตร์การจัดงาน Astana Expo 2017 โดยในส่วนของไทยคาดว่าคาซัคสถานจะเลือกช้างไปจัดแสดง เพราะช้างจำลองของไทยเป็นที่รู้จักของคนคาซัคสถาน ที่สำคัญยังสามารถแกว่งหางโชว์ได้ด้วย