กิจกรรมทั้งหมด

Date : 25 / 08 / 2017

  • Date : 25 / 08 / 2017
    "เชฟรอน"หนุนปั้นช่างเทคนิคที่มีคุณภาพ ป้อนภาคอุตสาหกรรม สอดรับนโยบายไทยแลนด์4.0
    โครงการ Chevron Enjoy Science ให้การสนับสนุน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี”หวัง สร้างช่างเทคนิค ที่มีทักษะ ความสามารถใน การปฏิบัติงานจริงให้ก้าวสู่ตลาด แรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องนโยบายไทยแลนด์ 4.0 
     
    นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นการตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี” ขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา จึงเป็นการช่วยส่งเสริมคุณภาพของประชากรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน สอดรับกับแนวคิดการพัฒนาจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
     
    นางหทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า  โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต  มี วัตถุประสงค์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการส่งเสริมการศึกษาในสาขา วิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM  รวมทั้งการพัฒนานักเรียนอาชีว ศึกษาและบุคลากร สาย อาชีพให้มีทักษะตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม 
     
    โดยการที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นฐานผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้ผลิตระดับโลก และยังเป็น ศูนย์กลางด้านอาชีวศึกษาของอีสานตอนล่าง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตช่างเทคนิคป้อนสู่พื้นที่ต่างๆ  ทางโครงการChevron Enjoy Scienceจึงมีความคาดหวัง ว่า “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี”  แห่งนี้จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายรัฐบาล อีกทั้งบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงาน ฝีมือระดับช่างเทคนิคทั้งในเชิง ปริมาณ และ คุณภาพที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่
     
    รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ“ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี”   คือ การพัฒนา ครูอาชีวะและบุคลากรสายอาชีพ ให้มีทักษะความรู้ที่ทันสมัย และสามารถนำไปถ่ายทอดต่อให้กับนักเรียนอาชีวะ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับวิทยาลัยเทคนิคต่างๆ ในภาคอีสาน  ในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและเพิ่มทักษะให้ครูอาชีวะสามารถนำไปปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตช่างเทคนิคได้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ทุกระดับ ตั้งแต่เอสเอ็มอีจนถึงบริษัทข้ามชาติ” 
     
    “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี”   จะประกอบด้วยห้องปฏิบัติการ 3 ส่วน ได้แก่ 1.ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะขั้นพื้นฐาน เพื่อเติม องค์ความรู้ด้านสะเต็มสำหรับอาชีวศึกษา 2. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะด้านแมนูแฟคเจอริ่ง เน้นการประยุกต์  ใช้กระบวนการผลิตสมัยใหม่ อาทิ ตัดชิ้นงานด้วยเลเซอร์ การใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้เครื่องตัดกัดกลึงชิ้นงาน (CNC) และ 3.ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะด้านโรโบติก เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งจะนำองค์ความรู้มาใช้ร่วมกับระบบ  ออโตเมชั่น เพื่อผลิตชิ้นงานจริง 
     
    ปัจจุบันศูนย์ฯดังกล่าว แห่งนี้มีวิทยาลัยเทคนิคที่ร่วมเครือข่าย จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย วิทยาลัยเทคนิคพิมาย และวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2560 จะขยายเครือข่ายความร่วมมือเพิ่มได้ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง
     
  • Date : 25 / 08 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานร่วมกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวคุ้งบางกระเจ้า ปลูกป่า19ไร่
    รัฐมนตรีพลังงานร่วมกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวคุ้งบางกระเจ้า ปลูกป่า19ไร่ในพื้นที่สวนเฉลิมพระเกียรติ ฯ 80 พรรษา  ไฟเขียวการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ทั้งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารเอนกประสงค์ ฟื้นฟูชนิดพันธุ์พืชในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และร่วมวิจัยป้องกันพื้นที่กัดเซาะ ฟื้นฟูป่าชายเลน
     
    เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการคุ้งบางกะเจ้าเฉลิมพระเกียรติ ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พื้นที่แปลงปลูก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมี นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ,นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)  ,นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม .การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานราชการของกระทรวงพลังงานและสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน 
     
    พลเอกอนันตพร กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมการปลูกป่า ในคุ้งบางกะเจ้าในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดการพัฒนาสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล 9 ในครั้งเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น และยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างต่อเนื่อง โดยนอกเหนือจากการปลูกป่าแล้ว ยังได้มาติดตามความคืบหน้า ความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ภาคีเครือข่าย ที่ได้ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าแห่งนี้ ได้แก่ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารอำนวยการ เพื่อชดเชยค่าไฟฟ้าบางส่วน ซึ่ง กฟผ.เป็นผู้รับผิดชอบได้ดำเนินการ  ,การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวให้มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  มี ปตท. เป็นผู้รับผิดชอบได้ดำเนินการ   และงานวิจัยการป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งและพื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ในอำเภอบางยอ ของสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
     
    นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กิจกรรมการปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวในคุ้งบางกะเจ้าแห่งนี้  จะมีกิจกรรมการปลูกป่า 19 ไร่ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงอาคารสิ่งปลูกสร้าง และระบบสาธารณูปโภคให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น รวมไปถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชนในพื้นที่เพิ่มขึ้น  โดยในอนาคตทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพลังงาน กรมป่าไม้  ปตท. กฟผ. ภาคีเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะยังคงประสานความร่วมมือกันในการรักษาพื้นที่สีเขียวนี้ไว้ 
     
    ด้าน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าของโครงการ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา ที่ ปตท. จะดำเนินการเสร็จสิ้นเดือนในสิงหาคมนี้ รวมทั้งเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในคุ้งบางกะเจ้า ทำให้เกิดการจัดกิจกรรม “การปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวคุ้งบางกะเจ้า” ณ ตำบลบางกระสอบ อีก 19 ไร่ โดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ ปตท. กฟผ. ภาคีเครือข่ายอื่นๆ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ ซึ่ง ปตท. ยินดีที่จะร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป

Date : 24 / 08 / 2017

  • Date : 24 / 08 / 2017
    ซีอีโอปตท.บินเชียร์ติดขอบสนามลุ้นเหรียญทองซีเกมส์ฟุตซอลหญิงและชายของไทย
    ซีอีโอปตท.เตรียมบินเชียร์ติดขอบสนาม ฟุตซอลชายและฟุตซอลหญิง ซีเกมส์ ซึ่งเป็นประเภทกีฬาที่กลุ่มปตท.ให้การสนับสนุน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นัดสุดท้ายกับทีมเจ้าภาพ วันที่27ส.ค.2560 นี้ โดยทั้งสองทีมของไทยมีลุ้นเหรียญทอง 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในวันที่ 27สิงหาคม2560 นี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช มีกำหนดการที่จะไปร่วมเชียร์ให้กำลังใจทีมฟุตซอลชายและทีมฟุตซอลหญิง ของไทย ซึ่งจะลงแข่งเป็นนัดสุดท้ายและมีโอกาสลุ้นเหรียญทอง ทั้งสองทีม   โดยฟุตซอล ถือเป็นประเภทกีฬาที่ทางกลุ่มปตท.ให้การสนับสนุน ในการแข่งขันซีเกมส์ 2017ที่ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ 
     
    โดยกีฬาฟุตซอล ชายและฟุตซอลหญิง มี5ชาติที่ส่งทีมลงแข่งขัน คือมาเลเซีย เจ้าภาพ  ไทย  อินโดนีเซีย เวียดนาม และเมียนมาร์ และเป็นการแข่งขันแบบพบกันหมด ซึ่งทีมที่มีคะแนนสูงสุดอันดับหนึ่ง จะเป็นผู้ชนะได้รางวัลเหรียญทอง ส่วนทีมคะแนนอันดับสองจะได้เหรียญเงิน และอันดับสามได้เหรียญทองแดง
     
    สำหรับผลการแข่งขันของทีมฟุตซอลชาย ของไทยใน2นัดที่ผ่านมา  ชนะ1 แพ้1 มี3 คะแนน อยู่ในอันดับ3 ของตาราง  โดยการแข่งขันในอีก2นัดที่เหลือ วันที่25ส.ค.จะลงแข่งขันกับทีมเมียนมาร์ ซึ่งอยู่อันดับท้ายของตาราง ในเวลา20.00น.ตามเวลาของมาเลเซีย  และวันที่ 27ส.ค  นัดสุดท้าย จะลงแข่งขันกับทีมเจ้าภาพ มาเลเซีย อันดับ1 ของตาราง ในเวลา20.00น.  โดยหากชนะทั้งสองนัด ก็จะได้เหรียญทองมาครอง 
     
    ส่วนทีมฟุตซอลหหญิง 2นัดที่ผ่านมา ชนะทั้ง2นัด มี6 คะแนน อยู่อันดับ1 ของตาราง โดยการแข่งขันในอีก2นัดที่เหลือ วันที่25ส.ค.จะลงแข่งขันกับทีมอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่อันดับ2ของตาราง ในเวลา17.00น.ตามเวลาของมาเลเซีย  และวันที่ 27ส.ค  นัดสุดท้าย จะลงแข่งขันกับทีมเจ้าภาพ มาเลเซีย อันดับ3 ของตาราง ในเวลา17.00น.  โดยหากชนะทีมอินโดนีเซีย ซึ่งมีคะแนนเท่ากัน ในวันที่25ส.ค.ได้ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เหรียญทอง
     
     

Date : 23 / 08 / 2017

  • Date : 23 / 08 / 2017
    เทวินทร์" แนะวัตถุประสงค์หลัก 4ส.ให้ผู้อบรมหลักสูตร วพม.รุ่นที่ 5
    รองประธานสถาบันวิทยาการพลังงาน(วพน.) "เทวินทร์ วงศ์วานิช" แนะวัตถุประสงค์หลัก 4ส.( สื่อสาร สร้างสรรค์ ส่งเสริม  สนับสนุน) ของการอบรมหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่5 หรือ วพม.5 ไปประยุกต์ใช้กับเครือข่ายกลุ่มตนและสาธารณะ หวังช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศในระยะยาว 
     
    เมื่อวันที่22สิงหาคม 2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในบทบาทรองประธานสถาบันวิทยาการพลังงาน เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดการอบรมหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่5 หรือ วพม.5 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมที่เป็นนักบริหารรุ่นใหม่จากหลากหลายวงการ ทั้งที่อยู่ในหน่วยงานราชการและเอกชน จำนวน49 คน โดยจะใช้ระยะเวลาการอบรมสัปดาห์ละ1ครั้ง ทุกวันอังคาร ตั้งแต่วันอังคารที่22 ส.ค.นี้ไปจนถึงเดือน พ.ย.2560  
     
    โดยนายเทวินทร์ กล่าวในการเปิดการอบรมครั้งนี้ ว่า นักบริหารรุ่นใหม่ที่เข้ารับการอบรมครั้งนี้ คือบุคคลที่เป็นความหวังว่าจะมีส่วนในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน  ซึ่งการอบรมหลักสูตรวพม.จะเป็นเวทีในการแชร์ความรู้และประสบการณ์ที่สำคัญ จึงสรุปวัตถุประสงค์เป็นหลัก4 ส. คือ สื่อสาร  สร้างสรรค์   ส่งเสริม และสนับสนุน ที่จะให้ผู้ร่วมอบรมง่ายต่อการพิจารณานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม หลังจากสิ้นสุดการอบรม 
     
    สำหรับส.ที่1 คือสื่อสาร นั้น  ในโลกยุคนี้ที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเผยแพร่ไปได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ในวงกว้างซึ่งเป็นข้อดีของเทคโนโลยี Social Media แต่ข้อเสียก็คือขาดการกลั่นกรอง และด้วยจริตของคนเราที่อยากจะเป็นคนแรกในการส่งต่อ  ก็ทำให้คนบางกลุ่มที่เห็นจุดอ่อน และใช้ช่องทางดังกล่าวในการสื่อสารข้อมูลที่มีความบิดเบือน  จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างเกราะป้องกัน หรือภูมิคุ้มกัน โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องพลังงาน  และเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างวิทยากรที่จะมาบรรยายความรู้กับผู้เข้าร่วมอบรม ที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะต้องไปแสวงหาความจริงเพิ่มเติม  เพื่อที่จะเลือกได้ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายหรือมาตรการทางด้านพลังงานที่น่าจะเหมาะสมสำหรับอนาคตของลูกหลานเราและของประเทศไทย 
     
    ส.ที่2 คือ สร้างสรรค์   เป็นการสร้าสรรค์เครือข่ายผู้นำความคิด  เพราะแต่ละท่านที่เข้ามาร่วมรับการอบรม ถือเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิด ที่มีเครือข่ายอยู่ในวงของแต่ละคน  มากหรือน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งที่ได้หรือตกผลึกหลังจากการอบรม ที่คิดว่าถูกต้อง สามารถที่จะนำไปถ่ายทอดหรือแชร์กับเครือข่ายของตัวเองได้ 
     
    ส.ที่3คือ ส่งเสริม  เป็นการส่งเสริมค่านิยมความรู้ความเข้าใจ ในความรู้ ความสำคัญของเรื่องพลังงาน  เพราะที่เราสามารถเปิดปลั๊กไฟแล้ว มีไฟฟ้าใช้  ไปปั๊มน้ำมันแล้วมีน้ำมันให้เติม นั้น กว่าจะมาถึงจุดที่มาถึงผู้ใช้ นั้นผ่านความยากลำบากขนาดไหน และมีความเสี่ยงขนาดไหน  เมื่อผู้รับการอบรม มีความเข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่า ก็จะปลูกฝังคุณค่านั้นให้กับเครือข่ายของเราทุกคน
     
    ส.ที่4 คือสนับสนุน เป็นการสนับสนุนทิศทาง กลไก หรือนโยบายของรัฐบาล ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง   ซึ่งในกลไกของกระทรวงพลังงานนั้นเก็บข้อมูลเอาไว้มากพอสมควร  ส่วนใหญ่นโยบายที่ออกมานั้นตอบโจทย์ความมั่นคงพลังงานในระยะยาว   โดยเรื่องใดที่ดีสำหรับระยะยาว ระยะสั้นเราอาจจำเป็นจะต้องเจ็บตัวหน่อย หรือมีอุปสรรคบ้าง เพื่อที่จะสบายในระยะยาว ยกตัวอย่างเรื่องของราคาน้ำมัน ถ้าระยะสั้นเราอยากสบาย ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บภาษี ปล่อยให้ขายในราคาต้นทุน  ถ้าปตท.มีกำไร ก็เอากำไรที่ส่งเข้ากระทรวงการคลังมาลดราคาน้ำมัน  ระยะสั้นคนก็ออกไปขับรถ เติมน้ำมันราคาถูกได้สบายใจ  แต่ระยะยาว นั้น เมื่อรัฐไม่มีรายได้จากภาษี รัฐจะนำเงินที่ไหนไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเติบโตในอนาคต  ปตท.จะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนเพื่อจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคง ในอนาคต   การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในด้านพลังงาน ให้เดินหน้าไปได้ จึงมีส่วนสำคัญ
     
     
    พิธีมอบหมวกให้กับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร วพม. รุ่นที่5 
     
     
     
    ผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร วพม.5 ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ผู้บริหารสถาบันวิทยาการพลังงานและตัวแทน วพม.รุ่น1-4
     
     

Date : 22 / 08 / 2017

  • Date : 22 / 08 / 2017
    ปตท. มอบสิทธิ์แฟรนไชส์ในลาวให้ PTTLAO ตั้งเป้าขยายสาขาทั้งในไทยและอาเซียน

    ปตท. มอบสิทธิ์แฟรนไชส์ Jiffy ในประเทศลาว ให้ PTTLAO เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตัวทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าเปิด 97 ในลาว และ 160 สาขาในอาเซียน ในปี 2565 ด้าน PTTRM เร่งสร้างความแข็งแกร่งให้ร้านจิฟฟี่ วางแผนขยายสาขาในไทยให้ได้ 200  สาขา

    นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการมอบสิทธิ์ในการจำหน่ายแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ Jiffy (Master Franchisee) ในประเทศลาวทั้งหมด ระหว่างบริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) และ บริษัท ปตท. (ลาว) จำกัด (PTTLAO) ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

    นายสรัญ เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีนโยบายในการดำเนินธุรกิจที่จะมุ่งสู่ Regional top brand ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมัน ปตท. – จิฟฟี่ ได้นำร้านสะดวกซื้อ Jiffy บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการ ปตท. ในประเทศลาว โดยได้เริ่มมอบสิทธิ์ในการจำหน่ายแฟรนไชส์ Jiffy ทั้งหมดในประเทศลาวให้แก่ PTTLAO  โดยนอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายตัวทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ ปตท. แล้ว ประชาชนลาวจะได้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับ ปตท. ซึ่งเป็นการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้กับเพื่อนบ้านของไทย ด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจาก ปตท. แบรนด์คนไทยที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากลอีกด้วย

    “สำหรับปี 2560 นี้ในประเทศลาว มีร้าน Jiffy จำนวน 19 สาขา และมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านเฟรนไชส์ เป็น 97 สาขาภายในปี 2565 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศลาว นับเป็นอีกความมุ่งมั่นของ ปตท. ในสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ด้วยการสร้างแบรนด์คนไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการผลักดันแบรนด์ของคนไทยอย่าง Jiffy ให้เป็นที่รู้จักในอาเซียนมากขึ้น สนับสนุนให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็น Global Brandอย่างแท้จริง” นายสรัญฯ กล่าว

    ทั้งนี้ งบลงทุนร้าน จิฟฟี่ ใน สปป.ลาว อยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาท ต่อพื้นที่ขาย 84 ตารางเมตร ปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยต่อสาขาประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน 

    น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด หรือ (PTTRM) กล่าวว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ปตท.มีแผนที่จะลงทุนเปิดสถานีบริการน้ำมันบนพื้นที่ 6-7 ไร่ จำนวน 30 สาขา และส่วนใหญ่ร้านสะดวกซื้อจะเป็น "จิฟฟี่" เนื่องจากสถานีบริการฯที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า 4 ไร่ขึ้นไป และมีพื้นที่ทำร้านสะดวกซื้อมากกว่า 279 ตารางเมตร โดยร้านจิฟฟี่จะเน้นเรื่องอาหารพร้อมปรุงเป็นหลักในสัดส่วน 70% จากเดิมที่อยู่ในสัดส่วน 30-40% เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

    ทั้งนี้ แผนการลงทุน 5 ปี (ปี2561-2565) ของ PTTRM ตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ 70% ใช้สำหรับขยายสถานีบริการน้ำมันและขยายร้านสะดวกซื้อ "จิฟฟี่" เพิ่มเป็น 200 สาขาในปี 2565 และร้าน "จิฟฟี่" นอกพื้นที่สถานีบริการฯ จำนวน 10 สาขาต่อปี หรือเพิ่มเป็น 56 สาขาในปี 2565 รวมถึงมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมในต่างประเทศเป็น 160 สาขาในปี 2565 จากปัจจุบันมีสาขาในสปป.ลาว 19 สาขา กัมพูชา 13 สาขา และ ฟิลิปปินส์ 1 สาขา พร้อมศึกษาโอกาสการขยายไปธุรกิจค้าปลีกไปยัง อินโดนีเซีย, สิงคโปร์,มาเลเซีย และเมียนมา ที่ขณะนี้ยังรอความชัดเจนด้านกฎหมายที่จะเปิดกว้างในต่างชาติเข้าไปดำเนินธุรกิจในเมียนมาหรือไม่

    ปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมัน ปตท. มีกำไรหลักมากจากร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอน รองลงมาเป็น ร้าน จิฟฟี่ โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.2560) จิฟฟี่ มีกำไรโตขึ้น 3% หรือมีสัดส่วนอยู่ที่ 23% ของกำไรขั้นต้น ซึ่งร้านจิฟฟี่ในสถานีบริการน้ำมันในประเทศมียอดขายอยู่ที่ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน