กิจกรรมทั้งหมด

Date : 24 / 08 / 2017

  • Date : 24 / 08 / 2017
    ซีอีโอปตท.บินเชียร์ติดขอบสนามลุ้นเหรียญทองซีเกมส์ฟุตซอลหญิงและชายของไทย
    ซีอีโอปตท.เตรียมบินเชียร์ติดขอบสนาม ฟุตซอลชายและฟุตซอลหญิง ซีเกมส์ ซึ่งเป็นประเภทกีฬาที่กลุ่มปตท.ให้การสนับสนุน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นัดสุดท้ายกับทีมเจ้าภาพ วันที่27ส.ค.2560 นี้ โดยทั้งสองทีมของไทยมีลุ้นเหรียญทอง 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในวันที่ 27สิงหาคม2560 นี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช มีกำหนดการที่จะไปร่วมเชียร์ให้กำลังใจทีมฟุตซอลชายและทีมฟุตซอลหญิง ของไทย ซึ่งจะลงแข่งเป็นนัดสุดท้ายและมีโอกาสลุ้นเหรียญทอง ทั้งสองทีม   โดยฟุตซอล ถือเป็นประเภทกีฬาที่ทางกลุ่มปตท.ให้การสนับสนุน ในการแข่งขันซีเกมส์ 2017ที่ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ 
     
    โดยกีฬาฟุตซอล ชายและฟุตซอลหญิง มี5ชาติที่ส่งทีมลงแข่งขัน คือมาเลเซีย เจ้าภาพ  ไทย  อินโดนีเซีย เวียดนาม และเมียนมาร์ และเป็นการแข่งขันแบบพบกันหมด ซึ่งทีมที่มีคะแนนสูงสุดอันดับหนึ่ง จะเป็นผู้ชนะได้รางวัลเหรียญทอง ส่วนทีมคะแนนอันดับสองจะได้เหรียญเงิน และอันดับสามได้เหรียญทองแดง
     
    สำหรับผลการแข่งขันของทีมฟุตซอลชาย ของไทยใน2นัดที่ผ่านมา  ชนะ1 แพ้1 มี3 คะแนน อยู่ในอันดับ3 ของตาราง  โดยการแข่งขันในอีก2นัดที่เหลือ วันที่25ส.ค.จะลงแข่งขันกับทีมเมียนมาร์ ซึ่งอยู่อันดับท้ายของตาราง ในเวลา20.00น.ตามเวลาของมาเลเซีย  และวันที่ 27ส.ค  นัดสุดท้าย จะลงแข่งขันกับทีมเจ้าภาพ มาเลเซีย อันดับ1 ของตาราง ในเวลา20.00น.  โดยหากชนะทั้งสองนัด ก็จะได้เหรียญทองมาครอง 
     
    ส่วนทีมฟุตซอลหหญิง 2นัดที่ผ่านมา ชนะทั้ง2นัด มี6 คะแนน อยู่อันดับ1 ของตาราง โดยการแข่งขันในอีก2นัดที่เหลือ วันที่25ส.ค.จะลงแข่งขันกับทีมอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่อันดับ2ของตาราง ในเวลา17.00น.ตามเวลาของมาเลเซีย  และวันที่ 27ส.ค  นัดสุดท้าย จะลงแข่งขันกับทีมเจ้าภาพ มาเลเซีย อันดับ3 ของตาราง ในเวลา17.00น.  โดยหากชนะทีมอินโดนีเซีย ซึ่งมีคะแนนเท่ากัน ในวันที่25ส.ค.ได้ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เหรียญทอง
     
     

Date : 23 / 08 / 2017

  • Date : 23 / 08 / 2017
    เทวินทร์" แนะวัตถุประสงค์หลัก 4ส.ให้ผู้อบรมหลักสูตร วพม.รุ่นที่ 5
    รองประธานสถาบันวิทยาการพลังงาน(วพน.) "เทวินทร์ วงศ์วานิช" แนะวัตถุประสงค์หลัก 4ส.( สื่อสาร สร้างสรรค์ ส่งเสริม  สนับสนุน) ของการอบรมหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่5 หรือ วพม.5 ไปประยุกต์ใช้กับเครือข่ายกลุ่มตนและสาธารณะ หวังช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศในระยะยาว 
     
    เมื่อวันที่22สิงหาคม 2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในบทบาทรองประธานสถาบันวิทยาการพลังงาน เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดการอบรมหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่5 หรือ วพม.5 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมที่เป็นนักบริหารรุ่นใหม่จากหลากหลายวงการ ทั้งที่อยู่ในหน่วยงานราชการและเอกชน จำนวน49 คน โดยจะใช้ระยะเวลาการอบรมสัปดาห์ละ1ครั้ง ทุกวันอังคาร ตั้งแต่วันอังคารที่22 ส.ค.นี้ไปจนถึงเดือน พ.ย.2560  
     
    โดยนายเทวินทร์ กล่าวในการเปิดการอบรมครั้งนี้ ว่า นักบริหารรุ่นใหม่ที่เข้ารับการอบรมครั้งนี้ คือบุคคลที่เป็นความหวังว่าจะมีส่วนในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน  ซึ่งการอบรมหลักสูตรวพม.จะเป็นเวทีในการแชร์ความรู้และประสบการณ์ที่สำคัญ จึงสรุปวัตถุประสงค์เป็นหลัก4 ส. คือ สื่อสาร  สร้างสรรค์   ส่งเสริม และสนับสนุน ที่จะให้ผู้ร่วมอบรมง่ายต่อการพิจารณานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม หลังจากสิ้นสุดการอบรม 
     
    สำหรับส.ที่1 คือสื่อสาร นั้น  ในโลกยุคนี้ที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเผยแพร่ไปได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ในวงกว้างซึ่งเป็นข้อดีของเทคโนโลยี Social Media แต่ข้อเสียก็คือขาดการกลั่นกรอง และด้วยจริตของคนเราที่อยากจะเป็นคนแรกในการส่งต่อ  ก็ทำให้คนบางกลุ่มที่เห็นจุดอ่อน และใช้ช่องทางดังกล่าวในการสื่อสารข้อมูลที่มีความบิดเบือน  จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างเกราะป้องกัน หรือภูมิคุ้มกัน โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องพลังงาน  และเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างวิทยากรที่จะมาบรรยายความรู้กับผู้เข้าร่วมอบรม ที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะต้องไปแสวงหาความจริงเพิ่มเติม  เพื่อที่จะเลือกได้ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายหรือมาตรการทางด้านพลังงานที่น่าจะเหมาะสมสำหรับอนาคตของลูกหลานเราและของประเทศไทย 
     
    ส.ที่2 คือ สร้างสรรค์   เป็นการสร้าสรรค์เครือข่ายผู้นำความคิด  เพราะแต่ละท่านที่เข้ามาร่วมรับการอบรม ถือเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิด ที่มีเครือข่ายอยู่ในวงของแต่ละคน  มากหรือน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งที่ได้หรือตกผลึกหลังจากการอบรม ที่คิดว่าถูกต้อง สามารถที่จะนำไปถ่ายทอดหรือแชร์กับเครือข่ายของตัวเองได้ 
     
    ส.ที่3คือ ส่งเสริม  เป็นการส่งเสริมค่านิยมความรู้ความเข้าใจ ในความรู้ ความสำคัญของเรื่องพลังงาน  เพราะที่เราสามารถเปิดปลั๊กไฟแล้ว มีไฟฟ้าใช้  ไปปั๊มน้ำมันแล้วมีน้ำมันให้เติม นั้น กว่าจะมาถึงจุดที่มาถึงผู้ใช้ นั้นผ่านความยากลำบากขนาดไหน และมีความเสี่ยงขนาดไหน  เมื่อผู้รับการอบรม มีความเข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่า ก็จะปลูกฝังคุณค่านั้นให้กับเครือข่ายของเราทุกคน
     
    ส.ที่4 คือสนับสนุน เป็นการสนับสนุนทิศทาง กลไก หรือนโยบายของรัฐบาล ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง   ซึ่งในกลไกของกระทรวงพลังงานนั้นเก็บข้อมูลเอาไว้มากพอสมควร  ส่วนใหญ่นโยบายที่ออกมานั้นตอบโจทย์ความมั่นคงพลังงานในระยะยาว   โดยเรื่องใดที่ดีสำหรับระยะยาว ระยะสั้นเราอาจจำเป็นจะต้องเจ็บตัวหน่อย หรือมีอุปสรรคบ้าง เพื่อที่จะสบายในระยะยาว ยกตัวอย่างเรื่องของราคาน้ำมัน ถ้าระยะสั้นเราอยากสบาย ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บภาษี ปล่อยให้ขายในราคาต้นทุน  ถ้าปตท.มีกำไร ก็เอากำไรที่ส่งเข้ากระทรวงการคลังมาลดราคาน้ำมัน  ระยะสั้นคนก็ออกไปขับรถ เติมน้ำมันราคาถูกได้สบายใจ  แต่ระยะยาว นั้น เมื่อรัฐไม่มีรายได้จากภาษี รัฐจะนำเงินที่ไหนไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเติบโตในอนาคต  ปตท.จะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนเพื่อจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคง ในอนาคต   การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในด้านพลังงาน ให้เดินหน้าไปได้ จึงมีส่วนสำคัญ
     
     
    พิธีมอบหมวกให้กับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร วพม. รุ่นที่5 
     
     
     
    ผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร วพม.5 ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ผู้บริหารสถาบันวิทยาการพลังงานและตัวแทน วพม.รุ่น1-4
     
     

Date : 22 / 08 / 2017

  • Date : 22 / 08 / 2017
    ปตท. มอบสิทธิ์แฟรนไชส์ในลาวให้ PTTLAO ตั้งเป้าขยายสาขาทั้งในไทยและอาเซียน

    ปตท. มอบสิทธิ์แฟรนไชส์ Jiffy ในประเทศลาว ให้ PTTLAO เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตัวทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าเปิด 97 ในลาว และ 160 สาขาในอาเซียน ในปี 2565 ด้าน PTTRM เร่งสร้างความแข็งแกร่งให้ร้านจิฟฟี่ วางแผนขยายสาขาในไทยให้ได้ 200  สาขา

    นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการมอบสิทธิ์ในการจำหน่ายแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ Jiffy (Master Franchisee) ในประเทศลาวทั้งหมด ระหว่างบริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) และ บริษัท ปตท. (ลาว) จำกัด (PTTLAO) ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

    นายสรัญ เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีนโยบายในการดำเนินธุรกิจที่จะมุ่งสู่ Regional top brand ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมัน ปตท. – จิฟฟี่ ได้นำร้านสะดวกซื้อ Jiffy บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการ ปตท. ในประเทศลาว โดยได้เริ่มมอบสิทธิ์ในการจำหน่ายแฟรนไชส์ Jiffy ทั้งหมดในประเทศลาวให้แก่ PTTLAO  โดยนอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายตัวทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ ปตท. แล้ว ประชาชนลาวจะได้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับ ปตท. ซึ่งเป็นการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้กับเพื่อนบ้านของไทย ด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจาก ปตท. แบรนด์คนไทยที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากลอีกด้วย

    “สำหรับปี 2560 นี้ในประเทศลาว มีร้าน Jiffy จำนวน 19 สาขา และมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านเฟรนไชส์ เป็น 97 สาขาภายในปี 2565 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศลาว นับเป็นอีกความมุ่งมั่นของ ปตท. ในสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ด้วยการสร้างแบรนด์คนไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการผลักดันแบรนด์ของคนไทยอย่าง Jiffy ให้เป็นที่รู้จักในอาเซียนมากขึ้น สนับสนุนให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็น Global Brandอย่างแท้จริง” นายสรัญฯ กล่าว

    ทั้งนี้ งบลงทุนร้าน จิฟฟี่ ใน สปป.ลาว อยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาท ต่อพื้นที่ขาย 84 ตารางเมตร ปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยต่อสาขาประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน 

    น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด หรือ (PTTRM) กล่าวว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ปตท.มีแผนที่จะลงทุนเปิดสถานีบริการน้ำมันบนพื้นที่ 6-7 ไร่ จำนวน 30 สาขา และส่วนใหญ่ร้านสะดวกซื้อจะเป็น "จิฟฟี่" เนื่องจากสถานีบริการฯที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า 4 ไร่ขึ้นไป และมีพื้นที่ทำร้านสะดวกซื้อมากกว่า 279 ตารางเมตร โดยร้านจิฟฟี่จะเน้นเรื่องอาหารพร้อมปรุงเป็นหลักในสัดส่วน 70% จากเดิมที่อยู่ในสัดส่วน 30-40% เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

    ทั้งนี้ แผนการลงทุน 5 ปี (ปี2561-2565) ของ PTTRM ตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ 70% ใช้สำหรับขยายสถานีบริการน้ำมันและขยายร้านสะดวกซื้อ "จิฟฟี่" เพิ่มเป็น 200 สาขาในปี 2565 และร้าน "จิฟฟี่" นอกพื้นที่สถานีบริการฯ จำนวน 10 สาขาต่อปี หรือเพิ่มเป็น 56 สาขาในปี 2565 รวมถึงมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมในต่างประเทศเป็น 160 สาขาในปี 2565 จากปัจจุบันมีสาขาในสปป.ลาว 19 สาขา กัมพูชา 13 สาขา และ ฟิลิปปินส์ 1 สาขา พร้อมศึกษาโอกาสการขยายไปธุรกิจค้าปลีกไปยัง อินโดนีเซีย, สิงคโปร์,มาเลเซีย และเมียนมา ที่ขณะนี้ยังรอความชัดเจนด้านกฎหมายที่จะเปิดกว้างในต่างชาติเข้าไปดำเนินธุรกิจในเมียนมาหรือไม่

    ปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมัน ปตท. มีกำไรหลักมากจากร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอน รองลงมาเป็น ร้าน จิฟฟี่ โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.2560) จิฟฟี่ มีกำไรโตขึ้น 3% หรือมีสัดส่วนอยู่ที่ 23% ของกำไรขั้นต้น ซึ่งร้านจิฟฟี่ในสถานีบริการน้ำมันในประเทศมียอดขายอยู่ที่ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน

Date : 21 / 08 / 2017

  • Date : 21 / 08 / 2017
    กฟผ.คว้ารางวัลดีเด่น Thailand Energy Awards 2017 ด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์ฯ
    กฟผ. คว้ารางวัลดีเด่น ด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนประเภทสมาคม องค์กร หน่วยงาน (ภาครัฐ) เป็นครั้งที่ 6 จากการประกวด Thailand Energy Awards 2017 โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ประจำปี 2560
     
    เมื่อวันที่21 สิงหาคม 2560 พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2017 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานที่ได้รับรางวัลฯ โดย นายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้แทน กฟผ. เข้ารับมอบรางวัลดีเด่น ด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนดีเด่น ประเภทสมาคม องค์กร หน่วยงาน (ภาครัฐ) ณ ห้องบอลรูม หอประชุมสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
     
    นายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. เปิดเผยว่า ในปีนี้ กฟผ. สามารถคว้ารางวัลดีเด่นด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนมาได้อีกครั้ง ถือเป็นการรับรางวัลด้านดังกล่าว เป็นครั้งที่ 6 แล้ว ซึ่งได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการฉลากเบอร์ 5, โครงการห้องเรียนสีเขียว ซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นโครงการโรงเรียนคาร์บอนต่ำ, โครงการค่ายเมล็ดพันธุ์พลังงาน และโครงการให้ความรู้คุณค่าไฟฟ้าไทย เป็นต้น รวมทั้งได้ปรับแนวทางการดำเนินงานให้พร้อมเพื่อเข้าสู่ยุคพลังงาน 4.0 โดยวางแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับพลังงานหลักอย่างเหมาะสม พร้อมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
    สำหรับ พิธีมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2017 จัดขึ้นโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อยกย่องและชื่นชมผู้ที่มีผลงานดีเด่นและมีส่วนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน  ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ. ได้รับรางวัลดีเด่นจากการประกวดดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 13 รางวัล ได้แก่ 1) ด้านพลังงานทดแทน 4 รางวัล  2) ด้านอนุรักษ์พลังงาน 1 รางวัล  3) ด้านบุคลากร 2 รางวัล  4) ด้านพลังงานสร้างสรรค์ 1 รางวัล และ 5) ด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน 5 รางวัล ซึ่งรางวัลดังกล่าว พิจารณาจากการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำไปขยายผลให้ประเทศเกิดการพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน
     
    ทั้งนี้ในปี 2560  มีผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 66 รางวัล จากผู้สนใจส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 262 ราย โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านอนุรักษ์พลังงาน ด้านบุคลากร ด้านพลังงานสร้างสรรค์ และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน