กิจกรรมทั้งหมด

Date : 11 / 09 / 2017

  • Date : 11 / 09 / 2017
    กลุ่มปตท.มอบเงินอัดฉีดอีก10ล้านบาทฉลองชัยนักกีฬาซีเกมส์2017
    กลุ่ม ปตท. มอบเงินอัดฉีดอีก10ล้านบาท ฉลองชัย ทัพนักกีฬาไทย ซีเกมส์ 2017 #PrideOfThailand  โดยผลงานของนักกีฬาที่ทางกลุ่มสนับสนุน สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้14 เหรียญทอง  20  เหรียญเงินและ 17 เหรียญทองแดง  
     
    เมื่อวันที่11 กันยายน 2560  ที่ห้อง BCC Hall  โรงแรมเซ็นทรัลลาดพร้าว นายเทวินทร์  วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  (ปตท.)  เป็นประธานในงาน “กลุ่ม ปตท. ฉลองชัย ทัพนักกีฬาไทย ซีเกมส์ 2017 #PrideOfThailand” เพื่อเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้กับนักกีฬา และผู้บริหารสมาคมกีฬาที่กลุ่ม ปตท. สนับสนุน ในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017  ณ ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้14 เหรียญทอง  20  เหรียญเงินและ 17 เหรียญทองแดง  โดย ผู้บริหารปตท.ได้พร้อมมอบเงินอัดฉีดอีกจำนวน 10,920,000 บาท  แบ่งเป็น  เหรียญทอง เหรียญละ 100,000 บาท  เหรียญเงิน เหรียญละ 50,000 บาท  และเหรียญทองแดง เหรียญละ 30,000 บาท   โดยยังได้มอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬาที่ไม่ได้รับเหรียญและเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอน สมาคมฯ ละ 100,000 บาท
     
    โดย สมาคมกีฬาเทนนิสฯ 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง  ได้รับเงินอัดฉีดรวม1,100,000 บาท
    สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย (ฟุตซอล) 2 เหรียญทอง รวมเป็นเงิน 3,100,000 บาท
    สมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยฯ  3 เหรียญทอง  11 เหรียญเงิน 9 เหรียญทองแดง รวมเป็นเงิน  3,150,000 บาท
    สมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน รวมเป็นเงิน 2,200,000 บาท
    สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ 4 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง  1,310,000 บาท
    สนับสนุนนักกีฬาขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางนางสาวเสียงซอ และนางสาวสายลับ เลิศรัตนชัย 1 เหรียญทองแดง รวมเป็นเงิน 60,000 บาท
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า  กลุ่ม ปตท.  ขอร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017   พร้อมกับนักกีฬาไทยทุกคน ที่ได้ทุ่มเทเก็บตัวฝึกซ้อม และเป็นตัวแทนไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ  ทุกสมาคมกีฬาและนักกีฬาที่กลุ่ม ปตท. ให้การสนับสนุนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมา ได้สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจ  โดยกลุ่ม ปตท. ขอชื่นชมตัวแทนนักกีฬาทุกท่านที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ถึงแม้นักกีฬาบางคนจะไม่ได้เหรียญรางวัล  แต่เชื่อว่าทุกคนได้สู้เต็มที่เพื่อประเทศชาติและคนไทย  จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นฝึกซ้อม เพื่อความพร้อมในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ที่จะมีขึ้นในปี 2018 ณ ประเทศอินโดนีเซีย
     
  • Date : 11 / 09 / 2017
    กฟผ. คว้ารางวัล องค์กรวัฒนธรรมสีเขียว เป็นปีที่ 3

    กฟผ. คว้า 14 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 4 (องค์กรวัฒนธรรมสีเขียว) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประจำปี 2560 เป็นปีที่ 3 จากการดำเนินกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ประจำปี 2560 จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถคว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 จำนวนทั้งสิ้น 14 รางวัล จาก 14 หน่วยงาน

    นายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด จนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 หรือ การสร้างวัฒนธรรมสีเขียวในองค์การ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะพิจารณาจากการดำเนินงานที่สนับสนุนให้พนักงานทุกคนปฏิบัติงานโดยตระหนักถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

    โดยรางวัลที่ได้รับทั้ง 14 รางวัล จาก 14 หน่วยงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้, โรงไฟฟ้าบางปะกง, โรงไฟฟ้ากระบี่, โรงไฟฟ้าแม่เมาะ, โรงไฟฟ้าวังน้อย, โรงไฟฟ้าน้ำพอง, โรงไฟฟ้าเขื่อนแก่งกระจาน, โรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง, โรงไฟฟ้าเขื่อนอุบลรัตน์, โรงไฟฟ้าเขื่อนจุฬาภรณ์, โรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพล, โรงไฟฟ้าเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล, โรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธร และฝ่ายโรงงานและอะไหล่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ดำเนินภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการดูแลและใส่ใจสิ่งแวดล้อม การดำเนินโครงการ CSR ต่าง ๆ อาทิ โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ พร้อมทั้งนำนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของชุมชมและสังคมอีกด้วย

    สำหรับโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว จัดขึ้นโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี 2554 เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถดำเนินกิจการร่วมกับสังคมและชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Green Network) โดยมีเกณฑ์การประเมินทั้งสิ้น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว ระดับที่ 2 กิจกรรมสีเขียว ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว ระดับที่ 4 การสร้างวัฒนธรรมสีเขียว และระดับที่ 5 การสร้างเครือข่ายสีเขียว

    “กฟผ. เข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ตั้งแต่ปี 2555 สามารถคว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 แล้วกว่า 20 หน่วยงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำพุง ในปี 2555 โรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ โรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ โรงไฟฟ้าเขื่อนวชิราลงกรณ โรงไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าเขื่อนท่าทุ่งนา ในปี 2558 และในปี 2560 อีก 14 หน่วยงาน กฟผ. จะคงความมุ่งมั่นรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และจะดำเนินงานภายใต้วัฒนธรรมสีเขียว โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อคนไทยต่อไป” นายนิกูลกล่าว

Date : 08 / 09 / 2017

  • Date : 08 / 09 / 2017
    ปตท.ขึ้นชั้นIndustry Leader เป็นปีแรกในดัชนีความยั่งยืน DJSI
    ปตท. ขึ้นชั้น Industry Leader เป็นปีแรกในดัชนีความยั่งยืน DJSI สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์มาตรฐานสากลในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของประเทศไทย
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปีนี้ เป็นปีแรกที่ ปตท. ได้รับคะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Upstream & Integrated (OGX) และได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 นอกจากการติดอันดับของ ปตท. แล้ว บริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  ได้ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องครบทุกบริษัท นำความภาคภูมิใจอย่างยิ่งให้กับประเทศไทย
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความพอประมาณที่สอดคล้องกับทรัพยากร บุคลากร และเทคโนโลยี ที่มีความมีเหตุผลในการวางกลยุทธ์และตัดสินใจอย่างรอบคอบ การบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน การใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นเครื่องนำทางให้ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก
     
     “ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกลุ่ม ปตท. มาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่ม ปตท. จะทำให้สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศและระดับสากลได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเดินหน้าภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ เพื่อให้ ปตท. เป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติที่คนไทยภาคภูมิใจต่อไป” นายเทวินทร์กล่าว
     
    ทั้งนี้ DJSI เป็นกลุ่มดัชนีประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยเฉพาะเรื่องของความยั่งยืนและธรรมาภิบาล จัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือของ S&P Dow Jones Indices และ RobecoSAM โดยเชิญบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกกว่า 2,500 แห่งให้เข้าร่วมการประเมินด้านความยั่งยืน และคัดกรองบริษัทที่ได้คะแนนด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืนสูงสุด ร้อยละ 10 เรียงตามลำดับลงมาของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกองทุนต่างๆ จากทั่วโลกให้ความเชื่อถือและใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการลงทุนกับบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ
  • Date : 08 / 09 / 2017
    กระทรวงพลังงานจัดสัมมนาทบทวนยุทธศาสตร์ ประจำปี2561 เน้นนำมาปฎิบัติได้จริง
    กระทรวงพลังงานจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ เน้นยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่นำมาปฎิบัติใช้ได้จริง และความโปร่งใส ไม่ทุจริต ในการทำตามหน้าที่
     
    เมื่อวันที่8 ก.ย.2560  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2561 ณ โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา โดยมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน นำโดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ หลังจากนายอารีพงศ์ เกษียณอายุราชการในวันที่30 ก.ย.2560 นี้ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแล ทั้งนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  , นายสรัญ รังคสิริ. ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตเลียมขั้นปลายบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ,นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย. ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ.  รวมทั้งองค์กรกำกับดูแล ภายใต้นโยบายกระทรวงพลังงาน คือนางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และนายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง 
     
     
    งานดังกล่าวมีการเสวนาย่อยในหัวข้อเรื่อง "ภารกิจสำคัญด้านพลังงานที่ต้องดำเนินการในปี 2561" นำโดย ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  เป็นวิทยากรบนเวที 
     
    ในขณะที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในการเปิดงานครั้งนี้ โดยเน้นเรื่องการพัฒนาประเทศที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง  ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจด้านพลังงาน ยุทธศาสตร์ที่ดีจะต้องนำมาใช้ได้จริง การสร้างความเข้าใจด้านพลังงานที่ถูกต้อง สอดแทรกในบทเรียน ปลูกฝังให้เยาวชนได้ซึมซับและมีความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้น สำหรับการพัฒนาบุคลากรของแต่ละหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการเปิดหลักสูตรอบรมให้ความรู้ อย่างน้อย 6 หลักสูตรต่อปี เพื่อเกิดการทำงานร่วมกัน และสามารถทดแทนกันได้ ในการบริหารจัดการ  พร้อมกับ เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ไม่ทุจริต และทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด
     
     
     

Date : 07 / 09 / 2017

  • Date : 07 / 09 / 2017
    เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.3 โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 23 ก.ย. นี้

    กฟผ. พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในขั้นตอนการทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพ (EHIA) หรือ ค.3 โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าทดแทน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4 - 7 เพื่อจัดทำรายงาน EHIA  ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ในวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2560 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป  ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ. แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

    ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา ได้เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ค.3 ของโครงการดังกล่าว โดยบริษัทที่ปรึกษาจะนำเสนอผลการศึกษา EHIA  ของโครงการ ทั้งด้านผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มาตรการป้องกันและแก้ไข รวมถึงมาตรการติดตามตรวจสอบ ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนในพื้นที่ 5 ตำบลของ อ.แม่เมาะ ได้แก่ ตำบลสบป้าด จางเหนือ นาสัก บ้านดง และแม่เมาะ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากการการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมิน EHIA (ค.1) เมื่อวันเสาร์ที่ 29 เมษายน 2560 และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนการประเมินและจัดทำรายงาน EHIA (ค.2) ระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา

    เมื่อเวที ค.3 แล้วเสร็จ บริษัทที่ปรึกษาจะรวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมดจากทั้ง 3 เวที มาพิจารณาตามหลักวิชาการเพิ่มเติมให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนเพื่อนำไปจัดทำรายงาน EHIA ฉบับสมบูรณ์ ก่อนนำส่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาต่อไป

    ทั้งนี้ ก่อนจัดเวที ค.3 ทางบริษัทที่ปรึกษา ได้จัดทำร่างรายงาน EHIA ที่ใช้สำหรับเวที ค.3 ทั้งฉบับเต็มและฉบับย่อ เผยแพร่กับกลุ่มเป้าหมายภาคประชาชน ผู้นำชุมชนในพื้นที่โครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณา EHIA หน่วยงานราชการระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล หน่วยงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ กลุ่มองค์กรเอกชน ด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถานศึกษา ศาสนสถาน นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป  เพื่อศึกษาล่วงหน้าก่อนไปร่วมเวที นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารให้ความรู้ในเบื้องต้นผ่านหลายช่อง เช่น แผ่นพับให้ความรู้ สถานีวิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ ป้ายประกาศ โครงการ กฟผ.แม่เมาะ เคาะประตูบ้าน และทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

    ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.3 และสามารถดาวน์โหลดข้อมูลก่อนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ www.egat.co.th นอกจากนั้น ยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อร่างฯ ฉบับนี้ได้ ด้วยการส่งข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะไปที่   อีเมล: [email protected] และ [email protected]h หรือ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด 151 อาคารทีม ถนนนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230 และที่ โทรศัพท์ 0-2509-9000 กด 3201-5 ต่อ 104, 106 4. โทรสาร  0-2509-9109 ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2560 จนถึง วันที่ 8 ต.ค. 2560

Date : 06 / 09 / 2017

  • Date : 06 / 09 / 2017
    กฟผ.หนุนโครงการ Dark Sky หวังคืนแสงดาวบนท้องฟ้าให้ดอยอินทนนท์

    กฟผ. จับมือ หน่วยงานภาคี เดินหน้าโครงการศึกษาวิจัยและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Dark Sky) เพื่อลดมลภาวะทางแสง (Light Pollution) ที่เกิดจากการฟุ้งกระจายของแสงไฟจากแปลงปลูกเบญจมาศในช่วงกลางคืน ส่งผลต่อระบบนิเวศน์ และบดบังความงามบนท้องฟ้าดอยอินทนนท์  นำร่องพื้นที่ หมู่ 7 บ้านขุนกลาง หากประสบความสำเร็จจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหามลภาวะทางแสงต่อไป

    เมื่อ6 กันยายน 2560 ที่โครงการหลวง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่  ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการศึกษาวิจัยและส่งเสริม การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะทางแสงต่อระบบนิเวศในพื้นที่ดอยอินทนนท์ (Dark Sky) โดยมี นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐา โพธาภรณ์ ที่ปรึกษามูลนิธิโครงการหลวง  นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมลงนามความร่วมมือดังกล่าว

    นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ.

    นายบุญญนิตย์ กล่าวว่า โครงการ Dark Sky มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อศึกษาและวิจัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ดอยอินทนนท์ทุกมิติ ทั้งด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า ด้านดาราศาสตร์ ด้านเกษตรกรรม ระบบนิเวศ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เขตพื้นที่ดอยอินทนนท์เป็นเขตสงวนเพื่อท้องฟ้ายามกลางคืน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต อีกทั้งเป็นการสร้างองค์ความรู้ในการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในภาคการเกษตรบนดอยอินทนนท์ ที่นิยมปลูกดอกเบญจมาศ ดอกไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับชุมชน และมีการใช้แสงสว่างสำหรับการเจริญเติบโตของดอกเบญจมาศในช่วงกลางคืน

    ทั้งนี้ ในโครงการวิจัย ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านขุนกลาง ดอยอินทนนท์ ที่มีจำนวนครัวเรือนประมาณ 300 ครัวเรือนและใช้หลอดไฟแบบหลอดตะเกียบประมาณ 1 แสนหลอดในรัศมี 5 ตารางกิโลเมตร กฟผ. ได้ทำการทดลองเชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้แสงสว่างระหว่างแปลงปลูกดอกเบญจมาศที่ใช้หลอดตะเกียบ (ที่ชุมชนใช้อยู่เดิม) กับการใช้หลอด LED แล้วพบว่า การเจริญเติบโตของดอกเบญจมาศไม่แตกต่างกัน  แต่หลอดตะเกียบทำให้เกิดแสงฟุ้งกระเจิงขึ้นสู่ท้องฟ้ามากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดมลภาวะทางแสง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ  สำหรับหลอด LED มีคุณสมบัติส่องแสงสว่างลงด้านล่าง ไม่ทำให้เกิดแสงฟุ้งกระเจิงบดบังความงามของดวงดาวบนท้องฟ้า  ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศให้กลับคืนตามธรรมชาติ อีกทั้งสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ถึงร้อยละ 50 ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ภารกิจ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับการดูแลรักษาสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม  รวมถึงการดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ การดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management ) ของ กฟผ. มุ่งหมายให้การใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกด้านการประหยัดพลังงานแก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า  ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศประหยัดพลังงานลงได้ประมาณ 4,380 เมกะวัตต์ ลดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 26,000 ล้านหน่วย และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศลงได้ 14.8 ล้านตัน 

    ด้านนายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวถึงการสนับสนุนว่า กรมอุทยานฯ มีภารกิจในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ด้วยการควบคุมป้องกันพื้นที่ป่าอนุรักษ์เดิม และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาสมบูรณ์ รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และสังคมชุมชน ดำเนินการลดผลกระทบในการใช้แสงสว่างส่วนเกินจากชุมชนในเขตพื้นที่ดอยอินทนนท์ ให้เป็นพื้นที่เขตสงวนเพื่อท้องฟ้ายามราตรี รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษาพื้นที่ป่าไม้ในเขตดอย      อินทนนท์ให้มีความเหมาะสม และมีความสมบูรณ์เพื่อเป็นมรดกทางธรรมชาติของประเทศ

    ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมด้านดาราศาสตร์ เป็นโครงการที่ทำให้มีความหวังว่าจะเป็นการคืนความมืดสู่ท้องฟ้าบนดอยอินทนนท์อีกครั้ง โดยที่ผ่านมา ดอยอินทนนท์ ถือเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ที่มีนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เข้ามาสัมผัสความเป็นธรรมชาติ และต้องการมาดูดาวในช่วงกลางคืน แต่ปรากฎว่าในช่วงระยะหลัง ที่มีการฟุ้งกระจายของแสงบนท้องฟ้าที่เกิดจากแปลงปลูกดอกเบญจมาศนั้น ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสง  ดังนั้น โครงการ Dark Sky  จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างคุ้มค่า ทั้งช่วยประหยัดพลังงานและคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศ บนดอยแห่งนี้เหมือนเมื่อในอดีต โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

    รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐา โพธาภรณ์ ที่ปรึกษามูลนิธิโครงการหลวง กล่าวถึงความร่วมมือว่า มูลนิธิโครงการหลวง มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัยและทดลองการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง ในโครงการฯ นี้ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานจะถือว่าเป็นผลงานร่วมกันของทุกฝ่าย และเกิดองค์ความรู้ด้านส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในภาคการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสม รวมถึงสร้างผลประโยชน์สูงสุดในเขตพื้นที่ดอยอินทนนท์

    ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินงานว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความสำคัญในการผลิตผลงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง  ซึ่งการศึกษาและวิจัย ในโครงการฯ นี้ ถือว่าก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับประชากรในพื้นที่เขตดอยอินทนนท์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างคุณค่าให้กับท้องถิ่น ดังนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือกับอีก 4 หน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป