กิจกรรมทั้งหมด

Date : 15 / 12 / 2017

  • Date : 15 / 12 / 2017
    กระทรวงวิทย์ฯ สวทช.ผนึกกำลัง ปตท.พัฒนาและบริหาร EECi

    กระทรวงวิทย์ สวทช. ผนึกกำลัง ปตท.พัฒนา และบริหาร EECi วังจันทร์วัลเลย์ สู่ศูนย์กลางพัฒนานวัตกรรมของอาเซียน แจงประโยชน์ 5ด้าน ของEECi ทั้งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค  ช่วยให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน  การเป็นพื้นที่ที่จะพัฒนาSandbox ผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการทดลองทดสอบงานวิจัยหรือนวัตกรรม ที่ไม่สามารถทำได้ที่อื่นในประเทศ และทำให้เกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน กว่า 63 หน่วยงาน

     (15 ธันวาคม 2560) ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOA) ความร่วมมือ “การพัฒนาวังจันทร์วัลเลย์เป็นฐานที่ตั้งสำคัญของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)” เพื่อร่วมกันวางแผน พัฒนา และบริหาร EECi วังจันทร์วัลเลย์ อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการพัฒนาความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยมี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีลงนาม ระหว่าง นาย ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และนาย เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

    นาย สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “การวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand 4.0 รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) เป็นอย่างมาก และได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินการพัฒนาEECi ให้เป็น Innovation Ecosystem ชั้นนำของอาเซียน  ซึ่งผลงานวิจัยและนวัตกรรมจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของประชาคมอย่างยั่งยืน   

    ทั้งนี้ EECi จะเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของ Thailand 4.0  คือ (1) ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้แก่ ศูนย์พัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น (Startups and Innovation Center) แหล่งรวมศูนย์วิเคราะห์ทดสอบและโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ (Translational Research Infrastructure) เช่น โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) โรงงานสาธิต (Demonstration Plant) พื้นที่ทดลองผลิตและพื้นที่ทดสอบตลาด (Living Lab) ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบ (Testing Service Center) และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่องานวิจัยจากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย นอกจากนี้ EECi จะเป็นแหล่งสำคัญที่ช่วยพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศอีกด้วย 

    (2) EECi ช่วยกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งการพัฒนาภาคการเกษตร ชุมชน และวิสาหกิจในพื้นที่ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน EECi (3) EECi ช่วยให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเทคโนโลยี รวมถึงการรักษาสภาพแวดล้อม (4) EECi เป็นพื้นที่ที่จะพัฒนาSandbox โดยจะเป็นพื้นที่ผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการทดลองทดสอบงานวิจัยหรือนวัตกรรม ที่ไม่สามารถทำได้ที่อื่นในประเทศ และเอื้อประโยชน์ให้ลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ Thailand 4.0 และ และ (5) EECiทำให้เกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ปัจจุบันมีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน จำนวน 63 หน่วยงาน โดยเป็นพันธมิตรต่างประเทศถึง 6 หน่วยงาน แบ่งเป็นมหาวิทยาลัย 25 หน่วยงาน ภาครัฐ 11 หน่วยงาน ภาคเอกชน 21หน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศ”

    “ปตท. นับเป็นพันธมิตรที่สำคัญมาก เพราะมีการติดต่อหารือ เจรจาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ การลงนาม MOA ครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. และ ปตท. จะเป็นหุ้นส่วนพัฒนา Area of Innovation ในประเทศไทย พื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ของ ปตท. จำนวนกว่า 3,400 ไร่ จะได้รับการพัฒนาให้เป็นโรงเรียน และมหาวิทยาลัยวิจัย ที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันพัฒนาพื้นที่นี้ให้เป็นเขตวิจัยชั้นนำของภูมิภาค มีการวิจัยที่เป็น Frontier Research ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมและผู้ใช้ประโยชน์ มีสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์วิจัยที่ดึงดูดบุคลากรวิจัยชั้นนำระดับโลก เพื่อจะสร้างผลกระทบให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าว

    นาย เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วังจันทร์วัลเลย์ ตั้งอยู่ ณ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งมีสถาบันการศึกษาด้านวิจัยและวิทยาศาสตร์ ได้แก่ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) ที่เป็นแหล่งกำเนิดบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) โดย ปตท. จะลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และสาธารณูปการต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก มีการบริหารจัดการที่ดี เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามผังแม่บทที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง (New S-Curve) 

    การพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินวังจันทร์วัลเลย์ตามผังแม่บทที่ดิน แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน คือ พื้นที่ Phase 1 จำนวน 760 ไร่ ซึ่ง สวทช. จะใช้เพื่อดำเนินกิจกรรมวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง 350 ไร่ โดย ปตท. จะให้ สวทช. เช่าใช้ประโยชน์ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน สำหรับพื้นที่ส่วนที่เหลือ ปตท. จะพัฒนาเป็นพื้นที่กลุ่มพาณิชยกรรม พื้นที่สาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียวส่วนกลาง เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของบุคลากรและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ Phase 2 สำหรับการพัฒนาในอนาคตอีกประมาณ 1,200 ไร่ และ ปตท. จะร่วมลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ บนพื้นที่แห่งนี้ เพื่อร่วมกับ สวทช. ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายอีกด้วย

    “การพัฒนาพื้นที่ฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ที่ต้องการขับเคลื่อนความเจริญเติบโตให้กับประเทศไทย โดย ปตท. ได้บรรจุแผนงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ ปตท. ในการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ให้เป็นฐานที่ตั้งสำคัญของ EECi เพื่อดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง (New S-Curve)สอดรับกับนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าว

    นาย ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า  EECi จะช่วยเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่าของการพัฒนานวัตกรรม (Innovation Value Chain) ทำให้งานวิจัยที่สำเร็จจากห้องปฏิบัติการและห้องทดลอง สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดและขยายขนาดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และ เพื่อใช้ประโยชน์เชิงสังคมได้

    โดย บทบาทสำคัญหนึ่งของ สวทช. คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในพื้นที่เขตนวัตกรรมแห่งนี้ เพื่อสร้างให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ (Innovation Ecosystem) ไปสู่การเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความเข้มข้นของงานวิจัย พัฒนา และ นวัตกรรม ประกอบไปด้วยห้องปฏิบัติการวิจัย ทั้งภาครัฐและเอกชน สนามทดลอง (Test Bed) แหล่งรวมโรงงานต้นแบบและโรงงานสาธิต เครื่องมือและกระบวนการเพื่อการทดสอบเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าเพื่อทดสอบตลาด รวมถึงการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบของศูนย์วิเคราะห์ทดสอบชั้นนำ รวมถึง EECi จะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมของอาเซียน (ASEAN Innovation Hub) โดยมุ่งพัฒนา 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ได้แก่ แบตเตอรีและยานยนต์สมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ เครื่องมือแพทย์ และการบินและอวกาศ ดำเนินการผ่าน 3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้นของ EECi คือ (1) ARIPOLIS: ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (2) BIOPOLIS: ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ และ (3) SPACE KRENOVAPOLIS: ศูนย์กลางและฐานในการรังสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี”

    “ภายใน EECi จะมีการจัดสรรพื้นที่ให้ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัยภาครัฐ เข้ามาเช่าในระยะยาว เพื่อดำเนินกิจกรรมวิจัย พัฒนา นวัตกรรม และการผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ ทั้งในรูปแบบการลงทุนเองและร่วมลงทุน โดย สวทช. จะใช้ประสบการณ์และความเข้มแข็งของการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย หรือ Thailand Science Park ที่มีบริษัทเข้ามาทำวิจัยพัฒนาในพื้นที่กว่า 90 ราย โดยร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีความเข้มแข็งและมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตลอดจนมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อทำให้ EECi เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้าง Innovation Hub ของประเทศต่อไป” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

     

     

Date : 13 / 12 / 2017

  • Date : 13 / 12 / 2017
    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นำสมาชิกร่วมออกบูธขายสินค้า ในงาน" Gift Fest by Thailand Best buys"

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นำสมาชิกร่วมออกบูธขายสินค้า ในงานแสดงสินค้าของขวัญ ของที่ระลึก ของแต่งบ้าน " Gift Fest by Thailand Best buys "ซึ่งจัดโดย บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ "นีโอ" ระหว่างวันที่ 13-17ธ.ค.นี้  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดจะมีผู้เข้าชมงานตลอด5วันในการจัด 1.2แสนคน เงินสะพัด 150ล้านบาท

    โดยในวันเปิดงาน มีนางสาวบุษยา ประกอบทอง ผู้จัดการทั่วไปของนีโอ นายชาคร หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมถ่ายภาพและเดินชมบูธของ สมาชิก ซึ่งสินค้าที่เป็นไฮไลท์ของสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจที่ร่วมออกร้าน ซึ่งอยู่ในโซนอาหาร  บูธ N001 คือร้านส้มตำ ตุ้มโฮม และ บูธ ตุ๊กติ๊ก น้ำพริกโลกันต์ ที่ได้รับการอุดหนุนจากผู้เข้าร่วมชมงานจำนวนมาก

    นางสาวบุษยา ประกอบทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด  กล่าวว่า  “นีโอ” มีความตั้งใจที่จะจัดงานนี้ให้เป็นแหล่งรวมของขวัญ ให้ผู้ที่มาเดินในงานได้เลือกซื้อสินค้าเพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญให้กับคนพิเศษในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งได้แบ่งกลุ่มสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มองหาของขวัญเพื่อจะมอบให้ถูกใจผู้รับ อาทิ สินค้ากลุ่มของแต่งบ้าน ของใช้ในครัวเรือน สินค้าดีไซน์สุดเก๋จากความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สินค้ากลุ่มแฟชั่น ลดราคาเอาใจขาช้อปสูงสุดถึง 70% ทั้งเครื่องประดับ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แบรนด์ดังสไตล์บีชแวร์ และสตรีทแวร์เอาใจวัยรุ่น จาก Quiksilver, Roxy, DC ฯลฯ และปีนี้ได้เพิ่มสินค้าใหม่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าไอที Gadget ใหม่ๆ ที่เหมาะสำหรับซื้อเป็นของขวัญให้คนรุ่นใหม่ยุคดิจิตอล และสินค้าสำหรับผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริม สินค้านวัตกรรม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นและยุโรป  

    ทั้งนี้ ความร่วมมือกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ยังถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม ที่จะทำให้งานมีความน่าสนใจมากขึ้น กว่าปีที่ผ่านๆมา  โดยในงานยังมีการคืนกำไรให้กับลูกค้าที่มาเลือกซื้อสินค้าในงาน ด้วยโปรโมชั่นพิเศษ 3 ต่อ  คือต่อที่ 1 เพียงลงทะเบียนเข้างานจะได้รับถุงผ้าลายน่ารักๆ ทันที ต่อที่ 2 เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 3,000 บาท ลุ้นรับบัตร Starbucks มูลค่า 200 บาท หรือบัตรของขวัญห้างเซ็นทรัล มูลค่า 200 บาท และต่อที่ 3 สำหรับคนที่ช้อปครบ 5,000 บาท ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000-2,000 บาท หรือคูปองเงินสดมูลค่า 5,000 บาท สำหรับช้อปต่อภายในงานได้อีกด้วย (สินค้ามีจำนวนจำกัดต่อวัน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ผู้จัดงานกำหนด)  

    นางสาว บุษยา กล่าวว่า  ตลอดการจัดงาน 5 วัน คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานไม่น้อยกว่า 120,000 คน และจะมีเงินสะพัดจากการจับจ่ายภายในงานไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

  • Date : 13 / 12 / 2017
    ปตท.ร่วมมือ กสิกรไทย นำนวัตกรรมชำระเงินด้วย QR Code Payment มาใช้ในร้านค้าปลีกปตท.

    ปตท. ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย สนองนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล ด้วยการนำนวัตกรรมการชำระเงินด้วย QR Code Payment มาใช้ในร้านค้าปลีกของ ปตท.ได้แก่ ร้านคาเฟ่ อเมซอน เท็กซัส ชิคเก้น แด๊ดดี้โด ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่  รวมกว่า 2,200 จุด โดยจะสามารถเริ่มใช้งานได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ปี 2561 

     เมื่อวันที่ 13 ธ.ค 2560 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานในการแถลงข่าวโครงการ QR Code Payment  ที่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ เพื่อสนองนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง และเป็นไปตามนโยบาย Thailand 4.0 

    โดย นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
    ปตท. ได้ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพมาร่วมงานพัฒนาระบบการชำระเงินด้วย Dynamic QR Code ที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคไปอีกขั้น โดยผู้บริโภค เพียงแต่มี Application ที่ใช้จ่ายเงินด้วย QR Code ของธนาคารใดก็ได้ เมื่อซื้อสินค้าให้แจ้งร้านค้าว่าจะชำระด้วย QR จากนั้นสแกน QR Code ที่ปรากฏบนหน้าจอเครื่องรับบัตรเครดิต ก็สามารถชำระเงินได้ทันที โดย ปตท. ได้กำหนดให้ร้านค้าปลีกซึ่งเป็นจุดสัมผัสกับผู้บริโภค (Consumer Touch Point) ได้แก่ ร้านคาเฟ่ อเมซอน เท็กซัส ชิคเก้น แด๊ดดี้โด ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่  รวมกว่า 2,200 จุด เปิดรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการด้วย QR Code โดยจะสามารถเริ่มใช้งานได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ปี 2561 และจะขยายผลทั่วประเทศให้แล้วเสร็จในกลางปี 2561

    นอกจากนี้ ปตท. ยังเตรียมต่อยอดการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้จ่ายผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือ โดยมีแผนพัฒนานวัตกรรมการเงิน e-Wallet Platform ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ซื้อสินค้า/บริการในธุรกิจค้าปลีก รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมได้รับสิทธิพิเศษหรือข้อเสนออันเป็นประโยชน์เฉพาะบุคคลที่ถูกออกแบบคัดสรรขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพการบริการ สร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคในทุกมิติ จาก ปตท. หรือคู่ค้าชั้นนำ ในปี 2561

    ด้าน นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า  ความร่วมมือกับ ปตท. ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แบงกิ้ง ของธนาคารกสิกรไทย โดยเป็นการร่วมกันสร้างดิจิทัล เพย์เม้นต์ แพลทฟอร์มให้กับธุรกิจค้าปลีกของ ปตท. ด้วยแนวคิด “Seamless Digital Lifestyle Experience”  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่โมบาย เพย์เม้นต์ (Mobile Payment) เต็มรูปแบบและครบวงจร โดยนำเทคโนโลยีทางการเงินต่างๆ เข้ามาเสริมศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และเต็มไปด้วยความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายและการชำระเงินของลูกค้า

    ธนาคารจะเริ่มนำร่องด้วยระบบรับชำระเงินที่พัฒนาเทคโนโลยี QR Code ให้เชื่อมต่อกับเครื่อง EDC ที่เชื่อมโยงระบบการขาย (Point of Sales: POS) ทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการในร้านค้าปลีกที่อยู่ภายใต้เครือ ปตท. สามารถชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการผ่านโมบายแบงกิ้งได้ทุกธนาคาร โดยร้านค้าปลีกที่สามารถให้บริการคิวอาร์โค้ด ได้แก่ ร้านคาเฟ่ อเมซอน เท็กซัส ชิคเก้น แด๊ดดี้โด ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่  ที่มีสาขาทั่วประเทศรวมกว่า 2,200 สาขา ธนาคารเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ ปตท. ที่มีอยู่ทั่วประเทศ จะทำให้การให้บริการใช้จ่ายด้วย QR Code  ผ่านโมบาย แบงกิ้ง ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การทดลองใช้ให้เกิดความคุ้นเคย และแปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายด้วย QR Code ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเครื่องดื่ม ค่าอาหาร เป็นต้น และผลักดันประเทศเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเหมือนหลายประเทศชั้นนำทั่วโลก

    นอกจากนี้ ธนาคารยังวางแผนพัฒนาระบบในการเชื่อมโยงข้อมูลของบัตร PTT Blue Card กับ application 
    K PLUS เพื่อให้ลูกค้าที่ใช้จ่ายด้วยคิวอาร์โค้ดของ K PLUS สามารถสะสมแต้มได้ทันที ตลอดจนนำข้อมูลที่ได้ผ่านการใช้จ่ายด้วย QR Code ของลูกค้า มาเป็น Big Data ใช้ประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะสามารถสร้างความผูกพันในระยะยาว และมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจอีกด้วย

Date : 12 / 12 / 2017

  • Date : 12 / 12 / 2017
    บี.กริม เพาเวอร์ คว้า 3รางวัลแห่งปี 2017 จากนิตยสารทางการเงินชั้นนำระดับโลก
    บี.กริม เพาเวอร์ คว้า 3รางวัลแห่งปี 2017 จากนิตยสารชั้นนำระดับโลก โดย2รางวัล เป็นเรื่อง The Best IPO  และ อีก1รางวัล  เป็นเรื่อง The Best Energy Solutions Provider 
     
    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัท ได้รับ 3 รางวัล แห่งปี 2017  คือรางวัล The Best IPO Deal in Southeast Asia 2017 จากนิตยสาร The Alpha Southeast Asia , The Best IPO 2017 in Thailand จากนิตยสาร The Asset และ The Best Energy Solutions Provider in Thailand  2017  จากนิตยสาร International Finance ซึ่งเป็นนิตยสารทางการเงินชั้นนำระดับโลก  สะท้อนถึงการยอมรับในความสำเร็จอย่างสูงของการขาย IPO และราคาหุ้นที่เติบโตอย่างโดดเด่น  จะเห็นได้จากรายได้รวม 9 เดือนแรกปี 2017 ที่ 23,700 ล้านบาท  ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท
     
    โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าจำนวนทั้งสิ้น 51 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,513  เมกะวัตต์ โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวมทั้งสิ้น 30 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,646 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและอยู่ระหว่างการพัฒนา 21 โครงการ มีกำลังการผลิตติตตั้งรวม 867 เมกะวัตต์

Date : 08 / 12 / 2017

  • Date : 08 / 12 / 2017
    ปตท.สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง "ตูน บอดี้สแลม " ตลอดเส้นทางวิ่ง เบตง - แม่สาย มูลค่า 2ล้านบาท

    ปตท.มอบการสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดเส้นทางการวิ่ง จาก เบตง-แม่สาย ของ "ตูน บอดี้สแลม " มูลค่า 2 ล้านบาท ที่จุดแวะพัก สถานีปตท.ของบริษัทหลักเมืองถาวรพาณิชย์  จ.สุพรรณบุรี  

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2560 คณะผู้บริหารระดับสูงของปตท.นำโดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย  นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก หน่วยธุรกิจน้ำมัน และนาย กฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ขึ้นเวที มอบการสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดเส้นทางการวิ่ง จาก เบตง-แม่สาย มูลค่า 2 ล้านบาทให้กับนายอาทิวราห์ คงมาลัย  หรือ ตูน บอดี้สแลม ที่จุดแวะพัก สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ของบริษัทหลักเมืองถาวรพาณิชย์  จ.สุพรรณบุรี  

    โดยการวิ่งของ ตูน บอดี้สแลม ในเซ็ทนี้ มีผู้บริหารของปตท. คือ นาย กฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมวิ่งไปกับคณะ เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร ด้วย