กิจกรรมทั้งหมด

Date : 16 / 07 / 2018

  • Date : 16 / 07 / 2018
    ‘เพิ่ม STEM - เติม SKILLs’ เชฟรอนฯ ร่วมสร้างแรงงานอาชีวะ 4.0

    Chevron Enjoy Science ร่วมมือ 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน พลังงาน แปรรูปอาหาร และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ชูโมเดล 2S "เพิ่ม STEM - เติม SKILLs" สร้างทักษะแรงงานอาชีวะให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรม 4.0

    พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในงานเสวนา “อาชีวะ 4.0 ศักยภาพแห่งอนาคต” จัดโดยโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ระบุความท้าทายสำคัญในการพัฒนาประเทศ คือ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกันทั้งระบบสาธารณูปโภค ระบบเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน ตลอดจนการเตรียมกำลังคนให้พร้อมก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ควบคู่กับการส่งเสริมและกระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการจัดหาแรงงานที่มีประสิทธิภาพ

    การเร่งผลิตและพัฒนากำลังคนสาขาอาชีวะให้มีทักษะยุคดิจิทัลตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระบบออโตเมชั่น ในช่วง 5 - 10 ปีข้างหน้า จึงเป็นนโยบายสำคัญ เนื่องจากแนวโน้มความต้องการช่างเทคนิคสูงขึ้นทุกปี ภาครัฐจึงจำเป็นต้องจับมือกับภาคอุตสาหกรรม ร่วมพัฒนาแรงงานด้วยโมเดล 3 ประสาน ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหนุนสำคัญ

    โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญ คือการพัฒนาทักษะอาชีพ หรือ Technical Vocational Education and Training (TVET) ซึ่งเป็นการศึกษาทั้งในและนอกระบบที่มุ่งเน้นการลงมือทำจริง ทำให้แรงงานมีทักษะ สามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที ซึ่งวันนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันนำรูปแบบ TVET มาช่วยพัฒนาทักษะอาชีพให้กับแรงงาน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาคนอย่างยั่งยืน

    ด้าน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2561 มีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพทั่วประเทศ เพิ่มเป็น 39.70% และสายสามัญ 60.30% ซึ่ง สอศ. กำลังเร่งสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจเพื่อเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพมากขึ้นให้ได้สัดส่วน 50% ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมกับการพัฒนาเชิงคุณภาพ โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม รวมถึงโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” มาร่วมพัฒนาทักษะนักเรียนอาชีวะอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค

    นอกจากนี้ ยังผนึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ลงนาม MOU เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี โดยมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรอาชีวศึกษา เพื่อป้อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การพัฒนา “เด็กอาชีวะที่มีคุณภาพ” ที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น และสร้างนวัตกรรมได้  

    นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า การเร่งพัฒนา “ช่างเทคนิค” ให้มีทักษะฝีมือเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นโจทย์สำคัญของโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งทำงานร่วมกับ 7 องค์กรภาครัฐ ตามแนวนโยบาย “รัฐร่วมเอกชน” เพราะนอกจากช่วยตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของผู้ประกอบการ ยังสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย

    ทั้งนี้ จากที่โครงการฯ ได้ทำวิจัยเชิงลึกเรื่อง “ปัญหา - ความท้าทายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย 4.0” ร่วมกับ สอศ. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พบว่า หัวใจสำคัญในการผลิตช่างเทคนิคที่มีศักยภาพ คือ การเพิ่มและเติม 2S (STEM + SKILLs) หมายถึง การเพิ่มองค์ความรู้ด้านสะเต็ม และเติมทักษะวิชาชีพให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ครูอาชีวะเพื่อนำไปถ่ายทอดและผลิตช่างเทคนิครุ่นใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีตรรกะการคิด คำนวณ วิเคราะห์ และสื่อสาร ได้หลายภาษา รวมถึงมีภาวะผู้นำและทักษะการเข้าสังคมควบคู่ทักษะการควบคุมเครื่องจักรกลสมัยใหม่

    ดร.ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเซีย กล่าวว่า กระบวนการพัฒนา“ช่างเทคนิค”จะเป็นการเพิ่ม STEM และเติม SKILLs ควบคู่กับการจัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ” (TVET Hub) ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรพื้นฐาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และปรับรูปแบบการสอนครูอาชีวะ โดยมีเป้าหมายคือ ผลิตช่างเทคนิคที่มีทักษะตรงความต้องการให้กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve ซึ่งโครงการเน้น 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน พลังงาน แปรรูปอาหาร และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดหวังว่าจะทำให้ช่างเทคนิคมีส่วนช่วยยกระดับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เชื่อมสู่ออโตเมติก โรโบติก ให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีแต่ละพื้นที่ 

    ปัจจุบันโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วยการศึกษาสาขาสะเต็มในระดับสามัญและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 4 และกิจกรรมด้านอาชีวศึกษาที่สอดรับตามแนวนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะ TVET Hub ได้จัดตั้งขึ้นแล้ว 5 แห่ง จากเป้าหมาย 6 แห่งทั่วประเทศ มีผู้ได้รับประโยชน์แล้วกว่า 110,000 คน และคาดหวังว่า TVET Hub จะเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างอาชีวะพันธุ์ใหม่ให้สำเร็จตามเป้าหมายภาครัฐได้อย่างแท้จริง

     

Date : 13 / 07 / 2018

  • Date : 13 / 07 / 2018
    คนพลังงานมองข่าวจากสื่อออนไลน์มีอิทธิพลสูง เพราะรวดเร็ว แต่ต้องมาพร้อมกับความถูกต้อง น่าเชื่อถือ

    คนพลังงาน มองข่าวจากสื่อออนไลน์ มีอิทธิพลสูงต่อการรับรู้ของประชาชนผู้บริโภคสื่อ เพราะมีความรวดเร็วในการนำเสนอข้อมูล แต่ต้องมีความถูกต้อง แม่นยำในข้อมูล และมีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของสื่อนั้นๆ

    ต้องยอมรับว่าในโลกยุคของSocial Mediaในปัจจุบัน ส่งผลต่อพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารข้อมูลของประชาชน ที่สามารถจะรับรู้เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ผ่านทาง Smart Phone  เพียงเครื่องเดียว และนี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การทำงานของทั้งตัวสื่อมวลชนและเจ้าของสื่อเอง ต้องปรับตัว จากที่เคยจำกัดตัวอยู่ในสื่อแบบ Off line คือ หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ มาให้ความสำคัญกับสื่อแบบ On line  มากขึ้น  กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) ซึ่งเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ ด้านพลังงาน  ลองยกตัวอย่างถามความเห็นของคนในแวดวงพลังงาน ที่ติดตามข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ ว่าคิดเห็นอย่างไรกับบทบาทของสื่อออนไลน์ ในปัจจุบัน ดังนี้  

    นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมากับสื่อออนไลน์ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นสื่อที่มีความรวดเร็วในการนำเสนอข้อมูล แต่ความถูกต้องและความแม่นยำของข้อมูลนับเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกวันนี้สื่อออนไลน์มีการแข่งขันชิงความรวดเร็วในการนำเสนอมากเกินไปกว่าจะให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้บ่อยๆ ความน่าเชื่อถือของสื่อนั้นๆก็จะลดลง

    นอกจากนี้สื่อออนไลน์ควรต้องแบ่งแยกสถานการณ์ในการนำเสนออย่างเหมาะสม เช่น การถามข้อมูลที่ไม่ตรงกับกิจกรรมที่จัดอยู่ จะทำให้ผู้ตอบคำถามหรือแหล่งข่าวไม่ได้เตรียมความพร้อมข้อมูลมาก่อนจึงไม่อยากจะตอบคำถาม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ และความไม่กระจ่างชัดของข้อมูลก็นำไปสู่การนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดได้ ดังนั้นก่อนนำเสนอข่าวจะต้องเคลียร์ข้อมูลให้กระจ่างชัดก่อน

    อย่างไรก็ตามยอมรับว่าสื่อออนไลน์มีความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของสื่อออนไลน์ แต่ความรวดเร็วต้องมาพร้อมกับความถูกต้องและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วย จึงจะทำให้การนำเสนอข้อมูลสมบูรณ์แบบ

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า สื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบันมีความสำคัญต่อสังคมมากขึ้น เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และทรงอิทธิพลสูง ผู้บริโภคนิยมรับข้อมูลข่าวสารด้านสื่อออนไลน์กันมากขึ้น แต่การนำเสนอข้อมูลต้องมาพร้อมกับความถูกต้อง ความรวดเร็วและมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจจุบันผู้ผลิตสื่อออนไลน์มีทั้งแบบที่ดีและไม่ดี

    ดังนั้นผู้รับสื่อควรเลือกรับสื่อที่น่าเชื่อถือก่อน เช่นกรณีข่าว 13 คนติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ผู้บริโภคก็มีการพิจารณาได้ว่าควรเลือกรับสื่อจาก Navy Seal  เพราะผู้บริโภคพิจารณาแล้วน่าเป็นข่าวจริงที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นผู้เผยแพร่สื่อออนไลน์นอกจากจะมีความรวดเร็วจะต้องมีความถูกต้องด้วยเพราะเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งอาจจะนำเสนอข้อมูลช้าลงแต่ข้อมูลถูกต้องแม่นยำและมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด     

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทมากในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลไปได้รวดเร็วมาก ซึ่งต้องให้ความระมัดระวังในการนำเสนอออกสื่อว่าจะไม่มีผลกระทบในแง่ลบ เพราะถ้ามีการพูดอะไรผิดพลาดไปแล้วจะมีผลกระทบค่อนข้างมาก

    ปัจจุบันหลายคนแทบจะไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว โดยติดตามจากสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข่าวในด้านลบ เพราะข่าวด้านบวกคนไม่ค่อยสนใจเท่าไร ดังนั้นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการให้ข่าวเป็นหลัก อย่างไรก็ตามแง่ดีของสื่อออนไลน์ก็มีมาก เช่น ถ้าเรามีอะไรที่ต้องการจะสื่อสารก็จะใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งไปได้เร็วทั่วประเทศ ดีกว่าสมัยก่อนที่กระจายเฉพาะคนอ่านหนังสือพิมพ์เท่านั้น   

Date : 10 / 07 / 2018

  • Date : 10 / 07 / 2018
    IRPCจัดกิจกรรมปลุกจิตสำนึกเรื่องขยะ ยืนยัน"พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย รักษ์โลกได้ถ้าใช้พลาสติกเป็น"

    IRPC ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ทำระยองให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดการปัญหาขยะ จับมือ ม.ธรรมศาสตร์ นำร่องเก็บขยะในแม่น้ำระยอง ภายใต้โครงการ“Plastic Rights” หวังปลุกจิตสำนึกประชาชน ในการใช้พลาสติกด้วยความรับผิดชอบ รู้คุณค่า และปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนว่า “พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย รักษ์โลกได้ถ้าใช้พลาสติกเป็น”

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้จังหวัดระยองเป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดเก็บขยะ  ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้น IRPC ในฐานะที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในจังหวัดระยอง จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และชุมชนรอบเขตประกอบการไออาร์พีซี จ.ระยอง เริ่มนำร่องเป็นต้นแบบการจัดเก็บขยะในบริเวณแม่น้ำระยอง ระยะทาง 3.68 กิโลเมตร ภายใต้โครงการ“Plastic Rights” หรือการใช้พลาสติกด้วยความรับผิดชอบ รู้คุณค่า และปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนว่า พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย รักษ์โลกได้ถ้าใช้พลาสติกเป็น”

    โดยคาดว่าจะช่วยจิตสำนึกให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมรักสิ่งแวดล้อม เลิกทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง เพราะแม่น้ำระยองถือเป็นปากแม่น้ำที่จะไหลลงสู่ทะเล หากสามารถกำจัดขยะในลำคลองได้ตั้งแต่ต้นทางจะส่งผลให้ลดปัญหาขยะในทะเลลงได้

    สำหรับขยะที่จัดเก็บได้นั้น ทาง IRPC ได้ร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ GC เพื่อนำขยะพลาสติกไปแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าและอิฐบล็อก รวมทั้งร่วมมือกับเทศบาลระยอง นำขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ไปกำจัดหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต่อไป

     

    สุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC

    "เราไม่ได้รณรงค์ให้เลิกใช้ถุงพลาสติก เพราะพลาสติกยังเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกให้กับชีวิตประจำวันแต่เรากำลังรณรงค์ให้ลดการใช้และอยากจุดประกายให้ชุมชนช่วยกันดูแลแม่น้ำลำคลอง ไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ โดยวันนี้ได้นำนักศึกษาจากชมรมเรือคายัค ม.ธรรมศาสตร์ มาร่วมกันเก็บขยะในแม่น้ำระยองให้ชาวบ้านร่วมตระหนักแยกขยะ และทิ้งลงถัง ไม่ทิ้งในแม่น้ำอีกต่อไป ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะไปรณรงค์ที่แม่น้ำอื่นๆต่อ" นายสุกฤตย์ กล่าว

    นายสุกฤตย์ กล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อของออนไลน์ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดขยะจากแพ็คเกจจิ้งมากขึ้น เช่น โฟม พลาสติก ซึ่งการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวันยังมีการใช้พลาสติกมากมาย ดังนั้นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมคือ การรณรงค์ใช้พลาสติกอย่างถูกวิธี คือ ใช้แล้ว นำกลับมาใช้ซ้ำ ทิ้งให้เป็นที่ และคัดแยกขยะสำหรับรีไซเคิลหรือเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

    สำหรับกิจกรรมรณรงค์เก็บขยะในครั้งนี้  IRPC ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมต่างๆให้ชาวบ้าน ได้แก่ กิจกรรมพายเรือเก็บขยะอนุรักษ์แม่น้ำระยอง  ตลาด 3R คือ  Reduce Reuse Recycle การให้ความรู้เรื่องการใช้พลาสติกอย่างมีคุณค่า การทิ้งและแยกขยะอย่างถูกวิธี สาธิตการนำพลาสติกใช้แล้วมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ สาธิตการทำ Eco bricks การนำขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติอัดใส่ขวดพลาสติกนำมาใช้แทนอิฐในงานก่อสร้าง และเฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนการประกวดการแต่งกายโดยพลาสติกเหลือใช้ “Fantastic Plastic” จากเยาวชนจากโรงเรียนและชุมชนรอบเขตประกอบการ IRPC และปิดท้ายด้วยกิจกรรม Big Cleaning   

Date : 09 / 07 / 2018

  • Date : 09 / 07 / 2018
    มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมมือ ปตท.พัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ฯ

    มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ ปตท. พัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระยะที่ 2  ต่อยอดการสร้างต้นแบบชุมชนเข้มแข็ง โดย คาเฟ่ อเมซอน ยังคงมีนโยบายสนับสนุนการใช้เมล็ดกาแฟจากชุมชนภายในประเทศ

    เมื่อเร็วๆนี้นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานและร่วมลงนามในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง กับ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ในโครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระยะที่ 2 ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม

    คาเฟ่ อเมซอน มีนโยบายสนับสนุนการใช้เมล็ดกาแฟจากชุมชนภายในประเทศ โดยร่วมมือกับโครงการหลวงและเครือข่ายชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ โดยส่งเสริมให้มีการพัฒนาการปลูกกาแฟ เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟดิบตามกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ถือเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาร่วมกับชุมชนเพื่อให้ได้ประโยชน์และอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน