กิจกรรมทั้งหมด

Date : 19 / 09 / 2018

  • Date : 19 / 09 / 2018
    EGAT Academy ถ่ายทอดความรู้ให้คนนอกองค์กร ประเดิมหลักสูตร"ระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้า"

    กฟผ. เปิด EGAT Academy พัฒนาบุคลากรในแวดวงพลังงาน  ประเดิมจัดอบรมหลักสูตรแรก “ระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้า” ให้กับบุคคลภายนอก หลังองค์กร สั่งสมประสบการณ์ด้านการผลิตไฟฟ้ามาเกือบ 50 ปี และต้องการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลดีต่อระบบไฟฟ้าของประเทศในภาพรวม

    เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร “ระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้า” (Electrical Equipment and Protection for Power Plant) ให้กับบุคคลภายนอก โดยมีผู้สนใจเข้าอบรมรวม 37 คน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

     นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ กฟผ. กล่าวว่า หลักสูตรระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้าเป็นการอบรมเกี่ยวกับเทคนิคและขั้นตอนการตั้งค่าการทำงานระบบป้องกันไฟฟ้า ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย ตลอดจนการบำรุงรักษาระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้า โดยเป็น 1 ใน 2 หลักสูตรนำร่องของโครงการ EGAT Smart Academy ที่เปิดอบรมให้กับบุคคลภายนอก และมีหลักสูตรต่อไปที่จะเปิดอบรม คือ หลักสูตรเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าและการบำรุงรักษา (Power Plant Technology and Maintenance)

    “การเปิดอบรมให้กับบุคคลภายนอกโดย กฟผ. นี้ จะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมไฟฟ้า เนื่องจาก กฟผ. ได้สั่งสมประสบการณ์ด้านการผลิตไฟฟ้ามาเกือบ 50 ปี และต้องการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลดีต่อระบบไฟฟ้าของประเทศในภาพรวมต่อไป” รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ กฟผ. กล่าว

    สำหรับ หลักสูตรระบบป้องกันอุปกรณ์โรงไฟฟ้า มีระยะเวลาการอบรม 2 วัน ระหว่างวันที่ 18 – 19 กันยายน 2561 มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมถึงสองเท่าจากจำนวนที่เปิดรับสมัคร โดยมีวิทยากรที่ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง ทำให้ผู้รับการอบรมสามารถสอบถามปัญหาและข้อสงสัย เพื่อให้ได้รับข้อมูลความรู้อย่างเต็มที่ และหลังจากนี้จะมีการนำข้อมูล ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้เข้าอบรมไปพัฒนากระบวนการดำเนินงาน รวมถึงพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

  • Date : 19 / 09 / 2018
    กฟน.ลงนามสัญญาบริการอุปกรณ์โซลาร์รูฟท็อปกับสถาบันอาชีวศึกษาภาคใต้17แห่ง

    กฟน.ลงนามสัญญาบริการอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กับ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 และ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 รวม 17 วิทยาลัย หวังส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

    วันนี้ (19 กันยายน 2561) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จัดพิธีลงนามสัญญาบริการอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กับ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 และ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 รวม 17 วิทยาลัย โดยมีศูนย์ความเป็นเลิศด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อเป็นการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ  ณ ห้องเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานเพลินจิต

    นายรุจ เหราบัตย์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการรับผิดชอบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการแล้ว กฟน. ยังได้มีการดำเนินธุรกิจ เกี่ยวกับการให้บริการอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งเป็นหนึ่งในงานของหน่วยธุรกิจบริการระบบไฟฟ้าครบวงจร เช่น การให้คำปรึกษาการออกแบบ ติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบไฟฟ้าใต้ดิน การบำรุงรักษาระบบ บริการด้านวิศวกรรม ระบบอาคาร บริการด้านธุรกิจพลังงาน โดยในครั้งนี้ได้มีการลงนามสัญญาบริการอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ระหว่าง การไฟฟ้านครหลวง กับ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 และ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 รวม 17 วิทยาลัย แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการและสถานศึกษา ให้ กฟน. ดำเนินการให้บริการอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Solar Rooftop

    โดยที่ผ่านมา กฟน. ได้ให้บริการติดตั้ง Solar Rooftop ให้แก่หน่วยงานราชการที่สำคัญหลายแห่ง เช่น กรมบัญชีกลาง และที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหน่วยงานราชการที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า Solar Rooftop ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยได้ติดตั้งแผง Solar Rooftop จำนวน 7,375 แผงหรือ 14,442 ตารางเมตร และผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 2.20 เมกะวัตต์ สำหรับหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่ ฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เบอร์โทรศัพท์ 0-2878-5288 ได้ทุกวันและเวลาทำการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Date : 17 / 09 / 2018

  • Date : 17 / 09 / 2018
    "พลังงาน" พร้อมจัดประกวดวาดภาพต่อเนื่องเป็นปีที่7โดยปรับให้ตรงวัตถุประสงค์กองทุนอนุรักษ์ฯ

    กระทรวงพลังงาน เตรียมปรับแก้ไขโครงการประกวดภาพวาดเทิดพระเกียรติด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน  ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มากขึ้น  เพื่อให้สามารถจัดการประกวดวาดภาพได้ต่อเนื่องเป็นปีที่7  หลังจากที่จัดประกวด6 ครั้งที่ผ่านมา เห็นพัฒนการที่ดีขึ้นของเยาวชนผู้เข้าร่วมประกวดในการใช้ด้านผลงานศิลปะสื่อสารเรื่องพลังงาน

    เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2561 กระทรวงพลังงาน จัดพิธีมอบรางวัลชนะเลิศประกวดภาพวาด ปีที่ 6 “พลังงานเพื่อชีวิต” มูลค่ารางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านการประหยัดและรู้คุณค่า ของพลังงาน ให้กับเยาวชนในสถานศึกษาและประชาชนทั่วไป  พร้อมเปิดให้เข้าชมผลงาน ที่ได้รับรางวัล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ฟร ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 19 กันยายน 2561  ณ วีรันดา ฮอลล์ ชั้น 1  เดอะคริสตัล (เอกมัย-รามอินทรา)  กรุงเทพฯ

    พิธีมอบรางวัลดังกล่าว  มี นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสิน มอบโล่ เงินรางวัล และใบประกาศเกียรติคุณให้กับผู้ชนะการประกวด พร้อมด้วยศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สื่อผสม) ดร.สังคม ทองมี ผู้อำนวยการศูนย์ศิลป์สิรินธร และนายประทีป คชบัว ศิลปินอิสระ ซึ่งเป็นคณะกรรมการในการตัดสิน

    นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะจพยายามที่จะให้ให้มีประกวดวาดภาพเทิดพระเกียรติ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน  อย่างต่อเนื่องต่อไป เป็นปีที่ 7 เพียงแต่อาจจะต้องมีการปรับแก้ไขชื่อของโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น  เนื่องจากโครงการประกวดดังกล่าวใช้เงินสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ในการจัดทั้ง6 ครั้งที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ที่ประชุมครั้งล่าสุดที่เมื่อต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา  

    สำหรับการประกวดวาดภาพ ครั้งล่าสุดซึ่งเป็นปีที่ 6  ภายใต้หัวข้อ “พลังงาน เพื่อชีวิต” นั้น กระทรวงพลังงานจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อคนไทย  ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยตลอดเวลาที่ผ่านมาพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างมาก และทรงเป็นแบบอย่างที่ดี  ของประชาชนในทุกๆ ด้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน พร้อมน้อมนำเอาพระราชกรณียกิจมาถ่ายทอดให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการประหยัด พอเพียง และพึ่งพาตนเอง  ตามวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    โดยการประกวดวาดภาพในปีที่ 6 นี้ มีนักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 493 ภาพ  จาก 130 สถาบันการศึกษา  66 จังหวัด  การประกวดแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่  ประเภทมัธยมศึกษาตอนต้น      ประเภทมัธยมศึกษาตอนปลาย    ประเภทอุดมศึกษาและปวส.   และประเภทประชาชนทั่วไป   โดยมีผู้ผ่านรอบแรก ประเภทละ 16 คน  รวมเป็น 64 คน ซึ่งทั้ง 64 คน ได้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการหรือ Workshop ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ผลงานแบบต่อหน้ากรรมการ (วาดสด)

    นอกเหนือจากผลงานที่ได้รับรางวัล 64 ภาพแล้ว กระทรวงพลังงาน ได้คัดเลือกภาพวาดจากโครงการดังกล่าว เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการภาพวาดเทิดพระเกียรติด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ปีที่ 6 “พลังงาน เพื่อชีวิต” รวมแล้วจำนวน 124 ภาพวาด ตั้งแต่วันที่ 17-19 กันยายนนี้  ณ บริเวณ  วีรันดา ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะคริสตัล (เอกมัย-รามอินทรา) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่สนใจได้เข้าชมผลงานอย่างใกล้ชิด หรือสามารถเข้าชมผลงานภาพวาดจากการประกวดได้ที่ http://www.energy.go.th / FB Energypaintingcontest

    บางส่วนของผลงานประกวดที่ได้รับรางวัล 

    อาจารย์.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)  หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน 

Date : 14 / 09 / 2018

  • Date : 14 / 09 / 2018
    เชฟรอนจัดกิจกรรม"เอามื้อสามัคคี"ครั้งที่3 หวังสร้างชุมชนต้นแบบ สานต่อศาสตร์พระราชา

    บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3 ในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” เมื่อเร็วๆนี้ ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี โดยหวังให้เป็น“ชุมชนกสิกรรมวิถี” และเป็น“ชุมชนต้นแบบ” ในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วประเทศร่วมสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดงาน กล่าวว่า “ชุมชนกสิกรรมวิถี เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน สร้างชุมชนพอเพียงที่พึ่งตนเองได้แม้ยามเกิดภัยพิบัติ โดยนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิสังคม ด้วยการทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หันกลับมาพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมา เพื่อเน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย”

    นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่า  ในปีที่ 6 ของการดำเนินโครงการฯ  เรายังคงยึดแนวคิด ‘แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี’ ในการจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน ซึ่งแต่ละแห่งมีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อจะได้สร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจต่อไปในทุกกลุ่มสังคมในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก

    ทั้งนี้ จ.สระบุรี เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ให้สร้างหลุมขนมครกเพื่อหยุดท่วม หยุดแล้ง มาตั้งแต่การดำเนินโครงการในปีแรก และขยายผลออกไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกิดพื้นที่และคนต้นแบบมากมาย อาทิ อ.บุญล้อม เต้าแก้ว แห่งสวนล้อมศรีรินทร์  จ.สระบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปัจจุบันท่านเป็นคณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา  

    โดย เชฟรอนให้การสนับสนุนโครงการฯ อย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่  6 เนื่องจากตรงกับนโยบายด้านสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้ โดยทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป  เพราะจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี  เท่าที่ผ่านมาโครงการฯ ประสบความสำเร็จพอสมควร มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ  ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร พร้อมทั้งเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ  นอกจากนี้ เชฟรอนยังจะมองหา “คอขวด” หรืออุปสรรคต่อการพัฒนา เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขต่อไป

    คอขวดระยะแรก คือ ประชาชนขาดการตระหนักรู้  จากเดิมที่มีคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ เชฟรอนได้เชิญดาราเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างจุดสนใจ ทำให้โครงการฯ เป็นที่รับรู้มากขึ้น และเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    คอขวดในระยะที่สอง คือ การขาดแคลนวิทยากร เนื่องจากมีคนสนใจอยากลงมือทำมากขึ้น จึงต้องเพิ่มจำนวนศูนย์เรียนรู้ เพิ่มการเรียนการสอน เพิ่มวิทยากร สร้างคน เพื่อให้สามารถออกแบบและอบรมคนได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่มีคนให้ความสนใจมากมาย  หลังจากนั้น ต้องมีการขับเคลื่อนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้นทั้งในวงการวิชาการและอื่น ๆ เชฟรอนจึงได้สนับสนุน ให้สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทำวิจัยที่มีผลทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ทั้งมิติด้านสภาพแวดล้อม คือ ดินดี มีแหล่งน้ำ และผลผลิตที่มากขึ้น  มิติด้านสังคม คือ การได้กลับมาเป็นครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และมิติด้านเศรษฐกิจ คือ ปลดหนี้ได้ สร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้

    นายอาทิตย์กล่าวเสริมว่า “เราแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ ไม่มีสูตรตายตัว แต่เชื่อว่ามาถูกทางแล้ว และเราอยากสนับสนุนให้เกิดผลจริง  สำหรับพนักงานเชฟรอนที่มาเป็นจิตอาสา บางคนก็นำไปทำในพื้นที่ของตนเองควบคู่ไปกับการทำงานประจำ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายท่านที่เกษียณแล้ว ได้นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด และบอกต่อกับญาติพี่น้องให้ลงมือทำตามศาสตร์พระราชาด้วย”

    กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ  กิจกรรมเอามื้อ หรือการลงแขกที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ จ.สระบุรี เพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีพนักงานเชฟรอนกว่า 200 คน เข้าร่วมด้วย  และยังมีเครือข่ายคนมีใจจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้ที่สนใจสมัครผ่านทางเฟซบุ๊คโครงการ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม

    นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานรณรงค์จาก “ป่าสักโมเดล” ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่จัดตั้งขึ้นในปีที่ 4 ของการดำเนินโครงการ ณ ห้วยกระแทก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี มายังที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ รวมระยะทาง 60 กม. เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่การเรียนรู้วิถีพอเพียงตามรอยพ่อ โดยมีเครือข่าย  นักปั่นสะพานบุญ ชมรมจักรยานทีมรบพิเศษ นักปั่นในพื้นที่ และนักปั่นเชฟรอนอีกรวมทั้งสิ้นกว่า 200 คน

    สำหรับแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ 47.5 ไร่ ของหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า  “การออกแบบพื้นที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิกแต่ละคนว่ามีเป้าหมายอย่างไรและอยากจะทำอะไร เรานำองค์ความรู้เรื่องหลุมขนมครกมาช่วยออกแบบ ให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแต่ละแปลงจะขุดบ่อของตัวเองเพื่อกักเก็บน้ำ นอกจากนี้เรายังจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องใช้ร่วมกันด้วย เช่น ถนนทางเข้า คูน้ำ คันดิน เป็นต้น”

     “สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะได้เรียนรู้หลักการออกแบบพื้นที่ตามหลักภูมิสังคม โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ทำปุ๋ยแห้ง แบบไม่พลิกกลับกอง และทำปุ๋ยน้ำนม ด้วยฮอร์โมนนมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในพื้นที่ นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำฝายชะลอน้ำด้วยกระสอบและไม้ไผ่ และสร้างระบบนิเวศและแหล่งอาหาร ด้วยการดำนา ปั้นหัวคันนาทองคำ ทำกระชังเลี้ยงกบและทำแซนวิชปลาในนาข้าว” นายบุญล้อม กล่าวเพิ่มเติม

    หลังจากนี้ โครงการฯ จะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง http://www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking

    บรรยายภาพ: ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (กลาง) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายสมศักดิ์ แก้วเสนา (ที่ 2 จากขวา) นายอำเภอหนองแซง นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ (ที่ 3 จากขวา)  ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ  นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง (ขวาสุด) ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาแหล่งผลิต บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด อ.ไตรภพ โคตรวงษา (ซ้ายสุด) ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ  และ นายบุญล้อม  เต้าแก้ว (ที่ 2 จากซ้าย) คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

Date : 13 / 09 / 2018

  • Date : 13 / 09 / 2018
    ปตท. ติดอันดับดัชนี DJSI ต่อเนื่องปีที่ 7 และผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Upstream & Integrated ปีที่ 2

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    ปตท. ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices)  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7และได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Upstream & Integrated ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความยั่งยืน 3 ด้าน (3P) อย่างสมดุล คือ การทำธุรกิจควบคู่กับการดูแลชุมชนและสังคม (People) การอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Planet) และเป็นฐานความมั่นคงให้แก่ภาคเศรษฐกิจและสังคมเติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน (Prosperity) ทำให้ในปีนี้ ปตท. ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices)  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7และได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Upstream & Integrated ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    "ปตท. จะเป็นหนึ่งในกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ โดยต้องเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ เน้นความโปร่งใส สู่ความยั่งยืน เราพร้อมทุ่มเทเพื่อความสุขของทุกคน บนแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกด้าน พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน จนทำให้ติดอันดับดัชนีความยั่งยืน DJSI ต่อเนื่องในครั้งนี้" นายชาญศิลป์ กล่าว

    ทั้งนี้ ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices เป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก จัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือของ S&P Dow Jones และ RobecoSAM โดยเชิญบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ทั่วโลกเข้าร่วมการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ครอบคลุม 3 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจระดับโลก รวมทั้งเป็นดัชนีที่กองทุนต่างๆ จากทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการพิจารณาการลงทุน และมั่นใจว่าบริษัทได้รับการรับรอง ที่ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก  DJSI จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้ลงทุนได้