เริ่มแล้ว ปั๊มพีทีเปิดขายดีเซลบี20 ตั้งเป้ายอดขายโตก้าวกระโดด

รัฐมนตรีพลังงาน เป็นประธาน เปิดขายดีเซล บี 20 ใน สถานีบริการน้ำมัน พีที สาขาเขาย้อย 2 จังหวัดเพชรบุรี เป็นแห่งแรก หวังตอบโจทย์ความต้องการใช้กลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถขนส่งของพีที  โดยผู้บริหาร “พีทีจี เอ็นเนอยี” ตั้งเป้ายอดขาย B20 ในอนาคตแตะ 13% ของยอดขายกลุ่มดีเซล ของสาขาเขาย้อย 2

วันนี้(14 มี.ค.) นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในสถานีบริการน้ำมัน สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถขนส่งพีที ณ สถานีบริการน้ำมัน พีที สาขาเขาย้อย 2 จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เข้าร่วมในพิธี ซึ่งนับเป็นการเปิดจำหน่าย B20 ในสถานีบริการน้ำมันแห่งแรกของ PTG

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่า บริษัท ตั้งเป้ายอดจำหน่ายของ ดีเซล B20 ในอนาคต จะมีสัดส่วน 13% ของยอดจำหน่ายกลุ่มดีเซล ของสาขาเขาย้อย 2 หรือประมาณ 200,000 ลิตรต่อเดือน โดยประเมินว่าในช่วงเริ่มต้นการเติบโตของยอดจำหน่ายดีเซล B20 จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับยอดจำหน่ายเดิมของ ดีเซลปกติ(B7) และไม่ได้เป็นการโยกมาเติมน้ำมันอีกชนิดของลูกค้า ทำให้ภาพรวมยอดขายกลุ่มดีเซลจะมีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเป็น 15%

ล่าสุด ยอดจำหน่ายดีเซล บี 20 เมื่อวันที่13 มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่  5,500 ลิตรต่อวัน  โดยบริษัท คาดหวังจะเพิ่มเป็น 2 แสนลิตรต่อเดือน ในระยะต่อไป

สำหรับการเปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ในสถานีบริการน้ำมัน สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถขนส่งพีที ที่สถานีบริการน้ำมัน พีที สาขาเขาย้อย 2 จังหวัดเพชรบุรีนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐที่มุ่งเน้นสนับสนุนการใช้ B20 เพื่อใช้เป็นกลไกในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าบริการขนส่ง และค่าโดยสารสาธารณะ รวมทั้ง เป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันอีกทางหนึ่ง โดยการกำหนดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล B20 คำนวณจากเฉพาะเนื้อน้ำมันดีเซล ไม่ได้คิดภาษีในส่วนของน้ำมันปาล์ม

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันและรายได้ จะเติบโต 16-20% และคาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จะเติบโต 40-50% จากปี 2561 เนื่องจากบริษัทมีกิจกรรมเพิ่มยอดขายของสถานีบริการเดิม

โดยมีแผนขยายสถานีบริการใหม่ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 สาขา จากปี 2561 ที่มีสถานีบริการอยู่ที่ 1,883 สาขา ซึ่งจะเน้นการขยายสาขาในทำเลที่สามารถรองรับการให้บริการ non-oil อื่นๆ แก่ลูกค้าอีกด้วย ภายใต้งบลงทุนรวมจำนวน 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท, ธุรกิจ non-oil อยู่ที่ 500 ล้านบาท และธุรกิจใหม่อยู่ที่ 500 ล้านบาท

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here