“สมคิด”ขอการเมืองลดด่าทอ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีประเทศ ดึงการลงทุนปีหมูทอง

สมคิด”ยอมรับมีหลายปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศกระทบโอกาสลงทุนปีหมูทอง ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดี การเมือง ลดด่าทอ รัฐบาลผสมมีการสานต่อนโยบายให้ต่อเนื่อง  จึงจะช่วยดึงการลงทุนให้ดีขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Krungthai NEXT Thailand ECONOMIC CHALLENGES 2019 ว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไทยยังคงมีโอกาส ในการเติบโต จึงต้องทำตัวเองให้มีจุดเด่นมากที่สุด โดยต้องเปลี่ยนแปลง และปฎิรูปด้านเศรษฐกิจให้เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน เพื่อให้นักลงทุนหันเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเวียดนาม

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปีหมูทอง ต้องติดตามความเสี่ยงจากความผันผวนจากภายนอก และการเมืองหลังการเลือกตั้ง เพราะนักลงทุนจับตาว่า ปีนี้จะดีมากน้อยขึ้นอยู่กับว่าพรรครัฐบาลผสมจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันอย่างไร

โดยหลังจากครึ่งปีหลังของปีนี้  ยังมีปัจจัยบวก ที่เป็นโอกาสต่อการลงทุน คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มดีขึ้น  และการประคับประประคองให้เศรษฐกิจขยายตัว ส่งไม้ต่อไปให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง  เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับนักลงทุน ประชาชนทั่วไป เนื่องจากโครงการลทุนขนาดใหญ่ ที่ได้รับความร่วมมืออย่างมากจาก จีน ญีปุ่น และชาติตะวันตก มองไทยเป็นศูนย์กลางในการลงทุน  ดังนั้น การเมืองในประเทศอย่าคิดแต่ด่าทอ หรือทะเลาะ ปั้นเรื่องใส่ร้ายกัน  ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

  โดยหากทุกอย่างไปได้ด้วยดี นโยบายด้านเศรษฐกิจยังต่อเนื่อง การลงทุนยังมีต่อ เชื่อว่า หลังการเลือกตั้ง สถานการณ์เศรษฐกิจและภาพรวมในประเทศจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาว่า คาดว่าการส่งออกของไทยในปี 2562 อาจต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 8 หลังจากปี2561 ขยายตัวร้อยละ 7-8  เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน  และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง   จึงต้องเร่งหาตลาดใหม่มารองรับ

ด้าน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหากรรม  กล่าวว่า  ในปี 2562 หมูทองแห่งการลงทุน จะเป็นโอกาสแห่งการลงทุนด้านเทคโนโลยี จึงได้ขยายอุตสาหกรรม 4.0 ให้กระจายออกไปทั่วทุกภูมิภาค ผ่านการพึ่งพาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี 5 จี พัฒนาบุคคลากรรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย  ยอมรับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมหลักตั้งเป้าหมายลงทุนในปีนี้ โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อเน้นพลังงานทดแทน การลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 หมื่นล้านบาท อุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอ้อย จากการผลิตน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ให้สามารถผลิตยา เครื่องสำอาง ด้วย

ส่วนนายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า  ไทยมีทั้งโอกาสและภัยคุกคามมาพร้อมกัน  รัฐบาลใหม่จึงต้องแข็งแรง สร้างบุคคลากรรองรับศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการพัฒนาด้านอาชีวะ เพราะเป็นพลังงานสร้างชาติ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ล้วนมาจากคนกลุ่มนี้เหมือนกับต่างชาติ  การใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคล จัดสรร สวัสดิการให้ตรงจุด ตรงตามความต้องการของบุคคล เพราะบางคนต้องการหมอ ต้องการเงิน ต้องการอาชีพ ล้วนมีความต้องการต่างกัน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here