สนพ.เล็งพื้นที่EEC นำร่องตั้งตลาดซื้อขายไฟเสรีกลุ่มSPP Cogeneration

cof

สนพ. เล็งพื้นที่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) นำร่องตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระบบโคเจนเนอเรชั่น หวังผู้ประกอบการแข่งขันราคาช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยจะมีการสรุปผลการศึกษาภายใน พ.ค.นี้และ เสนอที่ประชุม กบง.และ กพช.อนุมัติตามขั้นตอนต่อไป ก่อนนำไปดำเนินการเป็นรูปธรรม

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า จากการที่ สนพ. ได้มอบหมายให้สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ศึกษา”โครงการพัฒนาตลาดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระบบโคเจนเนอเรชั่น”นั้น เบื้องต้นคาดว่าจะนำร่องใช้ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวัน(EEC) โดยจะมีการสรุปผลการศึกษาได้ในเร็วๆนี้ และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) รวมทั้งการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตามขั้นตอนต่อไป

ด้านแหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาตลาดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระบบโคเจนเนอเรชั่น เป็นไปตามมติที่ประชุม กพช. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559  ที่ต้องการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ระบบพลังงานความร้อนร่วม(Cogeneration) ที่สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2560-2568 ซึ่งมีทั้งสิ้น 25 ราย ให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าที่มีส่วนเกินได้มากขึ้นจากกำลังการผลิตที่มีอยู่กว่า 100 เมกะวัตต์ต่อราย   เนื่องจาก กพช.ได้มีมติให้ผู้ผลิตไฟฟ้า SPP Cogeneration  ที่หมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2562-2568 สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่ขายไฟให้ กฟผ.ได้ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์​ จากเดิมที่ขายได้ 90 เมกะวัตต์

โดยแนวทางที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการSPP Cogeneration กลุ่มดังกล่าวเบื้องต้นมี 2 แนวทางในการศึกษา คือ 1.เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี (ในพื้นที่ที่กำหนด เช่น EEC) โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไฟฟ้าจะแข่งขันซื้อขายไฟฟ้ากันเองตามกลไกราคาค่าไฟฟ้า โดยมีหน่วยงานกลางดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

2.เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้า แบบใช้บริการสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยภาครัฐจะประกาศปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการซื้อและให้ผู้ผลิตไฟฟ้าแข่งขันเสนอราคา ใครให้ราคาต่ำสุดภาครัฐจะเลือกซื้อไฟฟ้าจากรายนั้น เป็นต้น

ทั้งนี้ยังไม่มีการสรุปว่าจะเลือกใช้แนวทางใด ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน พ.ค. 2562 นี้