ปตท. เล็งปิดบริษัทลูก 20-30 แห่งในปี2562ตามสถานการณ์ธุรกิจ

ปตท. คาดปี 2562 ปิดบริษัทในกลุ่มรวม 20-30 แห่ง รวมถึงบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย ยืนยันไม่มีใบสั่งจากใคร แต่เพื่อลดภาระและเป็นไปตามสถานการณ์ทางธุรกิจ พร้อมย้ำการเปิดบริษัทใหม่ยังคงมีมากกว่าจำนวนที่ปิดตัวไป ทำให้ปัจจุบัน ปตท. มีบริษัทลูกรวมกว่า 200 บริษัท

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้ ปตท. ปิดบริษัทลูก 20-30 บริษัท เนื่องจากดำเนินการไม่สอดคล้องกับภารกิจรัฐวิสาหกิจ ระบุเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และไม่มีใครสั่งให้ ปตท. ปิดบริษัทลูกได้ แต่ในการดำเนินธุรกิจมาตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่าน หากมีบริษัทใดไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ก็จำเป็นต้องปิดตัวลงเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย โดยยืนยันว่าการเปิดและปิดบริษัทในเครือเป็นไปตามเหตุผล

ทั้งนี้ การเปิดและปิดบริษัทย่อยในฐานะรัฐวิสาหกิจก็ต้องรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งปี 2562 นี้ คาดว่าจะปิดบริษัทในกลุ่มรวม 20-30 บริษัท แต่ขณะเดียวกันก็มีการเปิดบริษัทใหม่เช่นกันซึ่งมีมากกว่าตัวเลขบริษัทที่ปิดตัวไป ทำให้ปัจจุบัน ปตท. มีบริษัทในกลุ่มแล้วรวมกว่า 200 บริษัท

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมา นายชาญศิลป์ ได้ระบุว่า ปตท. แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ว่าได้ขายธุรกิจปาล์มน้ำมันของ ปตท. ที่อยู่ในประเทศอินโดนีเซียทั้งหมดแล้วซึ่งเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการ ปตท. ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกำไรเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากระบวนการขายกิจการดังกล่าวเสร็จสิ้นหมดแล้วซึ่งใช้เวลาดำเนินการมากว่า 4-5 ปี และเชื่อว่าการขายกิจการครั้งนี้ถือเป็นผลบวกต่อ ปตท. มากกว่าผลลบ และถือว่าการลงทุนในธุรกิจปาล์มที่อินโดนีเซียไม่ได้สูญเปล่าแต่อย่างใด เพราะได้รับประสบการณ์มากมาย หากไม่เข้าไปลงทุนจะไม่ทราบว่าปาล์มน้ำมันเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก รวมทั้งสังคม สิ่งแวดล้อมและข้อมูลของประเทศที่ ปตท. เข้าไปลงทุน เป็นต้น