ปตท. เตรียมทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท เร่งลงทุนหลายโครงการครึ่งหลังปีนี้

ปตท. เตรียมทุ่ม 3 หมื่นล้านบาทครึ่งหลังปี 2562 นี้ เพื่อเร่งลงทุนในโครงการที่มีความชัดเจนแล้ว หวังฉวยจังหวะดอกเบี้ยต่ำ-เงินบาทแข็ง สร้างความได้เปรียบ ด้านกำไร คาดปีนี้ต่ำกว่าปี 2561 ที่มีกำไร 1.2 แสนล้านบาท เหตุปัญหาสงครามการค้า ราคาน้ำมันลด และกระทบผลการดำเนินงานกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น หวังไม่เกินไตรมาส 4 รัฐไฟเขียว 2 โครงการอีอีซี แหลมฉบัง เฟส 3 และมาบตาพุด เฟส 3

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2562 นี้ กลุ่ม ปตท.จะต้องเร่งลงทุนในโครงการที่มีความชัดเจนในการตัดสินใจลงทุนแล้ว เนื่องจากเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการเข้าไปลงทุนและเพื่อให้โครงการต่างๆเสร็จทันกับช่วงเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวใน 1-2 ปีข้างหน้า

วงเงิน 3 หมื่นล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่

โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในโครงการต่างๆ รวม 3 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับครึ่งแรกปี 2562 ที่ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ไม่รวมกับงบประมาณที่จะเพิ่มทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC หลังจากเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท โกลว์ พลังงาน หรือ GLOW

สำหรับโครงการที่จะเร่งลงทุนตามแผนงาน ได้แก่ โครงการก่อสร้างคลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หนองแฟบ ขนาด 7.5 ล้านตัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และการก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลขยะพลาสติก เป็นต้น

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท.ได้วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใน 10 ปี (ปี 2563-2573) ที่วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ในปี 2573 ซึ่งมีแผนจะเพิ่มพอร์ตการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด (Clean Fuel) รวม 8,000 เมกะวัตต์ ทั้งจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่จะมุ่งสู่ GAS to Power และพลังงานหมุนเวียน

อีกทั้ง ยังมีแผนที่จะลดพอร์ตการลงทุนธุรกิจถ่านหินในอินโดนีเซียลง ตามเทรนด์ของโลกที่มุ่งสู่ไฟฟ้า โดยยังอยู่ระหว่างศึกษากระบวนการปรับลดการลงทุนที่เหมาะสมทั้งการนำบริษัท Sakari Resources Limited (SAR) เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย การหาพันธมิตรร่วมทุน และการขายธุรกิจออกไป ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีความชัดเจนเมื่อใด

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.

คาดกำไรปี 62 ต่ำกว่าปี 61 จากปัญหาสงครามการค้าและราคาน้ำมันปรับลง

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังปี 2562 นี้ ยอมรับว่า กำไรทั้งปี 2562 นี้จะต่ำกว่าแผน และต่ำลงจากปี 2561 ที่มีกำไรอยู่ที่กว่า 1.2 แสนล้านบาท แต่จะไม่ต่ำเท่ากับปี 2558 ที่มีกำไรต่ำสุดอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกลุ่มปตท. มีการปรับพอร์ตการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาให้มีความสมดุลมากขึ้น เพื่อรับมือกับระดับราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นลง หรือมีสัดส่วนแต่ละธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-25% ทั้งพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจการค้า เป็นต้น และในปี 2562 นี้จะไม่มีด้อยค่าสินทรัพย์

โดยมั่นใจว่าครึ่งหลังปี 2562 นี้ ผลการดำเนินงานจะดีกว่าครึ่งแรกของปี 2562 ที่ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 55,250 ล้านบาท ลดลง 14,567 ล้านบาท หรือ 21% เนื่องจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเกือบทุกประเภทลดต่ำลง กำไรสต็อกน้ำมันที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ รวมถึงกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลงเช่นกันจากหลักการของธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ราคาขายอ้างอิงราคาปิโตรเคมีปรับลดลง แต่ต้นทุนก๊าซฯ ปรับสูงขึ้น

หวังรัฐไฟเขียว 2 โครงการอีอีซี ไม่เกินไตรมาส 4  

นายชาญศิลป์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการลงทุน 2 โครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ยังคาดหวังว่าทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 จะได้รับการอนุมัติจากภาครัฐไม่เกินไตรมาส 4 ปีนี้ และจะสามารถเริ่มการลงทุนได้ในปี 2563 ต่อไป

ส่วนการนำบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อรองรับการขยายงานในอนาคตนั้น ยืนยันว่า ปตท. ยังมีแผนที่จะนำ OR เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ แน่นอน แต่จะเป็นช่วงเวลาใดนั้น ยังจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆด้วย ซึ่งจะหาจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

โครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เพื่อเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)